ในความเปลี่ยนแปลงของ "งานประเพณีบุญบั้งไฟ"

สถานีศูนย์วัฒนธรรม

งานประเพณีบุญบั้งไฟราษีไศลจัดขึ้นในเดือนหกของทุกปีตามความเชื่อที่ว่า การจุดบั้งไฟขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นการคารวะต่อพญาแถน (เทวดา) และเป็นสัญญาณให้ทราบว่าใกล้ถึงฤดูทำนาแล้ว ขอได้โปรดช่วยบันดาลให้ฝนตกลงมาถูกต้องตามฤดูกาลด้วย ประเพณีนี้มีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ยังไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่เชื่อกันว่ามีมานานกว่าร้อยปีจนกลายเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของอำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ไปในที่สุด ดังคำขวัญที่ว่า

"หาดทรายมูลคู่บ้าน ลิงบ้านหว้านคู่เมือง ดงภูดินลือเลื่อง เมืองแห่งบั้งไฟแสน ดินแดนหอมแดง แหล่งหมูหันรสดี ฝายราษีสุดสวย พร้อมด้วยไข่ไก่งาม"

ใกล้ถึงงานประเพณีบุญบั้งไฟแล้ว ชาวบ้านจะออกบอกบุญขอรับเงินบริจาคตามกำลังศรัทธา เพื่อนำไปซื้อวัตถุดิบสำหรับทำบั้งไฟและเช่าชุดให้นางรำ ผู้มีฝีมือในการทำบั้งไฟได้มาช่วยกันทำบั้งไฟที่วัด พร้อมทั้งถ่ายทอดวิธีการให้กับลูกหลาน บ้านใดมีลูกสาวก็จะได้รับเลือกให้เป็นนางรำ โดยมีครูดนตรีและนางรำรุ่นพี่เป็นผู้ฝึกสอนให้ที่โรงเรียน ผู้มีฝีมือทางศิลปะได้รับหน้าที่ตกแต่งบั้งไฟให้สวยงามสำหรับแห่ งานประเพณีนี้จึงส่งเสริมให้ชาวบ้านมีความรักความสามัคคีกันในชุมชนมากยิ่งขึ้น และยังปลูกฝังให้คนรุ่นใหม่ได้สืบสานกันต่อไปอีกด้วย ระยะเวลาที่ใช้ทำบั้งไฟประมาณ ๒-๓ เดือน ทุกอย่างก็พร้อมเข้าสู่งานประเพณีบุญบั้งไฟประจำปี

เมื่อวันที่ ๒๒-๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๘ อำเภอราษีไศลได้จัดงานประเพณีบุญบั้งไฟเหมือนทุกปีที่ผ่านมา โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เข้ามาส่งเสริมงานประเพณีโดยไม่ดื่มเหล้า ขบวนรถแห่บั้งไฟลวดลายวิจิตรจากตำบลและหน่วยงานต่างๆ ตั้งขบวนกันบนถนนสายหลักที่บ้านโนน (เผ่าเยอ) ห่างจากลานประกวดราว ๕ กิโลเมตร ลายบั้งไฟส่วนใหญ่เป็นลายกระหนกทำจากกระดาษดังโกทองด้าน (กระดาษสีทอง) เป็นพื้น และมีสีเม็ดมะขามเป็นตัวสับลายให้ดูเด่นชัดสวยงาม ส่วนหัวและหางบั้งไฟทั้งลำเป็นพญานาคความยาว ๖-๑๐ เมตร นำมาตั้งไว้บนฐานหลังราชรถ บางขบวนใช้เกวียนลากด้วยรถไถแทน

