กลิ่นทะเลปนวิถีไทยบนเกาะพะงัน

สรรเที่ยว...ถิ่นไทย

1. วิบากกรรมเกาะพะงัน

เช้าวันนั้น...ท้องฟ้าดูเป็นสีครามเข้ม กับเวิ้งทะเลอ่าวไทยอันกว้างใหญ่หน้าเกาะสมุยมันช่างสงบและราบเรียบไร้ซึ่งเสียงเกลียวคลื่นกระทบฝั่ง เหมือนเช่นที่เคยก้องดังดุจเสียงปีศาจคำ รามอยู่ตลอดเวลายามช่วงมรสุม ผมมองภาพทะเลเบื้องหน้าด้วยจิตใจที่สงบนิ่ง ยิ่งกว่านักพรตที่กำลังปฏิบัติศีลสมาธิเสมือนร่างกำลังลอยล่องอยู่กลางสุญญากาศปราศจากสิ่งรอบข้างใดๆรบ กวน

มองทะเลที่ห่างไกลออกไปไกลโดยไม่สู้จะหวั่นไหวอะไรกับสิ่งอื่นๆ ที่ไร้ซึ่งมโนสำนึกที่ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนกับว่า ภาพที่กำลังปรากฏอยู่กลางทะเลนั้นมันคือปฐพีสีรางเรือน เห็นเป็นเพียงเค้าโครงของตัวเกาะตระหง่านอยู่ตรงหน้า คนท้องถิ่นแห่งนั้นหรือคนที่ผ่านไปผ่านมากลางท้องทะเลย่านนี้เมื่อหลายชั่วอายุคนจึงมักเรียกมันว่า "เกาะพะงัน"

พะงันเคยเป็นเกาะปริศนากลางทะเลอ่าวไทย ที่คนต่างถิ่นซึ่งเดินทางมาถึงเกาะสมุยในยุคต้นแบบของวิถีชุมชนยุคนั้น จะล่วงรู้ได้แต่เพียงว่าที่นั่นมีอะไรและผู้คนที่นั่นใช้ชีวิตประจำวันกันอย่างไร เพราะน้อยคนจะคิดวางเข็มทิศเดินทางตรงดิ่งไปยังแผ่นดินกลางทะเลอ่าวไทยตรงนั้น

แต่คนเกาะสมุยขนานแท้ในวันนั้นต่างก็พูดถึงเกาะพะงันเป็นเสียงเดียวกันว่า คนเกาะพะงันล้วนเป็นชาวเกาะกลางทะเลที่ใช้ชีวิตไม่ต่างกับคนเกาะสมุยเฉพาะสมัยนั้น คือปลูกบ้านอย่างเรียบง่ายอยู่บนผืนทรายเพื่อรับลมทะเล แล้วก็ใช้วิถีประมงเป็นการยังชีพสำหรับคนที่อาศัยอยู่ริมทะเล และใช้วิถีเกษตรเพียงพออยู่พอกินกับคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนห่างหาดทรายชายทะเล

สังคมคนเกาะพะงันกับเกาะสมุยในช่วงเวลานั้น ช่างหาความแตกต่างกันไม่ได้เลยตรงที่ลูกใครหลานใครอยู่บ้านไหนรู้กันหมด ใครก่อคดีข่มขืนลูกใครเมียใครหรือฆาตกรรมอุกฉกรรจ์แค่ไหนไม่ทันข้ามคืนต่างรู้กันทั่วทั้งเกาะ แล้วก็ไม่พ้นเงื้อมมือกฎหมายเหมือนสังคมการสื่อสารไร้สายเช่นสมัยนี้ เพราะวิถีที่ผูกพันกันแบบมวลญาติมาหลายชั่วอายุคนแบบรุ่นสู่รุ่นนานร่วมศตวรรษ ทำให้สังคมครัวเรือนแคบและใกล้ชิดสนิทสนมกัน แม้ว่าแผ่นดินตรงนั้นจะมีแค่ผืนดินกับท้องฟ้าและป่าไม้แล้วก็สายน้ำเพียงบางส่วนให้ใช้ยังชีพ โดยมีทะเลล้อมรอบกับประกอบ ด้วยทรัพยากรใต้ภาคพื้นทะเลผืนใหญ่มหาศาลอย่างเหลือเฟือ

ผมนั่งมองภาพเกาะพะงันจากฝั่งเกาะสมุยในวันนี้แล้ว ทำให้นึกไปถึงภาพเกาะพะงันในวันนั้นหรือเมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่ผ่านมา โดยยอมรับว่าสมัยนั้นใครมาถึงเกาะสมุยแล้ว ก็ถือได้ว่าเป็นสวรรค์อันสูงสุดของคนที่ได้เดินทางมาใช้ชีวิตที่นี่เพื่อการท่องเที่ยวและพักผ่อน เพราะสมุยมีทุกอย่างให้ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์ วิถีชุมชนที่สดใสและไร้สิ่งเสแสร้งแบบเอารัดเอาเปรียบกันในเชิงการค้า กระทั่งสังคมที่อยู่อาศัยร่วมกันดุจญาติมิตร เสมอเหมือนคนร่วมชาย คาเดียวกัน

ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องดิ้นรนไปถิ่นอื่นหรือเกาะอื่นๆ แม้กระทั่งเกาะพะงันที่ยืนคู่อยู่เบื้องหน้ากับเกาะสมุยก็ตามที ยุคสมัยนั้นเขาคิดกันยังงี้จริงๆ

แต่ก็อีกนั่นแหละ...วันเวลามันย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และกระแสที่ผันผ่านเข้ามามีอิทธิพลอยู่เหนือสิ่งอื่นใด เกาะสมุยซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเกาะที่มีพื้นที่มากเป็นอันดับ 3 รองจากเกาะภูเก็ต และเกาะช้าง จังหวัดตราด กลับกลายเป็นจุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวผิวขาวตาสีฟ้าผมสีทองจากซีกโลกตะวันตก ผู้ชอบแสวงหาแหล่งอันเป็นธรรมชาติและวิถีชุมชนที่สงบนิ่งเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับตนเอง ด้วยการเดินทางร่อนเร่เรื่อยมาแบบแบ็คแพ็คหรือเป้สะพายหลัง ออกจากบ้านตัวเองในช่วงหนีหนาวจากพายุหิมะมาหาแสงแดดในแผ่นดินเอเชีย เริ่มตั้งแต่บริเวณหาดทรายชายทะเลแถบอ่าวเบงกอล แดนภารตะมหาสมุทรอินเดีย

ใช้ชีวิตจนพออกพอใจแล้วก็พากันเคลื่อนย้ายต่อมายังถิ่นฐานใหม่ คือเกาะภูเก็ตที่มีลักษณะด้านกายภาพเพียบพร้อมทั้งวิถีชุมชน ทิวมะพร้าวที่ประดับเหนือชายหาดรายรอบเกาะกับน้ำทะเลสีเขียวใส ณ บริเวณริมฝั่ง กับเขียวเข้มดั่งมรกตในส่วนที่เป็นทะเลลึกซึ่งเหมาะสำ หรับการดำลงสู่โลกมหัศจรรย์ยังท้องทะเลพื้นล่าง ด้วยความลึกตั้งแต่ 20 เมตร ถึง 100 เมตรเป็นอย่างน้อย

กระทั่งเมื่อแผ่นดินภูเก็ตตกไปอยู่ในอุ้งมือนักลงทุนรายใหญ่ ทำให้ผืนทรายแต่ละแห่งรอบๆเกาะ กลายเป็นอาณาจักรแห่งรีสอร์ทและโรงแรมหรูเกินระดับ 5 ดาวเข้ามาแทนที่ กระท่อมมุงจากที่เคยรับเหล่าแบ็คแพ็คมีอันต้องอันตรธานหายไป แบ็คแพ็คเกอร์ถึงต้องหอบเป้หนีเกาะภูเก็ตไปยึดหัวหาดเกาะสมุย ซึ่งมีองค์ประกอบของธรรมชาติกับวิถีชุมชนที่ไม่ต่างเกาะภูเก็ตในช่วงก่อนหน้าให้กลายเป็นสวรรค์แห่งใหม่สำหรับพวกเขา โดยอาศัยเรือนอน 2 ชั้นแรมคืนจากท่า เรือบ้านดอน สุราษฎร์ธานี ไปสว่างเช้าตรงท่าเรือหน้าทอนเกาะสมุย แล้วก็อาศัยรถ 2 แถวซึ่งมีอยู่ไม่กี่คันบนเกาะเป็นพาหนะเดินทางไปหาที่พัก คืนละ 50-100 บาทต่อคืนต่อวัน ที่หาดเฉวง และอ่าวละไม แต่ก็ไม่ลืมที่จะจับจ่ายขนมปัง ผลไม้จำพวกกล้วย มะละกอ สับปะรด ไปตุนไว้กินในแต่ละวัน เพราะรู้จากเพื่อนสมาชิกที่เคยเดินทางมาก่อนหน้าว่า การใช้ชีวิตแบบนี้ประหยัดกว่าการจับจ่ายจากร้านค้าตามแนวชายหาด

ไม่ใช่อะไรหรอก เพื่อพวกเขาจะได้พักอาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้ได้นานเป็นอาทิตย์ หรือลากยาวไปเป็นเดือนตามจำนวนวันลาพักผ่อนที่อุตส่าห์เก็บตุนเอาไว้ก่อนหน้านานเป็นปี!

