ศักดิ์ สมบุญโต

กับ "ทฤษฎี 15 ไร่ 1.5 ล้าน"
สนทนาปราศรัย

"ในหลวง" ของปวงชนชาวไทย พระราชทาน "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" เพื่อเป็นแนวทางของการดำเนินชีวิต แก่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่า โดยเฉพาะราษฎรผืนภาคการเกษตร หากได้ประพฤติปฏิบัติตามหลักการของ "ทฤษฎีใหม่" ก็จะสามารถพึ่งพาตนเองได้ พร้อมกับที่ขจัดความยากจน ในขั้นพื้นฐานได้ระดับหนึ่ง ดังนั้น "เกษตรทฤษฎีใหม่" กับ "ความพอเพียง" จะทำให้ประชาชนทุกคน มีความสุขจากความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

โดยผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ศักดิ์ สมบุญโต ก็ได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากเช่นกัน อันจะให้ประชาชนในฝ่ายการเกษตร ต่างมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน ด้วยการเสริมสร้างรายได้ที่มั่นคง อยู่บนรากฐานของโครงการทฤษฎีใหม่ ที่สอดคล้องกับความพอเพียง จากที่ทำการเกษตรในพื้นที่ 15 ไร่ ที่เกิดผลตอบแทน 1.5 ล้านบาทต่อปี

กล่าวถึงที่มาของการสร้างรายได้มั่นคง

ในขณะนั้นผมได้รับราชการ เป็นนายอำเภอ อยู่ที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นช่วงที่ในหลวง ทรงทดลองงาน แปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อเป็นตัวอย่างแก่เกษตรกร มาศึกษาดูงานกัน ช่วงนั้นราวๆ พ.ศ.2537-2546 แล้วก็มาเป็นผู้รับผิดชอบ โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ จึงทำให้ซาบซึ้ง กับแนวทางพระราชดำริฯ ต่อมาเป็นปลัดอำเภอ ก็ยิ่งคุ้นเคย แล้วก็ยิ่งสนใจ แถวๆนั้นเลยมีพื้นที่ที่ดี มีฐานะมั่นคง และมีน้ำไว้ใช้ หลังจากที่ในหลวง ท่านเสด็จและมาวางแนวทาง แต่ยังเป็นการขยายตัวที่ช้า และอาจจะยังเข้าไปไม่ถึงแก่นแท้

กรมชลประทานมีบาทบาทเกี่ยวกับน้ำ

ยิ่งช่วงนี้มันแห้งแล้ง น้ำท่ามีไม่เพียงพอ ชาวบ้านจะเรียกร้องว่า ให้ช่วยหาน้ำ หรือทำเขื่อนทำฝาย เราก็มามองว่า เมื่อชาวบ้านไม่มีน้ำเป็นของตัวเอง ก็จะปล่อยพื้นที่ไว้จนแห้งแล้ง พื้นที่ 5 ไร่ 10 ไร่ ก็กลายเป็นพื้นที่เฉยๆ ไม่ได้นำมาทำอะไรเลย

ทางกรมชลประทาน ก็ยังให้ความช่วยเหลือไม่พอ แล้วเราก็ไม่มีเงินมากมายขนาดนั้น หรือแม้ว่าจะมีเงิน พื้นที่ที่เหมาะๆก็ยังไม่มี ที่จะมาทำเขื่อนทำฝาย หรือไม่สามารถเก็บกักน้ำได้เพียงพอ สมมุติว่าพื้นที่ประมาณล้านไร่ จะทำพื้นที่บริการน้ำสักล้านไร่...เป็นไปไม่ได้ เราอาจจะบริการได้สักแสนไร่ แม้ว่าจะมีเงินเพียงพอนะ แต่ที่เราทำเขื่อนทำฝายไม่ได้ เพราะสภาพพื้นที่มันทำไม่ได้ ดังนั้น แนวทางที่จะทำให้มีน้ำเป็นของตนเอง ในพื้นที่ของแต่ละคนนั้น ก็เป็นแนวทางของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์ท่านได้มีพระราชดำริคิดมานานแล้ว