ขบวนแห่บั้งไฟ ประกอบด้วย นางงามถือป้ายขบวน ขบวนฟ้อนรำเซิ้ง คณะละเล่นพื้นเมือง ตามด้วยรถแห่บั้งไฟสวยงาม เครื่องแต่งกายของนางรำมีความแตกต่างกันตามวัฒนธรรมของเผ่าต่างๆ ที่ย้ายมาตั้งถิ่นอยู่ในอำเภอราษีไศลเมื่อร้อยกว่าปีก่อน มีทั้งเผ่าเยอ ลาว เขมร และไทย เช่น นางรำจากบ้านโนนสวมผ้าถุงโทนน้ำตาล เสื้อแขนยาวสีดำ มีผ้าไหมพาดผ่านไหล่ซ้าย ทัดหูด้วยดอกไม้สีขาว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาวเยอ ขณะที่นางรำขบวนอื่นๆ สวมชุดไทยอีสานตามถิ่นฐานของตน ท่วงท่าจังหวะการรำเป็นไปตามทำนองเพลงรำเซิ้งจากรถแห่บั้งไฟที่ขับตามมาไม่ห่าง ต่อจากขบวนฟ้อนรำเป็นคณะละเล่นพื้นเมืองที่ช่วยสร้างความขบขันให้กับผู้ชม ปิดท้ายด้วยขบวนรถแห่บั้งไฟสวยงาม มีท้าวผาแดงนางไอ่นั่งเคียงกันอยู่ในบุษบก (ปราสาท) ท้ายรถ

"ฟ้อนรำเซิ้งเรามีครูสอนให้เหมือนทุกปีค่ะ นางรำและครูไม่มีค่าตัวให้ เพราะเป็นงานประเพณีที่เราร่วมแรงร่วมใจกันทำกันมานานแล้ว แต่ถ้าประกวดแล้วชนะได้เงินรางวัลมาก็ขึ้นอยู่กับหัวหน้าวงละค่ะ (หัวเราะ) แต่ที่จริงเป็นความภาคภูมิใจของหมู่บ้านมากกว่า"

จุธารัตน์ บุญมี ผู้อาศัยอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด กล่าวพลางชี้ให้ดูรถแห่บั้งไฟคันหนึ่งที่กำลังเคลื่อนขบวนเข้าสู่บริเวณงาน

กลางคืนมีงานมหรสพให้ชมเกือบตลอดคืน ณ ลานด้านหน้าที่ว่าการอำเภอฯ มีมวยไทยการกุศล การประกวดธิดาบั้งไฟ หมอลำซิ่ง ตลาดนัด และเครื่องเล่นมหาสนุก ชาวบ้านต่างพากันออกมาเที่ยวชมงาน และลุ้นผลการประกวดธิดาบั้งไฟ ภายในงานไม่มีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่หลายคนก็ดื่มกันมาทั้งวันแล้วเป็นเรื่องปกติของงานเช่นนี้ เมื่อมาถึงก็พากันร่ายรำรับกับจังหวะเพลงพื้นเมืองที่อยู่คู่ประเพณีบุญบั้งไฟมานาน อย่างเพลงกันตรึม เพลงเซิ้งบั้งไฟ เพลงลำแคน จากเครื่องดนตรีกลองยาว แคน และฉิ่งที่แสดงให้ชมกันสดๆ

ไฮไลท์ของงานอยู่ในวันถัดมา ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวจำนวนมากพากันมาชมการจุดบั้งไฟที่ "ฐานจุดบั้งไฟ" ริมฝั่งแม่น้ำมูล ปลายฐานจุดบั้งไฟทำมุมเอียงเล็กน้อยให้บั้งไฟพุ่งไปยังฝั่งตรงข้ามตัวเมือง บริเวณนั้นเรียกว่า Safety Zone เป็นพื้นที่ป่าน้ำท่วมถึง ไร้บ้านผู้คนอยู่อาศัย กว้าง ๑๐ กว่ากิโลเมตร โอกาสที่บั้งไฟจะตกลงใส่บ้านเรือนคนจึงมีน้อยมาก ด้วยเหตุนี้เองวันจุดบั้งไฟราษีไศลจึงเป็นที่นิยมกันมากในหมู่นักท่องเที่ยว พ่อค้า แม่ค้า และนักเสี่ยงดวง เป็นข่าวดังครึกโครมแทบทุกปี

