เพราะคิดถึง...จึงกลับมา

บันทึกนักเดินทาง

ตอนที่1 : Halfmoon ในคืนไร้จันทร์ และรุ้งตัวอ้วนที่ Paradise

ไปเยือนนิวซีแลนด์เมื่อคราวก่อน เราแสนเสียดายที่พลาดโอกาสการได้พัก BBH แสนสวยริมทะเลสาบที่ Akaroa ซึ่งปิดกิจการในช่วงเดือนพฤษภาคม ในคราวนี้เราจึงปรับเวลา เลื่อนการเดินทางเร็วขึ้นเป็นช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายน และได้ตรวจสอบก่อนการเดินทางแล้วว่า Halfmoon Cottage ยังไม่ปิดกิจการช่วง Winter ในปีนี้ เรามุ่งหน้ามาที่เมือง Akaroa ในวันแรกที่เดินทางมาถึงนิวซีแลนด์ จาก Christchurch หลังจากรับรถเช่าที่ Apex ราว 5 โมงเย็น ตอนนั้น ท้องฟ้าเหนือ Christchurch ยังสว่างไสว แสงแดดยามเย็นยังแรงกล้าจนแทบมองไม่เห็นรถที่แล่นสวนมา ขับรถยากมาก แต่ที่ไหนได้...แป๊บเดียวเท่านั้น แดดที่แผดจ้าเมื่อครู่มืดครึ้มลงอย่างรวดเร็วตอนสักห้าโมงครึ่ง กว่าจะฝ่าการจราจรในชั่วโมงเร่งด่วนของ Christchurch ออกมาถึงชานเมืองได้ ความมืดเริ่มปกคลุมไปทั่ว

ตอนมาถึง Christchurch เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองถามว่าจะไปเที่ยวที่ไหนกันบ้าง เราบอกว่า วันแรกจะไปที่ Akaroa เขาถามว่าได้จองที่พักไว้ล่วงหน้าหรือเปล่า เพราะช่วงนี้เป็นวันหยุดยาวของ นิวซีแลนด์ ระวังที่พักจะเต็ม เราบอกว่าไม่ได้จอง และไม่ได้วิตกกังวลอะไร เพราะทราบมาว่าช่วงฤดูใบไม้ร่วงของนิวซีแลนด์ นักท่องเที่ยวไม่เยอะ ที่พักส่วนใหญ่ว่าง มารู้ภายหลังว่าวันที่ 25 เมษายน ของทุกปี เป็นวัน ANZAC Day ของ นิวซีแลนด์ (ANZAC : Australia and Newzealand Armed Corps เป็นกองกำลังผสมของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ที่เข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 และได้เสียชีวิตในการรบที่คาบสมุทร Gallipoli ในวันที่ 25 เมษายน 1915 ตายไปกว่าหนึ่งแสนคน รัฐบาลออสเตรเลียและนิวซีแลนด์จึงกำหนดให้วันที่ 25 เมษายน ของทุกปี เป็นวัน ANZAC Day)

เราหลงทาง...อีกแล้ว...หาทางเข้า Barry Bay ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Halfmoon Cottage และอยู่ก่อนตัวเมืองไม่เจอ เพราะตอนไปถึง Akaroa มืดมาก ลองแวะเข้าไปที่ Duvauchell Holiday Park ที่เคยไปพัก ที่พักทุกประเภท เต็มหมดตามคำเตือนของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ที่พักอื่นในทางผ่านก่อนเข้าเมืองต่างขึ้นป้าย no vacancy มีที่พักแบบ B&B แห่งหนึ่งขึ้นป้าย vacancy เราลองเข้าไปถามราคาดู ไม่ไหวราคาตั้ง 250เหรียญ คิดเป็นเงินกว่า 7,000 บาท ไม่คุ้มราคาเลย มาถึงมืดค่ำขนาดนี้ ลองเข้าไปหาดูที่พักในเมืองดีกว่า และโชคดี ได้ที่พักห้อง สุดท้ายเป็นห้อง suite แบบสองห้องนอนในราคา 140 เหรียญ ข้างห้องพักเป็นลำธาร สมชื่อของ Motel "La Rive Akaroa Motel" ที่นี่มีฮีทเตอร์ขนาดใหญ่มาก และนับเป็นฮีทเตอร์ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็น...ที่ La Rive Akaroa Motel เรานอนฟังเพลง คันทรีจากคลื่น fm 90.3 ทั้งคืน