น้ำมีความสำคัญในการทำเกษตรกรรม

การมีแหล่งน้ำเป็นของตนเอง ถือเป็นอาวุธของเกษตรกร ไม่มีการเกษตรอะไร...ที่ไม่ใช้น้ำ จึงได้สอดคล้องกับแนวทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง แต่ถ้าพูดแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ อาจจะยังเข้าใจได้ยาก เราก็จะบอกว่า ต้องมีน้ำเป็นของตนเอง เพราะถ้าเกษตรกรมีน้ำแล้ว ก็เสมือนกับมีภรรยามีสามีเป็นของตนเอง เราร่วมกันใช้น้ำอย่างไรก็ได้ โดยแนวทางของในหลวงมีว่า หากเกษตรกรได้มีพื้นที่สัก 15 ไร่ ก็น่าจะมาทำแหล่งน้ำสัก 30 เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่านั้นก็ได้ ถ้าน้อยกว่านั้นไม่ค่อยดี เรียกว่ามีแหล่งน้ำยิ่งมากยิ่งดีต่อการทำเกษตร

ชาวบ้านต้องการน้ำใช้ในการเกษตร

น้ำฝนที่ตกลงมา 2,600 ล้านคิว เราต้องการใช้น้ำประมาณ 1,600 ล้านคิว หรือควรเก็บน้ำไว้อย่างพอเพียง 1,000 กว่าล้านคิว แต่ตอนนี้เก็บน้ำไว้ได้เพียง 200 ล้านคิว ซึ่งน้ำได้หายไป 1,000 กว่าล้านคิว ถึงแม้จะทำเขื่อนทำฝายแล้ว...ก็ยังไม่พอ ด้วยสภาพกักเก็บไม่ได้ จึงทำการปรับเปลี่ยน ให้เป็นการเก็บกักน้ำกันเอง อย่างที่มีพื้นที่ทำการเกษตร 1 ล้านไร่ ควรกักเก็บน้ำใช้อยู่สัก 200 ล้านคิว ก็เกิดผลผลิตต่อปีสัก 200 ในล้านไร่ แสดงว่ามีรายได้ต่อไร่ราว 2,500 บาท และที่เรามีน้ำใช้...ก็มีใช้เฉพาะในช่วงหน้าฝน ส่วนหน้าแล้ง ไม่มีน้ำใช้ น้ำหมดไป ฉะนั้นเมื่อน้ำหมด ทำการเกษตรได้ก็สัก 4-6 เดือน และอีกราวๆ 6 เดือน...ทำอะไรไม่ได้

ควรที่ทำเกษตรกรรมอย่างหลากหลาย

เกษตรกรรม...ก็มีการปลูกข้าวโพด ปลูกพริก ปลูกมันสัปปะหลัง หรือปลูกข้าว โดยเฉพาะกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ที่ได้ปลูกข้าว แต่ประเด็นมีอยู่หลายเรื่อง อย่างผลผลิตต่อไร่ หรือรายได้ที่ต่ำกว่า 2,500 บาทต่อไร่ ในพื้นที่ทางภาคกลาง ทำรายได้ต่อไร่ได้เป็นแสน แต่ของเราได้ 2,500 บาท ก็ต้องมาวางระบบกันใหม่ โดยมีปัจจัยวัดความสำเร็จ คือ ต้องกักเก็บน้ำไว้ให้ได้ เพื่อมาใช้ในการเกษตรกรรม ด้วยหากมีน้ำใช้สอย อย่างอื่นก็จะตามมาเอง

สร้างองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับเรื่องของน้ำ

เนื่องจากที่ไปรับราชการ ในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา วันที่ 1 ธันวาคม...มาเริ่มต้นการสร้างความรู้ความเข้าใจ โดยทำการประชาสัมพันธ์ ด้วยการจัดรายการทุกๆวัน กับทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย รายการช่วงเวลา 06.00-07.00 น. ที่ลิงค์เครือข่าย 700 กว่าหมู่บ้าน ซึ่งมีหอกระจายข่าว ที่ฟังกันได้ทั้งหมู่บ้าน แม้เค้าไม่มีวิทยุ ก็จะฟังจากหอกระจายข่าว พร้อมกับมีข่าวสาร จากทางรัฐบาลแจ้งสัก 15 นาที แล้วอีกประมาณ 45 นาที คุยเรื่องเกี่ยวกับจังหวัดแพร่ คุยเรื่องการมีน้ำเป็นของตนเองทุกวัน ทำจนเกิดการชินหู แล้วเราก็จะเปิดสถานการณ์น้ำ ว่ามีอำเภอไหนทำไปแล้วบ้าง