เมื่อบั้งไฟขึ้นฐานจุดเรียบร้อย กรรมการจะยกธงเขียวให้ทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นถอยออกไปให้ห่าง ครั้นเมื่อธงแดงยกขึ้น บั้งไฟจะถูกจุดขึ้นสู่ท้องฟ้าปรากฏเป็นควันคดเคี้ยวเป็นทางยาว ชาวบ้านต่างแหงนหน้าขึ้นมองพร้อมทั้งส่งเสียงเชียร์ด้วยความสนุกสนาน กรรมการที่ทำหน้าที่จับเวลาใช้กล้องส่องทางไกลดูตั้งแต่ขึ้นจนถึงตกลงสู่พื้น และประกาศว่าบั้งไฟทำเวลาได้กี่วินาที จากนั้นบั้งไฟลำต่อไปจะถูกนำไปติดตั้งที่ฐานจุด บั้งไฟที่ทำเวลาได้นานที่สุดจะเป็นผู้ชนะการประกวดในวันนั้น ส่วนบั้งไฟที่จุดไม่ขึ้นหรือทำเวลาได้น้อยกว่า คนทำบั้งไฟจะต้องถูกหามมาโยนลงบ่อโคลนหรือแม่น้ำมูล ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันมานาน แต่ในปีนี้ทางฝ่ายผู้จัดงานห้ามมีบ่อโคลน เพราะต้องการลบภาพลักษณ์ที่ดูเลอะเทอะ เพื่อส่งเสริมให้เป็นงานท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรม ส่วนบั้งไฟแสนและบั้งไฟล้านก็ถูกห้ามใช้ในปีนี้เช่นกัน

"เมื่อก่อนการจุดบั้งไฟไม่ได้มีเฉพาะที่ฐานจุดบั้งไฟเท่านั้น แต่มีแทบทุกหมู่บ้าน ทุกวันนี้ต้องทำหนังสือขออนุญาตก่อนอย่างน้อย ๒ เดือน เพราะบั้งไฟแสนหรือบั้งไฟล้านทำความสูงได้เกินห้าพันฟุตซึ่งเป็นอันตรายต่อเครื่องบิน และไม่มีใครรู้ได้แน่นอนว่าบั้งไฟจะพุ่งไปทางทิศไหนและจะตกลงตรงไหน ถ้ามันตกใส่บ้านเรือนใคร ผู้จัดงานต้องเป็นผู้รับผิดชอบ บั้งไฟแสนหรือบั้งไฟล้านเป็นเหมือนแม่เหล็กดึงดูดนักพนัน ทางฝ่ายผู้จัดงานจึงสั่งห้ามใช้บั้งไฟขนาดใหญ่ แต่ก็เหมือนกับเหรียญสองด้านนะครับ ด้านบวกคือ การที่มีคนมาชมบั้งไฟแสน บั้งไฟล้านจำนวนมากจะสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านและค่ายบั้งไฟอย่างมาก แต่ในด้านลบ พวกเขาจะแยกไม่ออกระหว่างประเพณีกับการพนัน และท้ายที่สุดการพนันจะทำลายประเพณีเสียเอง" ชนายุส การะเกษ วัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์ ชาวอำเภอราษีไศล ให้ข้อคิดเห็น

รองศาสตราจารย์ ดร.ปฐม หงษ์สุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวถึงประเพณีนี้ในอีกแง่มุมหนึ่งว่า "บุญบั้งไฟมีอยู่แทบทุกจังหวัดในภาคอีสานจึงเกิดการช่วงชิงทางวัฒนธรรมเพื่อเอกลักษณ์และการท่องเที่ยว นักการเมืองเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นจึงอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ห้ามใช้บั้งไฟแสนและบั้งไฟล้านเพื่อลดจำนวนผู้ชมที่นี่ ขณะที่จังหวัดอื่นๆ กลับสามารถทำได้"

