วิไล เคียงประดู่...กับเบื้องหลังซีเอสอาร์ เอไอเอส

สัมภาษณ์พิเศษ

เอไอเอส ให้ความสำคัญกับบทบาทของซีเอสอาร์ โดยธีมแต่ละปีในการทำซีเอสอาร์นั้น ได้มุ่งเน้นที่สถาบันครอบครัวและสังคมโดยรวม งานด้านซีเอสอาร์ที่จัดขึ้นมาในแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรม การร่วมมือรณรงค์ หรือทำเป็นโฆษณาสร้างสรรค์ ก็เพื่อทำการชักชวน จุดประกาย หรือให้แง่คิดที่ดีด้านต่างๆ ซึ่งส่งผลด้านบวกกลับสู่ภาพลักษณ์ขององค์กร งานซีเอสอาร์ที่อยู่ภายใต้งานประชาสัมพันธ์ มีผู้คร่ำหวอดร่วมบริหารกิจกรรมมานาน นั่นก็คือ วิไล เคียงประดู่ หรือที่เรียกขานกันด้วยความเคารพว่า พี่เล็ก

สุภาพสตรีที่มีทั้งความคิด ทัศนะ หรือมุมมองที่น่าสนใจ อันเป็นคุณประโยชน์ต่อสังคม องค์กร และครอบครัว โดย...ครอบครัวเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด แม้หน้าที่การงานที่ทำจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ก็ไม่สำคัญเท่ากับครอบครัวประสบความสำเร็จ ซึ่ง...การทำให้ครอบครัวแข็งแรง จะนำพาให้ประเทศไทยแข็งแกร่ง นี่เป็นส่วนหนึ่งในหลากหลายทัศนะ ของผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโสท่านนี้ นอกจากนั้นแนวทางการทำงาน หรือเคล็ดลับที่ให้ครอบครัวมีความสุข สามารถติดตามในการให้สัมภาษณ์ได้เลยครับ

หน้าที่การงานปัจจุบัน

"ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานประชาสัมพันธ์ บริษัทเอไอเอส ในส่วนที่รับได้ผิดชอบอยู่นั้น พี่จะดูแล Corporat PR ทั้งหมด ภายในงาน Corporat PR แบ่งออกเป็นส่วนๆคือ ส่วนที่หนึ่งเรียกว่า Special Activities จะทำด้านซีเอสอาร์ล้วนๆเลย อีกส่วนหนึ่งทำพีอาร์ให้กับทาง Marketing แล้วอีกส่วนทำ Corporat PR ที่เป็นภาพรวมของทางบริษัททั้งหมด หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า ภาพรวมการเป็นคนดี ส่วนภาพรวมของการเป็นคนเก่ง ก็คือ ด้าน Marketing งานซีเอสอาร์จัดกิจกรรมอยู่ตลอดเวลา โดยสรุปเราก็มีสามพาร์ตใหญ่ๆด้วยกัน สำหรับเสน่ห์งานประชาสัมพันธ์ พี่ว่า มีเสน่ห์ตรงที่ไม่อยู่นิ่ง มีการเคลื่อนตัวอยู่ตลอด หรือเปลี่ยนแปลงตามกระแสของโลก ซึ่งทำให้ตัวเราไม่อาจหยุดนิ่งไปด้วย แล้วก็ยังมีความสนุกสนาน ในการที่ได้ทำอะไรที่ไม่จำเจ"

ความหมายของครอบครัว

"ครอบครัวแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกันคือ ครอบครัวในภาพใหญ่ ครอบครัวในชีวิตการทำงาน ที่เราอยู่รวมกันแบบครอบครัวเลย และครอบครัวส่วนตัวที่บ้าน เราต้องจัดสรรบทบาท หน้าที่ และเวลาให้เหมาะสม พี่แบ่งเวลาในชีวิตออกเป็น 4 ส่วนหลักๆ คือ ส่วนที่ 1...เรื่องงาน ส่วนที่ 2...เรื่องครอบครัว ส่วนที่ 3...เรื่องส่วนตัว และส่วนสุดท้าย...เรื่องสังคม การแบ่งช่วงเวลาออกเป็นส่วนๆ มิได้มีแต่ละช่วงเวลาเท่ากัน แต่ภาพรวมใหญ่ๆแล้ว เราควรจะมีเวลาทั้งสี่ด้าน บางด้านสามารถจับคู่ทำพร้อมกันได้ ตัวอย่างเรื่องสังคมกับเรื่องงาน บางครั้งทำซีเอสอาร์และทำเพื่อสังคมด้วยกันได้เลย หรือเอาเรื่องครอบครัวกับเรื่องสังคมไปด้วยกัน อย่างเช่น มีการจัดงานวันเด็ก เน้นการดูแลเด็กพิการโดยเฉพาะ พี่ก็เอาลูกๆมาเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแล เราจะรวบไปด้วยกันได้ในเรื่องของเวลา จึงพยายามให้เวลาทั้งสี่ส่วนให้ครบ"