เกษตรกรจะต้องให้ความสำคัญกับน้ำ

ตอนนี้มีคนเริ่มทำแล้ว โดยเริ่มขุดสระ 5 ไร่ เอาน้ำใส่เข้าไป แล้วปล่อยปลา ข้างบนเลี้ยงไก่สัก 150 ตัว ข้างล่างก็ปล่อยปลา 150 ตัว บนบกปลูกพืชสวนพืชผัก หรือปลูกไม้ยืนต้น ทั้งหมดต้องใช้น้ำในบ่อทั้งนั้น คือ เราต้องมีการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานของการเกษตรเอาไว้ก่อน โดยมีพื้นที่ มีไฟฟ้า หรือมีน้ำ ซึ่งน้ำเป็นสิ่งสำคัญในโครงสร้างพื้นฐานของการเกษตร อย่างเรามีน้ำเต็มพื้นที่ 5 ไร่ ปริมาณน้ำ 30,000 คิว อยู่ในพื้นที่เรียบร้อยแล้ว ต้องมาคิดกันต่ออีกว่า จะต้องเลี้ยงอะไร เลี้ยงปลาหรือเลี้ยงกุ้ง หากเลี้ยงปลา จะเลี้ยงปลาอะไร

ฉะนั้นในเบื้องต้นแนะนำว่า ควรจะเลี้ยงปลากินพืชหลายๆชนิดในบ่อเดียวกัน ด้วยไม่ต้องมากังวลในเรื่องของอาหาร เพราะใช้มูลไก่มูลวัวมูลหมู ใส่ให้กระจายลงไปในบ่อน้ำ แล้วมันจะเกิดตะไคร่เกิดแพลงตอน ซึ่งปลากินพืชสามารถกินได้ จึงไม่ต้องห่วงเรื่องไปซื้ออาหารเม็ด หรือไม่ต้องไปรองรับธุรกิจอาหารเม็ด ในส่วนการที่เลี้ยงปลาไว้หลายชนิด เนื่องจากจะช่วยลดปัญหาเรื่องของราคา เพราะราคาปลาแต่ละชนิด จะมีราคาไม่เท่ากันในแต่ละฤดูกาล ในครั้นเวลาจะนำปลาขึ้นมาจากบ่อ ก็ให้ใช้อวนลากปลาขึ้นมา แล้วเอาเฉพาะแต่ปลาที่ขายได้ราคา ปลาชนิดไหนยังไม่ได้ราคา หรือมีขนาดตัวเล็ก ก็ปล่อยกลับไปลงบ่อตามเดิม

ควรเลี้ยงสัตว์-ปลูกพืชผักที่เหมาะสม

อย่างเลี้ยงปลาเบญจพรรณ ในช่วงนี้กำลังมีราคาดี ราคาในตลาดท้องถิ่น ราวๆกิโลละ 40 บาท ถ้าเลี้ยงปลาในพื้นที่ 5 ไร่ จะได้ปริมาณปลา 5 ตัน หากราคาในตลาด 70 บาท แล้วได้ปลาในปริมาณ 5 ตัน ก็จะได้เป็นเงิน 3 แสนกว่า นั่นเป็นราคาสูงที่สุด แต่การเลี้ยงปลาใช้เวลา 7-8 เดือน ในรอบปีได้เงินจากการเลี้ยงปลา 2-3 แสน นอกจากนั้นก็มาพิจารณากันว่า เกษตรกรต้องมีรายได้ประจำวัน เราก็แนะนำให้เลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ด เพราะมันออกไข่ให้ทุกวัน ก็แนะนำให้เลี้ยงไก่ไข่ในแบบปล่อยดีกว่า แล้วควรจะเลี้ยงจำนวนเท่าไร ก็บอกให้เลี้ยงสัก 150 ตัว จะได้ไข่ไก่วันละ 150 ฟอง ซึ่งไก่ที่เลี้ยงล็อตหนึ่งเก็บไข่ได้ 14 เดือน แสดงว่าเกษตรกรจะมีรายได้เฉพาะที่เลี้ยงไก่วันละ 250 บาท และหากมีพื้นที่เหลือ เราก็ให้ปลูกพืชผักที่มีอายุสั้น

