ผ้าฝ้ายทอมือบ้านหนองจอก

เส้นไหมใยฝ้าย

สามกลุ่มชนที่ตั้งถิ่นฐานในจังหวัดอุทัยธานี กลุ่มที่ 1เป็นคนไทยดั้งเดิมซึ่งอาศัยอยู่เขตลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง กลุ่มที่ 2เป็นชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพมาช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และกลุ่มที่ 3เป็นกลุ่มคนลาวที่ถูกกวาดต้อนมาสมัยรัชกาลที่ 3 เพื่อเสริมกำลังให้กับพระนคร กับชาวลาวซึ่งแบ่งเป็นพวกที่อพยพเข้ามาอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วประสบปัญหาภาวะขาดแคลนที่ทำกินและภัยแล้งจึงได้ย้ายมาอยู่ที่จังหวัดอุทัยธานี

ชาวลาวที่อาศัยอยู่ในจังหวัดอุทัยธานีเป็นพวกเชื้อสาย "ไทครั่ง" สิ่งที่เป็นมรดกตกทอดทางวัฒนธรรมคือ การทอผ้าด้วยกี่พื้นบ้าน(กี่พุ่ง) และกี่กระตุก วัสดุที่ใช้ในการทอมีทั้งไหมและฝ้าย ลักษณะการทอมีทั้งมัดหมี่ ขิด และจก สามารถแยกการทอตามลักษณะการใช้งานได้สองประเภทคือ การทอเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันได้แก่ ผ้าซิ่น ผ้าขาวม้า ผ้าโจงกระเบน ผ้าสไบ ผ้าเบี่ยง ผ้าคลุมไหล่ ผ้าห่ม ผ้าหน้ามุ้ง ผ้าม่าน หมอนขิด เป็นต้น

วัฒนธรรมการแต่งกายของชาวไทครั่ง ผู้ชายจะนุ่งผ้าโสร่งตามะกอกในวิถีชีวิตประจำวัน ผ้าโจงกระเบนมัดหมี่ ผ้าม่วงโรง ใช้ในโอกาสเทศกาลงานบุญ ส่วนผู้หญิงจะใช้ซิ่นซึ่งบอกถึงสถานภาพและโอกาสของผู้สวมใส่ เด็กผู้หญิงจะใช้ซิ่นดำดาน หญิงสาวถ้าอยู่กับบ้านจะนุ่งซิ่นแหล่ เมื่อออกงานบุญถึงจะนุ่งซิ่นตีนจก โดยตัวซิ่นจะเป็นซิ่นสิบซิ่ว ซิ่นหมี่โลด ซิ่นหมี่ตาแล้วต่อ ต่อซิ่นด้วยตีนจก ส่วนหญิงสาวจะใช้ตีนแดง หญิงที่สูงอายุจะใช้ตีนดำโครงสร้างของผ้าซิ่นประกอบด้วยหัวซิ่น ซึ่งนิยมต่อด้วยผ้าฝ้ายสีแดง ทำลายริ้วในแนวขนานกับลำตัว อาจใช้เทคนิคการขิดทำให้เกิดลวดลาย ตัวซิ่นนิยมทอด้วยมัดหมี่โดยการใช้ วิธีมัดหมี่เส้นพุ่ง โดยย้อมครั้งเดียวและใช้วิธีแต้มหรือแจะ (ภาษาท้องถิ่น) ในการให้สีสันลวดลายเพิ่มเติม

ตัวซิ่นออกเป็นซิ่นหมี่ตา ใช้เทคนิคการมัดหมี่สลับกับการจกหรือขิด ทำให้เกิดลวดลายขนานกับลำตัวลวดลายของมัดหมี่จะเป็นลายนาค หรือหงส์เป็นส่วนใหญ่ ซิ่นหมี่ลวด เป็นซิ่นที่ใช้เทคนิคการมัดหมี่และทอต่อเนื่องโดยไม่มีอะไรมาคั่น ทำให้เกิดลวดลายอย่างต่อเนื่องลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์คือ ลายหมี่สำเภา ซิ่นหมี่น้อย เป็นซิ่นที่ใช้เทคนิคการมัดหมี่เป็นลวดลายแถบเล็ก ๆ สลับด้วยฝ้าย หรือไหม พื้นสีต่างๆ และซิ่นก่าน เทคนิคการจกหรือขิดตัวซิ่นทั้งผืน ลวดลายที่เด่นเป็นเอกลักษณ์คือลายขิดมะ เขือผ่าโผง ตีนซิ่นเป็นการทอด้วยเทคนิคการจก ลวดลายหลัก เช่น ลายขอซ้อนดอกกาบ ลายกาบสาม เป็นต้น ส่วนลายประกอบ เช่น ลายอ้อแอ้ ลายสร้อยสา ลายเขี้ยวหมาเป็น ลายเขี้ยวหมาตาย เป็นต้น

การทออีกประเภทหนึ่งคือการทอเพื่อใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา เช่น ผ้าปกหัวนาค ผ้าอาสนสงฆ์ และผ้าตุง สำหรับผ้าตุง ผู้ทอนิยมทอชื่อตัวเองใส่ลงไปด้วย ตามความเชื่อว่าการทอผ้าตุงถวายวัดเหมือนกันกับสร้างพระพุทธรูป นอกจากชาวพื้นที่ราบแล้ว จังหวัดอุทัยธานียังมีชนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่นิยมการทอผ้า คือชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง บ้านภูเหม็น ตำบลทองหลาง อำเภอห้วยคต อุปกรณ์ที่ใช้ในการทอผ้าของชาวกะเหรี่ยงนั้นกล่าวกันว่าเป็นกี่ทอผ้าแบบเก่าแก่ที่สุดและง่ายที่สุดเรียกว่า "กี่เอว" ดังนั้น ผ้าทอของชาวกะเหรี่ยงจะมีหน้าแคบ จึงต้องนำมาต่อกันเพื่อเย็บเป็นเสื้อผ้า และผ้าซิ่น

แหล่งทอผ้าที่มีชื่อเสียงของจังหวัดอุทัยธานี ได้แก่ บ้านโคกหม้อ ตำบลโคกหม้อ อำเภอทัพทัน ส่วนที่อำเภอบ้านไร่แหล่งทอผ้าอยู่ที่บ้านเจ้าวัด ตำบลเจ้าวัด บ้านทัพคล้าย บ้านทัพหลวง ตำบลทัพหลวง บ้านนาตาโพ ตำบลบ้านบึง และบ้านหนองจอก ตำบลหนองจอก เป็นการทอด้วยกี่พื้นบ้าน วัสดุที่ใช้เป็นฝ้าย การย้อมมีทั้งใช้สีเคมี และสีธรรมชาติ ลวดลายที่ทอนั้นเป็นลวดลายโบราณที่สืบทอดต่อๆกันมา โดยเป็นการนำวิถีชีวิตและสิ่งที่พบเห็นในชีวิตประจำวันมาถ่ายทอดลงบนผืนผ้า มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น ลายนาค ลายขอขื่อ ลายดอกดาว ลายขอหลวง ลายสัตว์ เป็นต้น