องค์กรให้ความสำคัญต่อครอบครัว

"นโยบายของทางบริษัท ที่ว่า รากฐานสำคัญเกิดจากครอบครัว และบริษัทระลึกเสมอว่า ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวเป็นหัวใจสำคัญที่สุด ในการทำให้เกิดทุกสิ่งในประเทศไทย การสร้างคนดีให้กับสังคม หรือการทำให้ครอบครัวแข็งแรง จะนำพาให้ประเทศไทยแข็งแกร่ง ฉะนั้นเมื่อนโยบายของทางบริษัท ได้ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว ก็นับว่า เป็นจุดที่ดีและทีมงานก็ชอบที่จะทำ จึงทำกิจกรรมกันด้วยความสุข เพราะเหมือนกับชีวิตจริงของเรา ก็มีการแบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านแรกเลยคือ พยายามจุดประกายความคิดของคนในสังคม ด้วยการจัดสรรงบประมาณมาให้ทีมพีอาร์ ปีหนึ่งๆก็หลายตังค์อยู่

...หรือสร้างเป็นหนังโฆษณาเลย เพื่อกระตุ้นให้คนคิดว่า ครอบครัวมีความสำคัญ หรือมีความสัมพันธ์ยิ่งแน่นยิ่งดี ด้านที่สองเป็นการจัดกิจกรรมให้ความรู้ อาจเป็นหนังสือ เป็นวารสาร ที่มีเกร็ดความรู้จากนักวิชาการ จากประสบการณ์หรือผ่านทางเว็บไซต์สานรักดอทเน็ต อันนี้ก็จะเป็นลักษณะข้อมูลแลกเปลี่ยนกัน ของแต่ละครอบครัวหรือข้อมูลจากนักวิชาการ กระทั่งข้อมูลจากคนเคยมีประสบการณ์ตรงในชีวิต เช่น ลูกติดเกมแก้อย่างไร ก็มีการมาแชร์ประสบการณ์กัน แล้วนักวิชาการจะบอกวิธี นี่เป็นเรื่องของการให้ความรู้ ถัดมาด้านที่สามเป็นเรื่องกิจกรรม ปีหนึ่งๆเรามีกิจกรรมให้ครอบครัวไปด้วยกัน เช่น เอไอเอสวอล์คแรลลี่ เอไอเอสแฟมิลี่แรลลี่ คือ เป็นวอล์คแรลลี่หนหนึ่ง คาร์แรลลี่อีกหนหนึ่ง โดยเราเก็บตังค์นะ...ถามว่าทำไมเก็บตังค์ เพราะว่าโดยธรรมชาติถ้าไปฟรี บางครั้งจองๆเข้ามา ถึงเวลาอาจไม่ไปก็ได้

...เราอยากให้ไปกันเป็นครอบครัว แล้วมีเสียค่าใช้จ่ายบ้าง แต่ไม่ใช่เสียทั้งหมด...เสียเป็นบางส่วน เพื่อเป็นการจูงใจให้ทำกิจกรรม แล้วที่สำคัญไม่อยากให้มองภาพบริษัทว่า มีเจตนาที่จะทำรายได้ ดังนั้น เงินรายได้ทั้งหมด เราเอาไปทำบุญ อย่างเช่นกิจกรรมวอล์คแรลลี่ ก็ให้กับมูลนิธิอนันทมหิดล ถ้าคาร์แรลลี่ให้กับมูลนิธิสายใจไทย เมื่อเป็นอย่างนี้ แต่ละครอบครัวก็สบายใจ ว่า มาแล้วได้ทำกิจกรรมรวมกันทั้งครอบครัว มีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวอื่นๆ แล้วที่สำคัญได้ทำบุญร่วมกันด้วย และสำหรับผู้ที่ชนะในกิจกรรม เราจะพาเข้าเฝ้าฯรับถ้วยจากสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ จากพระหัตถ์ของพระองค์ท่านเลย จึงกลายเป็นว่า แต่ละครอบครัวที่ร่วมกิจกรรม มิได้เห็นแก่ในเรื่องของรางวัล แต่ทุกครอบครัวอยากเข้าเฝ้าฯในวัง"