ช่วงเช้าเราไปตามล่าหาประภาคารแห่งแรก กว่าจะหาเจอหลงไปหลายที่ ทั้งที่ประภาคาร Akaroa ตั้งอยู่ที่ถนน Beach Road ไม่ห่างจาก La Rive Akaroa Motel มากนัก แต่ถนน Beach Road ช่วงท้ายก่อนถึงประภาคาร เป็นถนนแคบและมีสิ่งกีดขวางกั้นอยู่ เราเข้าใจผิด คิดว่าเดินทางไปต่อไม่ได้ และได้ขับรถอ้อมไปทางถนน Lighthouse Road ทีนี้เลย...Go So Big หลงทางไปบนถนนที่เป็นเส้นทางขึ้นเขา วิ่งเลียบหน้าผาที่แคบแสนแคบ ชันแสนชัน บางช่วงเป็นถนน ลูกรัง รถแล่นสวนกันไม่ได้ ยังนึกภาพไม่ออกเลยว่าเวลารถสวนจะทำกันอย่างไร แต่โชคดี...ไม่มีรถสวนมาสักคัน วิ่งเลียบหน้าผาที่แลลงมาเห็นชายหาดขาวด้านล่าง น้ำทะเลเป็นสีฟ้าจัด คลื่นซัดสูง คิดบวก..จากการหลงทาง คือ ทำให้เราได้เห็นภาพ Akaroaในมุมสูงสวยๆหลายแห่ง จึงใช้วิกฤติเป็นโอกาส ขับรถเที่ยว Pigeon Bay และ Diamond Harbour ถนนที่นิวซีแลนด์นี่เค้าทำเข้าไปทุกที่ที่มีแหล่งท่องเที่ยว แม้ว่าจะไม่มีบ้านคนสักหลังหนึ่งก็ตาม หลังจากขับรถเข้าไปหลายแห่งหลายถนน ยังไม่เจอประภาคารสักที เลยย้อนกลับมาที่ ถนน Beach Road อีกครั้ง เพราะแผนที่บอกว่าประภาคารตั้งอยู่บนถนน Beach Road ลองเสี่ยงเข้าไปทางที่คิดว่าเข้าไม่ได้ ปรากฏว่าเข้าได้ เป็นความเข้าใจผิดของเราเอง ที่คิดว่า "no exit" คือห้ามเข้า ที่แท้มันคือ "ทางตัน" นั่นเอง 555 ส่วน "ป้ายห้ามเข้า" คือ "no entry" ต่างหาก จากนั้นเราเจอป้ายสองป้ายนี้อีกเยอะ...ทุกวัน และไม่โง่ซ้ำสอง (ที่ไม่กล้าเข้าไปครั้งแรกเพราะกลัวโดนจับ ค่าปรับที่นิวซีแลนด์ถูกเสียที่ไหน )