หรืออย่างการปลูกมะเขือ ที่ใช้เวลาการปลูกน้อย เพียงแค่ระยะเวลา 2 เดือน ก็เก็บผลผลิตได้เป็นปีๆเลย ถ้าจะปลูกมะเขือ ก็ต้องปลูกให้หลากชนิด เช่น มะเขือเปราะ มะเขือยาว มะเขือพวง ซึ่งต้องปลูกให้ได้ 200 กิโลกรัมต่อวัน มะเขือที่ขายราคาพื้นบ้านกิโลละ 5 บาท แต่ราคาตลาดราคาละ 10 กว่าบาท หากขายมะเขือราคา 5 บาท ในประมาณ 200 กิโลต่อวัน จะได้รับเงิน 1,000 บาท เดือนหนึ่งก็ได้สัก 30,000 บาท มารวมกับไข่ไก่เดือนละ 7,000 กว่าบาท ก็จะมีรายได้ราว 37,000 บาท ซึ่งมาเป็นค่าครองชีพหรือเป็นรายได้ประจำวัน

สำหรับรายได้ที่จะเกิดขึ้นนานกว่านั้น ควรจะเป็นพืชที่ใช้เวลาในการปลูกราว 8-9 เดือน ก็น่าจะเป็นการปลูกกล้วย ซึ่งกล้วยเป็นพืชอดทนตายยาก โดยเฉพาะพวกกล้วยหอม กล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า...ราคาดี หากเลือกที่จะปลูกกล้วย ก็ควรปลูกในไร่ละ 2-4 ร้อยต้น อย่างกล้วยหอม 400 ต้น ในระยะเวลา 8 เดือนออกผล จะขายกันเป็นเครือๆละ 150-200 บาท หรือขายเป็นหวีๆละ 50 บาท ฉะนั้นพื้นที่ที่เหลือ 8-9 ไร่นั้น หากปลูกกล้วยก็จะได้เงินหลายแสนในรอบ 10 เดือนข้างหน้า และนี่คุยถึงผลผลิต ในรอบวัน รอบเดือน หรือรอบปี แต่หากพูดถึงพืชยั่งยืน ต้องปลูกไม้ผล ที่ให้ผลผลิต เมื่อผ่านไปแล้ว 3 ปี จึงต้องดูว่าปลูกอะไรที่ยั่งยืน

ผลไม้ในรอบ 10 ปี ที่ยังมีราคาขายที่ดีอยู่ ได้แก่ ลำไยนอกฤดู มะม่วงน้ำดอกไม้ ขนุนพันธุ์ทองประเสริฐ ก็รวมถึงส้มที่เป็นผลไม้ที่โดดเด่น ขณะที่การทำสวนลำไย 3-5 ปีไปแล้ว ผลผลิตต่อไร่ราว 1 แสนบาท แต่ด้วยวัฒนธรรมที่มักยึดติดกับป่า จึงได้มีการจักสานด้วยไม้ไผ่ พอตามผืนป่าไม่ค่อยมีต้นไผ่ ก็มีการดึงคนลงมาให้ทำเกษตรกรรม

มีองค์ความรู้รอบด้านในเกษตรกรรม

เราต้องกลับมาที่ Known How ไม่ว่าจะเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ปลูกพืชผัก หรือทำอะไร จะต้องมี Known How อันทันสมัย ไม่ใช่สักแต่ว่าเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ หรือปลูกพืชผัก หากเราได้มีโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร มีทางการตลาดที่ดี หรือมี Known How ก็ประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ ที่จะประสบความสำเร็จได้ และตอนหลังก็อาจมาทำเกี่ยวกับเรื่องของการรวมกลุ่ม เพื่อจะทำให้มีความหนักแน่น หรือมีอำนาจในการต่อรอง อย่างเมื่อเลี้ยงปลาออกมาแล้ว อยากจะให้เกิดมีรายได้ที่มากขึ้น อาจมาร่วมกลุ่มทำเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปก็ได้