งานซีเอสอาร์ในแต่ละปี

"แต่ละปีเรามีธีมในการทำซีเอสอาร์ โดยเริ่มจากตัวของครอบครัวก่อน ครั้งแรกกระตุ้นให้เกิดความสัมพันธ์ในครอบครัว อย่างเช่น ครอบครัวอบอุ่นให้เวลาแก่กัน ครอบครัวอบอุ่นแข็งแรง ปีถัดมาเป็นเรื่องของกอด เมื่อเราเล่นถึงครอบครัวแล้ว ปีนี้เราได้ขยายจากครอบครัวสู่สังคม โดยเรามีแบบอย่างว่า สังคมดีเริ่มต้นที่ครอบครัว ดังนั้น ภาพที่สะท้อนออกไปคือ ครอบครัวทำกิจกรรมหรือทำสิ่งดีๆ เช่น เก็บขยะ ช่วยเหลือคน เป็นในลักษณะการจุดประกายความคิด แต่ปีนี้ไม่ใช่แล้ว จะเป็นการที่พ่อแม่ทำเป็นแบบอย่าง ซึ่งเป็นการสั่งสอนที่ดีที่สุด เนื้อหาในโฆษณาที่ออนแอร์ กล่าวถึงชีวิตครอบครัว ที่เป็นแบบแม่สอนลูก ลูกชื่อ...เอก ตัวแม่ขายข้าวแกงรถเข็น...ขายไข่พะโล้ เห็นเด็กพี่น้องมาซื้อข้าวจานเดียว แม่ก็ตักไข่พะโล้เพิ่มให้อีกฟอง

...ลูกก็เห็นเป็นแบบอย่างว่า นี่คือ...การให้ วันหนึ่งลูกก็สามารถทำให้ร้านค้า เจริญงอกงามเป็นร้านใหญ่โต แล้วมีการปิดร้านหนึ่งวันไปทำบุญ และสิ่งที่แบ่งปันให้ไปก็คือ ไข่พะโล้ ซึ่งพอเห็นเด็กอุ้มน้องมา ก็ตักไข่พะโล้ให้ไปสองฟอง เพราะนึกถึงวันที่แม่ทำเป็นแบบอย่าง ดังนั้น ปีนี้จะเน้นการสอนที่ดีที่สุด คือ การทำให้ดูเป็นแบบอย่าง เหตุการณ์ดังกล่าวเจอด้วยตัวเอง สมัยเป็นนักเรียนจะเห็นร้านขายข้าวแกง บางคนจนซื้อหนึ่งจานแบ่งกันสองคน แม่ค้าบางคนก็ใจดี...ตักให้เยอะแยะเลย อันนี้เก็บมาจากพื้นฐานเรื่องจริง แล้วแม่ค้าเหล่านี้ยามปิดเทอม ลูกจะมาช่วยขายของหรือล้างจาน แล้วแม่ก็จะสั่งสอนไปด้วย นี่คือชีวิตของคนในสังคมส่วนหนึ่ง แต่เป็นสังคมที่จะอยู่นอกเมือง และหลังจากที่โฆษณาออนแอร์ไปแล้ว จะให้มีการถ่ายภาพเรื่องจริง มาโพสต์ในเว็บไซต์ของเรา คือ
สานรักดอทเน็ต ว่า ผู้ปกครองทำอะไรแล้วลูกทำตาม"

