สายโลหิตแห่งอโยธยา

ราชินีศรีสยาม

พระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานีเก่าแก่ของไทย จากปีก่อตั้ง พ.ศ.1893 จนถึงคราวล่มสลายเสียแก่พม่า พ.ศ.2310 นับได้ 417 ปี ทว่ายังคงความเป็นมรดกแห่งสายเลือดจากคนรุ่นแล้วรุ่นเล่ามาตราบปัจจุบัน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกือบจะทำให้เมืองซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกต้องแปรสภาพไม่ต่างไปจากเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ เมื่อความเจริญทางวัตถุเข้าไปแทนที่จิตวิญญาณดั้งเดิมของภูมิปัญญาท้องถิ่น

ในปี 2534 การต่อสู้ระหว่างนายทุนกับผู้ทำงานด้านอนุรักษ์โบราณสถานกำลังขับเคี่ยวกันอย่างหนัก และฝ่ายหลังกำลังอยู่ในห้วงเวลาแห่งความทดท้อสิ้นหวังด้วยตระหนักเป็นอย่างดีว่า "เงินสามารถง้างได้แม้กระทั่งเหล็กไหล" ขณะที่คนรุ่นใหม่ขาดความใส่ใจที่จะช่วยกันสืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษ ดังจะเห็นได้จากที่นาจำนวนมากซึ่งพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เคยอาศัยปลูกข้าวหล่อเลี้ยงคนไทยทั้งประเทศถูกเปลี่ยนมือมาเป็นโรงงานอุตสาหกรรม จากเมืองที่เคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำกลายมาเป็นเมืองอุตสาหกรรมไปโดยปริยาย

เมื่อการรุกคืบของนายทุนมาถึงเขตเมืองโบราณซึ่งกรมศิลปากรอนุรักษ์ไว้ เพื่อให้อิฐเก่าๆ และซากปรักหักพังของเจดีย์ได้คงดำรงอยู่ให้อนุชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ว่า มรดกเหล่านี้คือสมบัติของชาติมานานนัก แต่สำหรับคนไม่รู้คุณค่า อันตรายจากการกลืนกินก็จะเข้ามาทำลายประวัติศาสตร์ของชาติในที่สุด

ตอนค่ำของวันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ.2534 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาเสวยพระกระยาหารค่ำที่พระราชวังบางปะอิน ทรงสนพระทัยใคร่ที่จะรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีพระมหากรุณาธิคุณให้ ชัยวัฒน์ หุตะเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดขณะนั้น ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล และ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์ หัวหน้าหน่วยศิลปากร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้มีสถานะบังเอิญเป็นลูกศิษย์ของท่านสุภัทรฯ ร่วมโต๊ะเสวย ท่ามกลางสวนลั่นทม เบื้องหลังอนุสาวรีย์แห่งความรักของสมเด็จพระปิยมหาราช ที่มีต่อ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ในครั้งกระโน้น

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงสนพระทัยสดับฟังการสนทนาระหว่างท่านสุภัทรฯ กับ คุณปฏิพัฒน์ มีพระดำรัสตรัสถามบ้างเป็นครั้งครา และรับสั่งว่า "ได้ฟังอาจารย์กับลูกศิษย์ตอบโต้กันแล้ว สนุกและได้สาระดี" ทรงเพลิดเพลินขนาดที่ว่า เวลาได้ล่วงเลยไปถึง 02.00 นาฬิกา

เมื่อจะเสด็จพระราชดำเนินกลับ คุณชัยวัฒน์ฯ และคุณปฏิพัฒน์ ได้กราบบังคมทูลเชิญ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯไปทอดพระเนตรโบราณสถานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งก็ทรงพระกรุณาตอบรับคำกราบบังคมทูลในครั้งนั้น

ต่อมาวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2534 สำนักพระราชวังได้แจ้งกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรโบราณสถานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยให้ทางหัวหน้าหน่วยศิลปากรเป็นผู้กำหนดสถานที่ที่จะนำถวาย ซึ่งได้แจ้งกลับไปสองสถานที่คือ วัดส้มและวัดไชยวัฒนาราม

ทั้งนี้ทั้งสองจุดเป็นโบราณสถานที่ทรงคุณค่า แต่ในเวลานั้นกำลังถูกปัญหาการเคลื่อนตัวเข้ามาใช้พื้นที่อย่างไม่เป็นระเบียบของราษฎร กลายเป็นที่ถมทับของกองขยะและสิ่งปฏิกูลอย่างน่าเสียดาย

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯไปทอดพระเนตรโบราณสถานทั้งสองแห่งด้วยความสนพระทัยยิ่ง รวมทั้งยังได้สดับฟังการสนทนาของผู้ชำนาญการด้านประวัติศาสตร์ที่ตามเสด็จ อาทิ ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา อาจารย์นิคม มูสิกะคามะ รองอธิบดีกรมศิลปากร ถึงเรื่องราวของ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) สมเด็จกรมพระราชวังบวร รัตนกวีแห่งกรุงศรีอยุธยา กับความรักที่มีต่อเจ้าฟ้าสังวาลย์ อันเป็นเรื่องราวที่ยิ่งชวนให้เพิ่มคุณค่าแก่วัดไชยวัฒนารามขึ้นมาอีกมาก