เกษตรกรมีความเข้มแข็งมั่นคงยั่งยืน

เราเน้นเรื่องการทำฐานให้แน่นก่อน แล้วเราค่อยเปลี่ยนไปเรื่องอื่นๆ ถ้ามีโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร...ไม่แน่น ถ้าบางทีไปทำด้านการท่องเที่ยว ก็อาจจะทำให้ซบเซาได้ เหมือนกับว่าเราต้องมีพื้นที่ มีแหล่งน้ำ หรือมีการเกษตรกรรมที่มั่นคง ถ้าอนาคตจะเปลี่ยนไปเป็นเรื่องท่องเที่ยว...ก็เปลี่ยนได้ โดยเอาผลิตผลทางการเกษตร ออกไปจัดจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว ส่วนตัวของเกษตรกรเอง ปลูกอะไรก็ได้ที่นักท่องเที่ยวชอบ โดยที่คอนโทนทามมิ่งด้วยน้ำ การเกษตรถ้าไม่มีน้ำ คอนโทนทามมิ่งไม่ได้ พืชทุกชนิดคอนโทนผลผลิตด้วยน้ำ

น้ำก็ให้ความเจริญผืนป่าที่เป็นต้นน้ำ

ถ้าคนที่อยู่ทางเหนือ ช่วยกันเก็บกักน้ำไว้ทุกคน มันก็จะเอื้อแก่คนที่อยู่ทางใต้ลงมา เพราะน้ำจะซึมผ่านลงมาเรื่อยๆ จึงไม่ต้องไปแย่งน้ำในส่วนภาคกลางกัน แล้วเมื่อเราได้ดึงคนมาสู่พื้นล่าง ซึ่งยังไม่มีพื้นที่ทำมาหากินนั้น แต่หากมีพื้นที่ที่สร้างรายได้ขึ้น เค้าก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปป่าอีก แล้วการที่ไม่เข้าไปรบกวนในผืนป่า ถ้าเพียงปล่อยไม่ให้ไฟไหม้สัก 2 ปี ผืนป่าก็จะมีการฟื้นตัวขึ้นมาได้เอง เพราะว่า 99 เปอร์เซ็นต์ของการเกิดไฟไหม้ป่านั้น เกิดมาจากฝีมือมนุษย์ และคนเข้าไปในป่า ก็เพื่อทำมาหากิน นั่นเป็นทางอ้อมการอนุรักษ์น้ำ

ผลสัมฤทธิ์จากการที่ส่งเสริมความรู้

เราส่งเสริมมาตั้งแต่มีที่ดินเปล่า จนตอนนี้มีแปลงเกษตรขึ้นมา อำเภอละ 2-3 แปลง รวมได้สัก 20-30 แปลง โดยเปลี่ยนจากใช้เงินหลวง มาเป็นเงินของตัวเอง หรือเงินของชาวบ้าน พร้อมกับให้คนมาดู แปลงเกษตรที่ทำ แล้วประสบความสำเร็จ ถ้าอยากทำก็ไป MOU กับธนาคาร โดยทางธนาคารตกลงกับเราไว้ว่า ไปดูแล้วมาลงทะเบียน เพื่อทำเป็นพื้นที่การเกษตร ทางธนาคารให้ประมาณ 5 แสนบาท คือไปทำบ่อน้ำราว 1 แสนบาท ที่เหลือค่อยไปทำการเกษตร ธนาคารได้ให้ระยะเวลา 7-8 ปีค่อยคืน แต่ในความจริงต้องการให้เห็นกับตา ว่าพื้นที่แปลงนี้อยู่ตรงนี้ ครอบครัวนี้อยู่ตรงนี้ ประสบความสำเร็จอย่างไร พร้อมได้ประชุมกับธนาคารต่างๆ อย่าง ธกส. ออมสิน SME Bank ให้เข้าใจในแนวเดียวกัน ในเรื่องการปล่อยกู้