คาดหวังในการทำซีเอสอาร์

"เราอยากให้ทุกครอบครัวได้ตระหนักว่า สิ่งที่ตัวเราทำจะเป็นแบบอย่างของลูก ฉะนั้นจะทำอะไรคิดสักนิด ทำดีลูกก็เห็นในสิ่งที่ดี ทำไม่ดีลูกก็เห็นในสิ่งที่ไม่ดี ที่จะเห็นบ่อยเวลาพ่อขับรถ แล้วมีการปาดหน้ารถ เราก็ควรสอนว่า อย่าขับรถอย่างนี้นะลูก การปาดหน้ารถเป็นสิ่งไม่ดี มันจะเปลี่ยนจากมุมที่ลบกลายเป็นบวก ซึ่งถือเป็นการที่จะกระตุ้นเตือน ให้คนในครอบครัว ทำให้ดูเป็นแบบอย่าง จะสังเกตว่า บางบ้านพี่เรียนเก่งน้องก็เรียนเก่ง พี่เกเรน้องก็จะเกเรด้วย พี่เสพยาน้องก็เสพยาตามด้วย อย่างเด็กในโครงการสานรักคนเก่งหัวใจแกร่ง มีพ่อแม่ที่ยากจน การศึกษาก็ไม่มี แต่สอนลูกเป็น สอนหลานเป็น ถึงจะจนอย่างไร ถึงจะไม่มีปัญญาเรียนหนังสือ ถึงจะเรียนบ้างไม่เรียนบ้าง แต่เขาเอาตัวรอดกันได้ และที่สำคัญที่สุด...เด็กเหล่านั้นเป็นคนดี จึงสะท้อนให้เห็นได้ว่า ถ้าเราทำดี เด็กเห็น เด็กก็ทำตาม"

ครอบครัวส่วนตัว...ครอบครัวองค์กร

"ในองค์กรเอไอเอสนั้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นครอบครัวหนุ่มสาว แล้วก็มีลูกมีหลาน เนื่องจากเอไอเอสให้ความสำคัญกับครอบครัว ดังนั้น ก็จะเริ่มต้นที่ครอบครัวของพนักงานก่อน โดยมีกิจกรรมเชิญชวนให้พนักงาน มาร่วมด้วยการพาลูกพาครอบครัว เป็นแฟมิลี่เดย์ปิดสวนสยาม ซึ่งบริษัทจะออกเงินให้ส่วนหนึ่ง แล้วยังไปปล่อยปลาปล่อยเต่าทั้งครอบครัว คือ นอกจากสนุกสนานแล้ว ยังได้ทำบุญร่วมกันอีกด้วย กระทั่งวันเกิดของพนักงาน ก็มีการรวมตัวคนที่เกิดในเดือนทั้งหมด ไปทำบุญเลี้ยงเด็กกำพร้า บ้างก็ไปปลูกป่าชายเลน ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ เพื่อกระตุ้นในเรื่องของสังคม องค์กรเราให้ความสำคัญกับพนักงานมาก โดยเฉพาะพนักงานในระดับล่างลงมา อย่างคนที่เป็นระดับผู้จัดการ มีศักยภาพเพียบพร้อมไปแล้ว ลูกหลานจะไม่มีสิทธิได้ทุนการศึกษา แต่ลูกหลานของพนักงานทั่วไป ถ้าเกรดผลการเรียนถึงที่กำหนดไว้ ก็ให้มารับทุนการศึกษาได้เลย ซึ่งไม่จำกัดจำนวนทุนที่ให้ต่อปี

...ส่วนครอบครัวของพี่เอง ด้วยมีลูกๆโตกันหมดแล้ว แต่เมื่อตอนที่ลูกยังเล็กๆนั้น ครั้งที่เราต้องไปทำกิจกรรมเพื่อสังคม ก็นำลูกทั้งสองคนติดตามไปด้วย โดยก่อนเดินทางไปทำกิจกรรม ก็ให้ไปดูของเล่นที่ไม่ใช่ของเสีย หรือที่คิดว่าจะไม่เล่นอีกแล้ว พร้อมเสื้อผ้าที่ใส่ไม่ได้หรือไม่ได้ใส่แล้ว แพ็คใส่ในกล่องให้เรียบร้อย เพื่อนำไปแจกจ่ายให้เด็กๆด้วยกัน ต่อเมื่อลูกไปเห็นเด็กๆที่ด้อยกว่า ครั้งต่อไปในการทำกิจกรรม จะมีของเล่นติดไปแจกเยอะแยะขึ้น นี่คือ ธรรมชาติของเด็กจะสั่งสอนให้เอง บางครั้งโรงเรียนเชิญชวนบริจาคให้กับโรงเรียนที่ยากจน โดยหยอดเงินใส่กระปุกทำบุญ ลูกๆมีเงินเท่าไหร่ก็ใส่หมดเลย เราก็ถามว่าทำไมล่ะ เขาตอบว่า...ก็เห็นเด็กยังไม่มีชุดนักเรียน รองเท้าก็ไม่มี...จึงอยากให้