ถนน Beach Road นำเราไปจนถึงประภาคารหลังกะทัดรัดสีขาว ประภาคารแห่งนี้เป็น Historic Lighthouse ส่งแสงกะพริบสีขาวทุก 10 วินาทีที่สามารถเห็นไกลถึง 23 ไมล์ในวันที่อากาศปลอดโปร่ง เปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นชมได้ในวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 13.30 - 16.30 น. เราใช้เวลาชื่นชมกับบรรยากาศที่ประภาคารซึ่งเป็นจุด Look Out ที่สวยงามอยู่นาน คุยกับฝรั่งชาวฮอลแลนด์ที่มาทำงานอยู่ที่นิวซีแลนด์ จึงถึงบางอ้อว่า เหตุที่ทั้งชาวนิวซีแลนด์ และผู้คนต่างออกมาท่องเที่ยวกันมากหลายในสุดสัปดาห์นี้เป็นเพราะตรงกับวัน ANZAC Day นั่นเอง หนุ่มฮอลแลนด์แนะนำว่า ที่ Akaroa มีอ่าวสวยๆหลายแห่ง ต้องใช้เวลาเที่ยวหลายวันจึงจะครบ เขาเที่ยวมาครบแล้วและกำลังจะกลับไปทำงานที่ Christchurch เรา ยื่นแผนที่ให้เขาช่วยชี้สถานที่แนะนำ เพราะเรามีเวลาน้อยคงเที่ยวได้ไม่หมด เขากากบาทที่ "Le Bon Bay"

เราใช้ถนนสาย Summit Road จากอ่าว Akaroa พาดผ่านคาบสมุทร Banks จากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ผ่านทุ่งหญ้าเลี้ยงแกะ เนินเขาลูกแล้วลูกเล่าไปสู่ฝั่งทะเลอีกฟาก เลี้ยวเข้า Le Bon Bay เป็นแห่งแรก เมื่อจอดรถ คำถาม??ผุดขึ้นในสมอง เอ๊ะ! ทำไมไม่เห็นมีทะเล ได้ยินแต่เสียงคลื่นซัดฝั่งอยู่ใกล้ๆ ชักไม่แน่ใจว่าต้องเดินไปอีกไกลหรือไม่ แต่พอถามนักท่องเที่ยวที่เดินสวนมา บอกว่า "just a minute" จริงอย่างที่มาดามแกว่า พอเดินผ่านพงหญ้าสูงที่ขวางหน้าตรงลานจอดรถ ชายหาดที่มีทรายละเอียดสีขาวสะอาดและน้ำทะเลสีฟ้าสด มีภูเขาเขียวโอบล้อมเป็นครึ่งวงกลม ปรากฏอยู่ตรงหน้า สวยจริงๆ จากนั้นเราไปต่อที่ Okain Bay ที่อยู่ใกล้กัน แล้ววกรถกับเข้าเมือง มาที่ Robinsons Bay ขับเลียบอ่าว Akaroa ไปเรื่อยๆจนถึง Barry Bay วันนี้เราไม่หลงเหมือนเมื่อคืน เพราะเป็นกลางวัน ดูแผนที่ได้สะดวก ไม่เหมือนเมื่อคืนที่ต้องส่องไฟฉายดูแผนที่ในความมืดมิด

Halfmoon Cottage กระท่อมน้อยสีขาวยังคงรอเราอยู่ Mr.Dess บอกว่า ถ้าเรามาช้ากว่านี้อีกแค่สองสัปดาห์ BBH แห่งนี้จะปิดทำการช่วง winter แล้ว เราเลือกห้องสวยที่สุดด้านหน้า มองเห็นทั้งกอกุหลาบงามและดอกไม้เมืองหนาวหลากสีสันที่วันนี้ยังชูช่อไสว รับลมหนาว และทะเลสาบเหงาๆ เป็นสีเทา ทั้งน้ำทะเลและท้องฟ้าฉ่ำเมฆฝน ส่วน ด้านหลังของเรือนสีขาว เป็นสวนสวย สไตล์สวนชนบทของอังกฤษ ที่มีทั้งแพร์ต้นใหญ่ออกลูกห้อยระย้าเต็มต้น ถัดไปเป็นเรือนเก็บฟืนสำหรับเตาผิง และบ้านพักของ เจ้าของ Halfmoon Cottage อยู่ด้านหลัง เป็ดตัวอ้วนหลายตัวที่เดินเตาะแตะไซร้หญ้าเขียว ช่วยให้สวนเล็กแห่งนี้มีชีวิตชีวา ทุกห้องพักของกระท่อมน้อยมีระเบียงส่วนตัวและเก้าอี้พักผ่อนนั่งชมสวนสวย ที่นี่ไม่มีห้องน้ำส่วนตัว ต้องไปใช้ห้องน้ำส่วนกลางที่มีอยู่ 3 ห้อง ไม่น้อยเกินสำหรับ BBH ขนาดเล็ก ที่มีห้องพักเพียง 6 ห้อง