อย่างไรก็ตาม การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ทำกันมานานเพื่อเพิ่มสีสันให้งานมีความตื่นเต้นเร้าใจมากยิ่งขึ้น ในปีนี้ช่างทำบั้งไฟรับเชิญจากจังหวัดยโสธรกำลังใช้ไม้อัดดินประสิวเข้าไปในท่อบั้งไฟ มีช่างอีกคนคอยช่วยจับลำบั้งไฟไว้ให้

"บั้งไฟลำนี้มีขนาดหน้า ๓ นิ้ว ยาว ๑.๕ เมตร ใช้ดินประสิวหนัก ๑๒ กิโลกรัม เรียกว่าบั้งไฟหมื่น ถ้าใช้ดินประสิวมากกว่านี้เรียกว่า บั้งไฟแสน บั้งไฟล้าน ซึ่งมีขนาดใหญ่และยาวมากกว่านี้มาก เมื่อก่อนเราใช้ไม้ไผ่ทำท่อบั้งไฟ แต่ทุกวันนี้ใช้ท่อพีวีซีแทน" ช่างทำบั้งไฟจากยโสธรกล่าว

ชนายุส การะเกษ กล่าวถึงการทำบั้งไฟว่า "ทุกวันนี้ไม่เหมือนเมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว การทำบั้งไฟไม่ได้เกิดจากการร่วมไม้ร่วมมือกันของชาวบ้านเหมือนเมื่อก่อน แต่เป็นการนำเอาเงินลงขันที่ได้ไปจ้างค่ายบั้งไฟจากต่างถิ่นทำบั้งไฟให้เลย รถแห่บั้งไฟก็ว่าจ้างคณะรับทำให้ ที่ราษีไศลมีค่ายบั้งไฟเยอะมาก อย่างเช่น ค่าย ส.ราชวงศ์ ค่าย ป.ผ่านฟ้า ค่ายหลานปู่ตา ราคาขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของค่ายและจุดประสงค์ในการนำไปจุด"

"ทุกปีมีนักท่องเที่ยวมากันเยอะมากแถวนี้ไม่มีที่ให้ยืนหรอกครับ เป็นช่วงขาขึ้นของการค้าขายเลย แต่ปีนี้เงียบเหงามาก เพราะทางการเข้มงวดกับการพนัน พวกเขามองกันแต่ในแง่ของวัฒนธรรมไทย แต่พวกเราต้องดิ้นรนทำมาหากินกัน และนี่ก็เป็นประเพณีของเราที่สืบสานกันมานานแล้ว พวกเขาต่างหากที่จัดการกันไม่เป็นเอง ถ้าผู้คนยังมาน้อยอย่างนี้ทุกปี ไม่นานงานประเพณีบุญบั้งไฟจะกลายเป็นแค่สัญลักษณ์เท่านั้น จัดกันพอให้เสร็จๆ แล้วๆ ไป" พ่อค้าขายน้ำคนหนึ่งบ่นเชิงประชด

งานประเพณีบุญบั้งไฟเปลี่ยนไปตามสภาพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน การขยายตัวอย่างรวดเร็วของชุมชนเมือง การจราจรทางอากาศ และการพนัน ได้ส่งผลกระทบต่อการจัดงานอย่างชัดเจน แต่ปัญหาเหล่านี้ย่อมสามารถหาทางออกได้ในที่สุด ทว่าการทำบั้งไฟซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบสานกันมาหลายชั่วอายุคนกลับเริ่มเลือนหาย เพราะบั้งไฟไม่ใช่สินค้าที่จะผลิตขายกันได้ทุกวัน อีกทั้งคนรุ่นใหม่ได้หันไปประกอบอาชีพอื่นที่ทำรายได้ดีกว่า บางทีการอยู่รอดของค่ายบั้งไฟและความนิยมจุดบั้งไฟที่ลดลงตามตำบลต่างๆ อาจเป็นสัญญาณสุดท้ายของการคงอยู่ของงานประเพณีบุญบั้งไฟในอนาคต