ขณะนี้ก็จัดตลาดนัดลงทะเบียนที่จังหวัด ให้พี่น้องที่มีอยู่ประมาณ 50,000 ครัวเรือน ชวนเค้ามาดูกันเอง ตอนนี้มีโควตาอยู่ราว 7,000 ครัวเรือน เตรียมเงินไว้สัก 3,500 ล้านบาท ก็มาปล่อยให้เกษตรกรยืม เป้าหมายสักประมาณ 7,000 แปลง หากเป็นไปตามนี้ รายได้จะอัพขึ้นไปจากไร่ละ 2,500 ก็เป็นไร่ละแสน อย่างน้อยก็ได้ 5 หมื่นต่อไร่

ให้ข้อคิดความพอเพียงกับทฤษฏีใหม่

ความพอเพียง...เป็นไปตามสภาวการณ์ ในช่วงสภาวะของปัจจุบัน อย่างสมัยก่อนเราถีบจักรยาน เพราะคนทุกคนก็ถีบจักรยานกันหมด ถ้าในปัจจุบันจะถีบจักรยานไปเชียงใหม่ ก็ไม่น่าจะใช่ความพอเพียง หรือเมื่อก่อนที่เราเรียนหนังสือ จะบอกให้ลูกเราเรียนด้วย เพื่อให้อ่านหนังสือออกเขียนหนังสือได้ แต่ตอนนี้...ต้องให้ลูกรู้เรื่องภาษาอังกฤษ หรือเรียนรู้ภาษาอื่นๆอีกด้วย ซึ่งเป็นเรื่องของแต่ละสภาวการณ์ เรื่องของความพอเพียง จะต้องมีความสุขภายในตัว ถ้ายังหากไม่มีความสุข แสดงว่าเรายังไม่พอ หรือไม่ได้จำกัดความอยาก

หนังสือ 15 ไร่ 1.5 ล้าน สร้างรายได้ที่มั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน บนฐาน "ทฤษฎีใหม่" กับคำว่า "พอเพียง" จะเป็นการทำให้เข้ากับสภาวการณ์ ทำให้คนในชนชั้นกลางอยู่ได้ เราจะไม่พอเพียงเหมือนเมื่อ 3-4 ปีก่อน ตอนนี้เราต้องยกระดับขึ้น คาดว่าในการเปิด AEC ไปแล้วนั้น ผมว่าค่าแรงและความเป็นอยู่ จะต้องยกระดับขึ้นมา ดังนั้น จะต้องมีการเตรียมคนของเรา ที่ให้อยู่ในฐานะปานกลางให้ได้ แล้วควรทำให้ครอบครัวหนึ่ง จะต้องมีรายได้ที่ไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นบาทต่อเดือน ถ้าเราทำเรื่องของรายได้ไม่ได้ ก็จะกลายเป็นคนจนใน AEC ไป และต่อไปอีกสักราว 10 ปี ก็จะต้องมีรายได้เป็นแสน...ก็ได้ ที่ทำกันอยู่ตอนนี้ เป็นนโยบายของประเทศ เพียงแต่ใครจะหยิบออกมาใช้ นโยบายของประเทศ ทำเพื่อให้เกิดเศรษฐกิจพอเพียง เวลาที่เราหยิบมาใช้ ก็ต้องดูว่าอยู่ใกล้กับอะไร อย่างอยู่ใกล้การเกษตรกร ก็ทำในโครงการเกษตรกรรม

หากประเทศไทย ไม่เตรียมรองรับ หรือไม่เตรียมพัฒนาคน โดยเฉพาะคนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ถ้าไม่พัฒนาให้มีรายได้สูงขึ้น หรือไม่พัฒนาฝีมือได้มาตรฐาน ที่จะแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ ในไม่ช้าก็จะเกิดการอพยพ อยู่ในพื้นที่ที่มีรายได้มากกว่า สำหรับคนที่มีสติปัญญา มีกำลังวังชา ก็จะไปอยู่ในที่อื่นๆ เพื่อหารายได้ที่ดีกว่า แล้วในที่สุดประเทศของเรา ก็อาจจะเหลือแต่คนแก่ คนพิการ หรือผู้ที่ไม่มีความสามารถในการทำงาน ซึ่งก็เป็นที่มาในการส่งเสริม ให้เกษตรกรมาทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อให้มีรายได้ที่พอเพียง หรือสามารถพอกินพอใช้ สำหรับที่ใช้ในการดำรงชีวิต และแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านเราได้