Halfmoon Cottage เป็นที่พักแบบ BBH ที่มี rating สูงถึง 96%ทีเดียว และที่นี่เหมาะสมกับการได้ rating สูงขนาดนั้น เพราะที่พักสวยงาม เงียบ สงบ และสะอาด มีซีเรียลให้ฟรีสำหรับอาหารเช้า แต่ไม่มีนมสดให้ มีครัว และเครื่องครัวที่สะดวกสบาย กว้างขวางพอสมควร วันนั้นเราทำสเต๊กเนื้อ เป็นอาหารเย็น ช่วงทำอาหารใกล้เสร็จมีหนุ่มสาวชาวฝรั่งเศสที่พักอยู่ก่อนเราในห้องพักแบบ Dorm มาร่วมทำอาหาร เรายกอาหารไปนั่งรับประทานในห้องอาหารที่อยู่ถัดไป บรรยากาศเหมือนนั่งในห้องอาหารบ้านฝรั่งที่เจ้าของอาศัยอยู่ด้วย สวนกุหลาบเบื้องหน้าช่วยให้อาหารมื้อนี้อร่อยขึ้นจริงๆ ทุกอย่างเหมือนพักอยู่กับบ้าน บรรยากาศไม่เหมือนโรงแรมเลย เสียอย่างเดียว คือตอนเดินนี่ได้บรรยากาศการพักในเรือนไม้จริงๆ พื้นไม้ระหว่างทางเดินมี เสียงดังตลอดทุกย่างก้าว ช่วงที่ไปเข้าห้องน้ำตอนดึกและตอนเช้า ต้องค่อยๆเดินย่อง เกรงใจผู้อยู่ร่วมกระท่อมน้อยแห่งนี้

Mr.Dess แนะนำให้ไปเดินเล่นที่ทะเลสาบที่เดินไปไม่ไกล แต่เราสมัครใจพักผ่อนในยามบ่ายและชื่นชมกับบรรยากาศสวยของที่พักมากกว่า

อากาศที่ Halfmoon Cottage คืนนั้นเย็นจัด จนเราต้องใช้กระเป๋าน้ำร้อนที่ Mr.Dess แขวนไว้บริการหน้าห้องน้ำมาช่วยให้บรรเทาความหนาวเหน็บ ทั้งที่มีฮีทเตอร์ แต่ไม่เพียงพอกับอากาศที่เย็นเยียบในค่ำคืนหนาว

คืนนั้นท้องฟ้าเหนือ Barry Bay โปร่งใส ไร้มลพิษ จนเห็นดวงดาวนับล้าน (ไม่ได้เว่อร์นะ ที่บอกว่านับล้าน เพราะไม่อาจประมาณได้...เยอะมาก) คืนนี้ไม่มีจันทร์ นับเป็นคืนไร้จันทร์สำหรับ Halfmoon Cottage กระท่อมจันทร์ครึ่งดวงแห่งนี้

ในคืนหนาว เราเห็น "ทางช้างเผือก" เป็นครั้งแรกที่นี่ ช่างชัดเจน...แจ่มชัดเสียนี่กระไร ยืนแหงนดูทางช้างเผือกจนอิ่มใจก่อนเข้านอนอย่างเป็นสุข

ปีก่อน เคยนั่งดูดาวที่ Akaroa ในคืนฟ้าหนาวเช่นกัน แต่ไม่ใช่ที่ Barry Bay แห่งนี้ เห็นดาวสวยมากเต็มท้องฟ้า มีความรู้สึกใกล้ชิดดวงดาวจริงๆ เหมือนราวจะเอื้อมมือคว้าได้ทีเดียว เพราะดูแล้วรู้สึกว่าอยู่ใกล้ดวงดาวมาก ท้องฟ้าใส สะอาด บรรยากาศดี เงียบสงบ เย็นสบาย ดาวที่นิวซีแลนด์จึงดูสุกใสมีประกายมาก ส่วนใหญ่จะดูแปลกตาเพราะอยู่ซีกโลกใต้