...เราก็สอนไปว่า เราไม่จำเป็นต้องให้หมด ควรเหลือเอาไว้ส่วนหนึ่ง การให้หรือการแบ่งปันเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรรู้จักการแบ่งส่วนหรือจัดสรรด้วย จึงทำให้ลูกๆติดนิสัยอย่างนี้มา พอโตถึงช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงไม้เบื่อไม้เมา แม้จะออกนอกลู่นอกทาง เกเร แต่โชคดีที่เราทำงานในด้านนี้ ทำให้มีความเข้าใจอยู่ระดับหนึ่ง อย่างเช่นติดเกม...ช่วงลูกวัยรุ่นก็เป็นนะ ก็ไม่ได้เข้าไปห้ามเสียทีเดียว แต่ค่อยๆจัดสรรเวลาเล่นให้น้อยลง จนกระทั่งวันหนึ่งเขาเริ่มห่างไป เราคอยปรับและอธิบายเหตุผลให้เข้าใจ แม้แต่จะเรียนอะไรก็พยายามผลักดัน ให้ไปตามสิ่งที่ลูกๆชอบกัน ตอนนี้ลูกคนโตกำลังจบวิศวกรรมเกษตรฯ ส่วนคนเล็กกำลังเรียนสถาปัตย์บางมด"

การทำให้ครอบครัวอบอุ่น

"พี่มองอย่างนี้นะ ถ้าพ่อแม่มีการใส่ใจ แล้วมีวิธีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น เด็กยุคนึงใช้วิธีการแบบเด็กยุคนึง...ก็อาจจะไม่ได้ ดังนั้น ต้องใส่ใจและคอยเฝ้าสังเกต ซึ่งจากที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ ควรปลูกความคิดให้ตั้งแต่ยังเล็กๆ เพื่อให้รู้จักมีเหตุมีผล เปิดใจกว้างรับฟังคนอื่น เด็กจะยอมรับเหตุผลมากขึ้น แล้วก็จะมีเหตุผลในการคิดเองได้ หัวใจสำคัญคือ เราต้องปลูกฝังความคิดของเด็ก ให้รู้จักค้นหาและมีเหตุผล อย่างตอนที่หลานอยากได้ทามาก๊อต พี่ก็บอกว่า รู้มั้ยผลิตที่ไหน...ญี่ปุ่น อ้า!!!เก่งมาก แล้วรู้มั้ยทำไมถึงผลิตที่ญี่ปุ่น ทำไมประเทศอื่นไม่ผลิต...ไม่รู้ ญี่ปุ่นเก่งมั้ง ไม่ใช่...ญี่ปุ่นประเทศคับแคบ พื้นให้คนอยู่ยังไม่พอเลย แล้วจะไปเลี้ยงสัตว์ได้อย่างไร เขามีโอกาสน้อยในการเลี้ยงปลา เลี้ยงแมว เลี้ยงหมา อย่างที่หนูมีโอกาสได้เลี้ยง ของจริงมีความสนุกกว่าเยอะ ทามาก๊อตเป็นของปลอมๆหลอกๆ เราก็พยายามสอนด้วยเหตุด้วยผล ให้มีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร เพื่อให้เด็กเริ่มมีการค้นคว้า"