แต่ไม่นาน สภาพเกาะสมุยก็ไม่ต่างเกาะภูเก็ต ตรงที่ถูกนายทุนต่างถิ่นเข้าไปคุกคามด้วยการเอาเงินหว่านชาวบ้านเจ้าของที่ดินเดิมด้วยตัวเลข 6-7 หลักต่อไร่เป็นอย่างน้อย ให้แก่ลูกหลานชาวเกาะสมุย ที่เขาเล่ากันอีกว่าคนไหนตั้งหน้าทำมาหากิน พ่อแม่ก็มักจะยกที่ดินผืนงามติดถนนห่างทะเลให้ไว้ทำกิน

ส่วนลูกคนไหนที่เกกมะเหรกเกเรและไม่เอาถ่าน ก็จะได้รับกรรมสิทธิ์ที่ดินห่างถนนอยู่ลึกเข้าไปตามแนวชายหาดริมทะเลให้ทำกินไปโน่น เพื่อหวังดัดนิสัย โดยหารู้ไม่ว่าในกาลต่อมา ที่ดินบริเวณแนวชายหาดใต้ทิวมะพร้าวนั่นแหละ คือผืนทรายทำเลทองที่เหล่านายทุนต่างต้อง การนำมาพลิกโฉมเป็นรีสอร์ทและโรงแรมหรูสำหรับรับนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก

แล้วก็เป็นอีกคำรบหนึ่งที่นักท่องเที่ยวประเภทแบ็คแพ็ค ผู้ชอบแสวงหาธรรมชาติอันสงบนิ่งจำต้องเคลื่อนย้ายหาถิ่นฐานกันใหม่ กระทั่งเกิดไปพบทำเลทองที่บริเวณหาดริ้น ซึ่งตั้งอยู่ทางติ่งตอนใต้ของเกาะพะงัน และเป็นหาดที่มีมนต์เสน่ห์สูงสุดสำหรับพวกเขา คือถ้าเป็นคืนวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เมื่อพระจันทร์ส่องแสงสุกสกาวเต็มดวงจะโผล่ขึ้นจากผืนทะเลด้านตะวันออก วาดโค้งขึ้นมาค้างอยู่เหนือท้องฟ้านานแรมคืน แล้วจะโคจรลับลงสู่พื้นน้ำอีกครั้งก่อนฟ้าสางทางทะเลทิศตะวันตก

มันช่างมหัศจรรย์อย่างหาอะไรมาเปรียบมิได้จริงๆ!

ปรากฏการณ์ธรรมชาติตรงนี้เองที่ต่อมาได้กลายเป็นกิจกรรมฟูลมูนปาร์ตี้ขึ้นบนหาดริ้นเกาะพะงัน ที่คนกลุ่มนี้ต่างบอกกันต่อๆไปแบบปากต่อปากในหมู่ผู้นิยมการเดินทางท่องเที่ยวรูป แบบเดียวกัน ทำให้กลายเป็นเป้าหมายสำคัญของการเดินทางมารวมตัวกันในวันพระจันทร์เต็มดวงคืนหนึ่งไม่ต่ำกว่า 20,000 คน แล้วก็กลายเป็นแหล่งบันเทิงบนหาดทรายสีขาวนวล ใต้แสงจันทร์ที่สุกสกาวตั้งแต่แรมค่ำคืนไปกระทั่งฟ้าสาง และมากมีไปด้วยกิจกรรมทุกรูปแบบบนนั้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มประเภทของมึนเมาผสมสารกระตุ้นบางอย่าง ให้ผู้ร่วมงานบนหาดทรายผืนนั้นเกิดอาการเร่งเร้าและเลื่อนลอยราวกับหายใจอยู่บนโลกที่แสนอิสระเสรี

ทว่าขาดซึ่งสติสัมปชัญญะที่มนุษย์ภายใต้ร่มโพธิ์ร่มไทยในบวรพุทธศาสนาส่วนใหญ่จะรับกันได้!

ไม่นานชื่อเสียงของปาร์ตี้บนหาดริ้นเกาะพะงัน ได้ถูกกล่าวถึงและกระฉ่อนกันไปทั่วฟากโลกว่าจะมีในทุกวันขึ้น 15 ค่ำ ท่ามกลางแสงจันทร์ของทุกๆเดือนให้กลายเป็นเป้าหมายที่คนพวกนี้ต่างประสงค์จะมาร่วมวงกันให้ได้ ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการค้นคิดเพิ่มเป็นกิจกรรมปาร์ตี้ก่อนวันพระจันทร์เต็มดวงอีก 1 วัน แล้วก็หลังวันพระจันทร์เต็มดวงอีก 1 วัน

ไม่พอยังเพิ่มวันคืนเดือนมืดเข้าไปอีก 1 แล้วก็ฮาฟฟูลมูนอีก 1 วัน ขณะคนเกาะพะงันที่ชอบจะรักษาเอกลักษณ์ท้องถิ่นได้แต่เกาหัว แล้วก็มองคนต่างถิ่นที่แห่กันขึ้นมาบนเกาะแบบตาปริบๆ เพราะมันเป็นวิบากกรรมที่คนเกาะใช่ว่าจะต้องการให้เป็นเช่นนั้นกันทุกคน...อนิจจา!


โปรดอ่านต่อฉบับหน้า