...น่ายกย่องผู้คนที่นี่ ที่ได้ให้ความร่วมมือร่วมใจกันอนุรักษ์ความงดงามนี้ โดยการควบคุมการใช้ไฟฟ้า และมีการออกกฎหมายท้องถิ่น โดยควบคุมการใช้ไฟฟ้าในอาคาร บ้านเรือน ไม่ให้บดบัง ความงามของดวงดาวบนท้องฟ้า เพื่อเก็บรักษาความงามที่ธรรมชาติมอบให้ไว้แก่ชนรุ่นหลังต่อไป

ว่าด้วยเรื่องทางช้างเผือก

ในค่ำคืนที่มืดสนิทไม่มีแสงไฟ หรือแสงจันทร์ เราอาจจะมีโอกาสได้เห็นแถบสีขาวจางพาดผ่าน ท้องฟ้า โดยพาดจากขอบฟ้าด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง โดยเฉพาะในบริเวณที่มีมลพิษทางอากาศรบกวนเจือจางมาก จนหลายคนไม่ได้ให้ความสนใจ หรือบางครั้งก็เข้าใจว่าเป็นเพียงเมฆบางๆ ในเวลากลางคืนเท่านั้น แต่หากเราอยู่ในป่าเขาที่อยู่ห่างไกลเขตเมือง หรืออยู่บนยอดดอยสูง ที่ไม่มีมลพิษ แถบสีขาวดังกล่าวจะปรากฏแสงสว่างโดดเด่นอยู่บนท้องฟ้า...แถบสีขาวนี้คือ "ทางช้างเผือก" นั่นเอง ส่วนชื่อของทางช้างเผือกนี้เกิดจาก การที่ชาวกรีกโบราณมองเห็นเป็นสีขาวขุ่น เป็นเหมือนน้ำนม จึงเรียกว่า "The Milky way" สำหรับคนไทยเห็นเป็นทางเดินของช้างเผือก จึงเรียกว่า " ทางช้างเผือก"

ส่วนอีกปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ดูแสนธรรมดา แต่เราสุดแสนจะประทับใจอีกอย่างคือ รุ้งตัวอ้วนที่ Paradise

Paradise เป็นอีกหนึ่งในสถานที่ที่อยากไป แต่ไปไม่ถึง เพราะถนนที่สุดโหดและเวลาที่ต้องเร่งรีบในการเยือนนิวซีแลนด์คราวก่อน และในคราวนี้...เรายังไปไม่ถึงสวรรค์เช่นเดิม

Paradise เป็นเมืองเล็ก อยู่ถัดจากเมือง Glenorchy ไปตามถนนสาย Paradise อีก 28 กิโลเมตร ทางไป Paradise หลังจากผ่านถนนช่วงที่เป็นลูกรังขรุขระมาก (จนเราไม่สู้เมื่อคราวก่อน) ไปแล้ว...สวรรค์ดีๆนี่เอง สองข้างทางเป็นต้นไม้ผอมสูงคล้ายต้นสนหรือต้นหลิว ใบเป็นสีเหลืองทองอร่ามทั้งสองฝั่งถนน ใบไม้เหลืองร่วงเกลื่อนถนนทำให้เส้นทางช่วงนี้เป็นสีทองทั้งสาย ยามลมแรงเสียงใบไม้ที่แกว่งไกวล้อสายลมทำให้เราแทบไม่อยากเดินทางต่อ ช่างไพเราะเป็นที่สุด...เสียงดนตรีแห่งธรรมชาติ ใครเคยได้เสียงใบโพธิ์เล่นลมบ้าง คล้ายๆอย่างนั้นแหละ เราจอดรถฟังเสียงเพลงใบไม้ครู่ใหญ่ ก่อนเดินทางต่อ มีป้ายบอกทางไป Lake Diamond เข้าไปไม่ไกล ขณะนั้น ฝนเริ่มตกพรำ เราตะลึงกับภาพเบื้องหน้าทะเลสาบ อะไรกันนี่ ??? รุ้งตัวอ้วนใหญ่ สมบูรณ์ที่สุดตั้งแต่เคยเห็นมาในชีวิต เป็นแถบสีกว้างครบทั้งเจ็ดสี ปลายด้านหนึ่งของรุ้งโผล่จากทะเลสาบฟากหนึ่งโค้งโอบรอบภูเขาลูกใหญ่ ไปจรดอีกฟากฝั่งของทะเลสาบ