ประทับใจในงานซีเอสอาร์

"ก็มีเด็กในโครงการสานรัก อายุแค่แปดขวบอยู่ที่เชียงราย เด็กคนนี้พ่อเสียไปแล้ว แล้วแม่ก็ใกล้เสีย ด้วยติดเชื้อเอดส์จากสามี เราจึงนำเด็กตั้งแต่อนุบาลสาม เข้ามาอยู่ในโครงการสานรัก ก็ส่งเรียนจนจบปริญญาตรี เด็กคนนี้เวลาไม่ไปโรงเรียน เพราะว่าแม่ป่วยต้องคอยป้อนข้าวป้อนยา เขาต้องลาโรงเรียนและบอกครูว่า...หนูลาป่วย ครูถามเขาว่า...หนูไม่ได้ป่วย แม่ป่วยแล้วหนูไปดูแลแม่ เด็กตอบว่า...แม่ป่วยก็เหมือนหนูป่วย เพราะหนูต้องคอยดูแลแม่ หนูจึงเหมือนป่วยตามแม่ไปด้วย เพราะด้วยเด็กเขามีความห่วงใยผูกพัน แต่เด็กๆวัยเดียวกันในกรุงเทพฯ...ยังงอแงกันอยู่เลย นี่เป็นเหตุการณ์ที่ประทับใจ ซึ่งนอกเหนือจากที่คิดเป็นแล้ว สามารถทำอะไรได้ทุกอย่าง ทำได้อย่างเด็กที่โตๆทำกัน จึงกลับมาสอนตัวพี่เองว่า การเรียนรู้ที่สำคัญไม่ได้อยู่เพียงในห้องเรียน แต่เป็นการเรียนรู้จากการลงมือทำต่างหาก ซึ่งจะให้ความลึกซึ้งและติดแน่น มีความสามารถมากกว่า คนที่เรียนจากตำราอย่างเดียว

...พี่มีความคิดว่า การเรียน...ไม่ได้เรียนจากห้องเรียนเท่านั้น ดังนั้น เมื่อเราได้เข้ามาทำงานตรงนี้ ถือเป็นการเรียนรู้อีกแบบหนึ่ง ฉะนั้นการเรียนมิได้แปลว่า เราเป็นผู้ให้แล้ว เราจะไม่เรียนรู้จากเด็กที่เป็นผู้รับ เขาได้เรียนรู้จากเราไป ในขณะเดียวกันเราก็เรียนรู้จากเขาด้วย ก็มีเด็กอีกคนที่พี่ประทับใจ พ่อแม่เขาเสียหมด จำต้องอยู่เพียงคนเดียว คิดดูเด็กอยู่คนเดียวตามลำพัง ยามเจ็บยามป่วยจะทำอย่างไร แล้วยังส่งเสียตัวเองเรียน โอ้ว!!!เก่งมากเลย ถามเขาว่า...เหนื่อยไหม ท้อไหม เขาตอบว่า...จะเหนื่อยไปทำไป จะท้อไปทำไม ทุกอย่างที่ทำลงไปก็ตกอยู่ที่ตัวเรา เด็กเหล่านี้ มีชีวิตอยู่รอดได้ ด้วยวิธีคิดดีของเขาเอง"

ฝากทิ้งท้ายเรื่องครอบครัว

"ทางบริษัทเอไอเอส มีนโยบายในการทำซีเอสอาร์ เรื่องของครอบครัว ทำให้เราและทีมงานทั้งหมด ที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็ได้ความรู้และเห็นความสำคัญ แล้วนำองค์ความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง กับครอบครัวของพวกเรา ในขณะเดียวกันก็เอาความรู้ ที่ได้จากการดูแลครอบครัว มาพัฒนางานของเราด้วย จึงเป็นสิ่งที่เอื้ออำนวยแก่กัน แล้วยังเป็นสิ่งที่สอดประสานได้อย่างดี พี่ภูมิใจอย่างมาก ที่เห็นเด็กๆในโครงการประสบความสำเร็จ แล้วน้องๆในทีมที่ทำงานนั้น ทำงานให้กับบริษัทมากกว่าหน้าที่ น้องๆมีการติดตามความเป็นอยู่ คอยดูแลเสมือนลูกหลาน สิ่งที่เราทำเป็นความปลาบปลื้ม ที่ฝังใจอยู่ในคนทำงาน ทำให้ทีมงานหล่อหลอมรักกัน ร่วมไปถึงให้ความรักกับบริษัทด้วย ครอบครัวเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด งานที่ทำจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ไม่สำคัญเท่ากับครอบครัวประสบความสำเร็จ"

แม้ครอบครัวเป็นหน่วยเล็กๆ แต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งใหญ่ครับ