การเสด็จฯในวันนั้น ทรงเพลิดเพลินพระราชหฤทัยเป็นอันมาก มีรับสั่งว่า "จะกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เสด็จฯมาทอดพระเนตรให้ได้ในโอกาสต่อไป" และยังมีพระราชเสาวนีย์ว่า "การที่จะทำให้โบราณสถานคงอยู่ได้ต้องทำความเข้าใจให้แก่ประชาชน ต้องให้เขาเห็นความสำคัญและคุณค่าของโบราณสถานนั้นๆก่อนจนเขามีความรู้สึกร่วมในการเป็นเจ้าของแล้ว ประชาชนเขาจะรักโบราณสถาน และสามารถอยู่ร่วมกับโบราณสถานได้โดยไม่ต้องแยกออกจากกัน"

หลังจากนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรวัดไชยวัฒนารามอีกหลายครั้ง รวมทั้งเสด็จฯไปทรงเยี่ยมชมโบราณสถานอื่นๆในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อาทิ ทอดพระเนตรพระพุทธรูปมงคลบพิตร พระพุทธรูปสัมฤทธิ์สมัยอยุธยาขนาดใหญ่องค์หนึ่งในประเทศไทย วัดหน้าพระเมรุ วัดที่ไม่ได้ถูกภัยจากการทำลายของสงคราม วัดหัสดาวาส จนถึงเจดีย์ภูเขาทอง อันเป็นเสมือนสมรภูมิที่ทำให้ต้องเสียสมเด็จพระศรีสุริโยทัยไป ผู้เข้าเฝ้าฯทุกคนมีความรู้สึกประทับใจปีติยินดี เมื่อ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินขึ้นบนพระเจดีย์ภูเขาทอง ซึ่งมีบันไดค่อนข้างสูงชันถึง 73 ขั้น ทรงพระดำเนินอย่างคล่องแคล่วและรวดเร็ว เมื่อขึ้นถึงระเบียงชั้นบนสุด ประทับยืนเกาะกำแพงแล้วทอดพระเนตรออกไปยังทุ่งกว้างไกล ชมทัศนียภาพที่ครั้งหนึ่งไทยกับพม่าเคยสู้รบกัน

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ยังทรงสนพระทัยติดตามเรื่องราววีรกรรมของ สมเด็จพระศรีสุริโยทัย เมื่อได้ทรงทราบว่า ทุ่งมะขามหย่องเคยเป็นสมรภูมิรบที่สมเด็จพระศรีสุริโยทัย ได้แสดงถึงความกล้าหาญสละพระชนมชีพ และจะมีการสร้างพระราชานุสาวรีย์ของพระองค์ขึ้น ก็ทรงสนพระทัยเป็นอย่างมาก

จนถึงวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ไปยังวัดไชยวัฒนาราม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทอดพระเนตรและทรงถ่ายรูปอยู่เป็นเวลานาน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสว่า "การสร้างพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย มิใช่เพื่อเป็นอนุสรณ์เท่านั้น อ่างเก็บน้ำที่คิดจะสร้างเพื่อเสริมสร้างภูมิทัศน์ของพระราชานุสาวรีย์นั้น ต้องให้ได้ประโยชน์แก่ประชาชนให้มากที่สุดด้วย"

ขณะที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีรับสั่งก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับว่า "อยุธยาเป็นเมืองที่มีโบราณสถานมาก ข้าราชการก็มีความตั้งใจดีอยากให้ช่วยสนับสนุนด้วย"

หลังจากทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินพระนครศรีอยุธยาครั้งนั้น พระตำหนักสิริยาลัย ที่ฝั่งตรงข้ามวัดไชยวัฒนารามจึงได้ถือกำเนิดขึ้น นำความปลื้มปีติมาสู่ราษฎรในละแวกนั้นที่ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อที่ดินสร้างพระตำหนักแห่งนี้ด้วยราคา 2 เท่าของราคาที่ดินที่ซื้อขายกันอยู่ในขณะนั้น

น้อยคนจะรู้ว่าด้วยพระบารมีของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร โดยแท้ที่ช่วยปกป้องภยันตรายอันใหญ่หลวงที่กำลังจะเกิดแก่สมบัติของแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา ด้วยจุดอันเป็นที่ตั้งของพระตำหนักแห่งนี้เป็นตำแหน่งที่กำหนดไว้ให้เป็นสถานที่ก่อสร้างโรงแรมขนาดใหญ่สำหรับให้นักท่องเที่ยวที่มาพักได้ชมความงามแห่งทัศนียภาพของวัดไชยวัฒนาราม

แม้สายเลือดอโยธยาวันนี้จะเสื่อมความรักแผ่นดินลงไปมาก แต่ด้วยแนวพระราชดำริที่ทรงเล็งเห็นการณ์ไกล และสนพระทัยในประวัติศาสตร์ความเป็นชาติแห่งองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทำให้สมบัติของบรรพบุรุษยังคงดำรงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้