...สวยจนลืมหายใจ ชมความงามของรุ้งอ้วนท่ามกลางสายลมเย็นเยียบ และสายฝนพรำ ยืนเก็บความประทับใจได้แค่ชั่วครู่ สายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างหนัก ทำให้สายรุ้งเริ่มสลาย และเราต้องรีบอำลา Lake Diamond

สายน้ำเชี่ยวกรากและถนนที่พังจากน้ำกัดเซาะ ขวางเส้นทางสู่ Paradise อีกเพียงไม่กี่กิโลเมตรข้างหน้า เรายืนปลงอนิจจังในโชคชะตา เราไปไม่ถึงสวรรค์จริงๆ แต่ได้ความประทับใจกับถนนสายสีทองและรุ้งตัวอ้วนที่ Lake Diamond

ย้อนกลับมาตั้งหลักที่ทางแยกหัวใจสลายอีกครั้ง จะไปไหนต่อดี ป้ายหนึ่งชี้ทางไป Kinloch 18 กิโลเมตร อีกป้ายชี้ทางไป Greenstone 29 กิโลเมตร ป้ายสุดท้ายชี้ทางไป Routeburn 18 กิโลเมตร เลือกที่จะไป Kinloch ดีกว่า ชื่อเพราะดี และระยะทางไม่ไกลมาก ระหว่างทางฝนตกพรำตลอด แต่กระนั้น...เส้นทางสายนี้...ขอบอก..สวย โรแมนติค หากใครชอบความสวยธรรมชาติของชนบทแบบเหงาๆนิ่งๆไร้ผู้คน รับรอง...ไม่ผิดหวังกับเส้นทางสายนี้

ถึง Kinloch ตอนบ่ายจัด ที่นั่นมีที่พักสวย แต่สอบถามราคาแล้วไม่ค่อยสวยเลย สำหรับเมืองเล็กมากขนาดนี้ ลองคิดดูสิ...Kinloch Lodge ที่พักแบบBBH ที่ตั้งบนเนินเขาริมทะเลสาบ ราคาสูงถึง 150 เหรียญทีเดียว Kinloch Lodge ตั้งชื่อห้องพักตามชื่อนกพื้นเมืองของ นิวซีแลนด์ ได้แก่ ห้อง Weka ห้อง Kiwi ห้อง Pukeko ฯลฯ สภาพห้องพักค่อนข้างเก่า ห้องเล็ก เรียบง่าย ไม่สมราคา ไม่มีผ้าห่มไฟฟ้า มีแค่ฮีทเตอร์ตัวเล็กและกระเป๋าน้ำร้อน คนที่มาพักที่นี่ส่วนใหญ่จะมาตกปลา ไม่ก็ไปเดิน routburn track

ฝนที่ตกพรำตลอดทำให้เราไม่สามารถทำความรู้จักกับเมืองเล็กนาม "Kinloch" ได้มากกว่านี้ ทั้งที่มีถนนสายหนึ่งสวยเหมือนภาพวาด ถนนสายเล็กที่ทอดยาวหายลับไปในทิวไม้สูง

แต่เราต้องจำใจลาจาก Kinloch ไปก่อนที่จะเดินทางกลับลำบากกว่านี้


โปรดอ่านต่อฉบับหน้า