กรมศิลปากรเดินแผนสร้างคลังกลางพิพิธภัณฑ์ 5 แห่งทั่วประเทศ

ประเดิมสร้างคลังกลางพิพิธภัณฑ์มูลค่า 500 ล้าน ที่คลอง 5 รังสิต
สมบัติของแผ่นดิน

"เรื่องของโบราณวัตถุอันที่จริงไม่นิยมนักสะสมของเก่า แต่เมื่อกรมศิลปากรไม่มีสถานที่พอจะเก็บโบราณวัตถุ และในพิพิธภัณฑ์ต่างๆก็มีคลังเก็บโบราณวัตถุซึ่งเก็บไว้แน่นมาก ไม่สามารถจัดให้เป็นระบบได้ก็จนใจ โบราณวัตถุบางชิ้นที่มีผู้มอบให้ไม่เคยได้นำมาจัดแสดง เข้าใจว่าของที่มีอยู่ในคลังก็คงจะจัดแสดงหมุนเวียนไม่ทั่วถึงอยู่แล้ว ดังนั้นการที่มีผู้สะสมเก็บรักษาไว้ก็นับเป็นการช่วยอนุรักษ์โบราณวัตถุทางหนึ่ง และกรมศิลปากรน่าจะสร้างคลังพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ เพื่อจัดของให้เป็นระบบและใช้เป็นสถานที่ศึกษาเปรียบเทียบโบราณวัตถุได้" พระดำรัสใน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งทรงนำนักเรียนโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ไปทัศนศึกษาอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยและศรีสัชนาลัย

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงห่วงใยกิจการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และพระราชทานแนวพระดำริในการปรับปรุงพัฒนาให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณค่าต่อคนทุกเพศทุกวัยอย่างแท้จริง บวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากรได้รับมอบหมายจาก วีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เร่งปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ให้เป็นโครงการนำร่องในการจัดทำระบบคลังข้อมูลพิพิธภัณฑ์เพื่อจัดเก็บโบราณวัตถุให้เป็นระเบียบ สามารถสืบค้นได้ง่ายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เป็นประโยชน์ต่อการคัดเลือกโบราณวัตถุมาจัดแสดงได้ง่ายขึ้น ทั้งยังต้องปรับปรุงนิทรรศการจัดแสดงโบราณวัตถุให้มีความน่าสนใจสลับสับเปลี่ยนโบราณวัตถุออกมาจัดแสดง ตลอดจนแลกเปลี่ยนโบราณวัตถุไปจัดแสดงหมุนเวียน ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอื่นๆเพื่อให้ประชาชนต่างพื้นที่ได้เรียนรู้

บวรเวท กล่าวเปิดงานเนื่องใน วันพิพิธภัณฑ์สากล 18 พฤษภาคม ที่ห้องประชุมอาคารดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ด้วยภารกิจหลักของกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินำองค์ความรู้หลากหลายเผยแพร่สู่สาธารณะตั้งแต่ พ.ศ.2547 จนปัจจุบันเป็นครั้งที่ 9 นำเสนอผลงานวิชาการพิพิธภัณฑ์เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมงานส่งผลให้งานพิพิธภัณฑ์เผยแพร่ความรู้สู่สาธารณชนไปในวงกว้าง

"เราจัดเตรียมพิพิธภัณฑ์ก้าวสู่สังคมยั่งยืนเนื่องในวันพิพิธภัณฑ์สากล ถ้าจะพูดถึงความยั่งยืนเรายั่งยืนมานานแล้ว พิพิธภัณฑ์บางแห่งก่อตั้งมาแล้วกว่า 50 ปี ยังไม่ปรับปรุง เรายั่งยืนมานานและจะยั่งยืนกันต่อไปในทิศทางไหน เราพอใจสิ่งที่เรามีอยู่ เราจะอยู่เหมือนกับรถไฟสมัยรัชกาลที่ 5 หรือ เป็นเรื่องที่ผู้สนใจงานพิพิธภัณฑ์จะต้องศึกษา กรมศิลปากรมีหน้าที่ปกป้องรักษาดูแลมรดกทางศิลปะคุ้มครองให้ความสำคัญอย่างยั่งยืนและสืบทอดนำไปปฏิบัติได้ เราสัมมนากันมาแล้วทุกปีจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวกันอย่างไร เราจะพูดและจบกันภายในห้องนี้ แล้วกลับไปใช้ชีวิตจริงอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์ที่มีภัณฑารักษ์ พนักงานประจำ ห้องยาม เราจะเดินหน้ากันอย่างไร เราต้องพูดกันด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่พูดด้วยถ้อยคำหวานหูและจบกันภายในห้องประชุม"

บวรเวท กล่าวว่า คลังพิพิธภัณฑ์จากภาพนี้สถาปนิกกรมศิลปากรออกแบบค่อนข้างสวยไปหน่อย ที่จริงแล้วคลังพิพิธภัณฑ์คือที่เก็บของได้หรือไม่ พิพิธภัณฑ์ที่ดำเนินงานมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ความเป็นพิพิธภัณฑ์ในบริบทของกรมศิลปากรนั้น เราอยากให้มีการเก็บรวบรวมโบราณวัตถุ ในสมัย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาล เสด็จไปในสถานที่ต่างๆ โบราณวัตถุหลายชิ้นเก็บรักษาฝากไว้ตามวัด พิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จไปนครปฐม ทางเห็นโบราณวัตถุก็ทรงนำมาฝากเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์ เก็บรวบรวมโบราณวัตถุตั้งแต่สมัย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทั้งนี้เริ่มจัดแสดงเมื่อพ.ศ.2541เป็นเวลา 17 ปี แต่เริ่มประกาศให้เป็นพิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์ เมื่อพ.ศ.2505 สมัยก่อนการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่อำนาจของอธิบดีกรมศิลปากร แต่เป็นอำนาจของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ปัจจุบันเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม การจัดตั้งพิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์ ตั้งแต่พ.ศ.2505ประกาศในราชกิจจานุเบกษา โบราณวัตถุเหล่านี้เป็นสมบัติของแผ่นดิน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติวัดเบญจมบพิตร มีประกาศจัดตั้งแล้ว กรมศิลปากรไม่ได้เข้าไปดูแล ทุกอย่างอยู่ที่วัดเบญจมบพิตร วางโบราณวัตถุไว้ตามระเบียงวัด สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเนื่องจากบรรพบุรุษมองเห็นคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เปิดดำเนินการมาแล้ว 41 แห่ง บางแห่งมีภัณฑารักษ์ดูแล 1-3 คน กรมศิลปากรมีภัณฑารักษ์ทั้งประเทศจำนวน 93 คน ทำงานส่วนกลางจำนวน 20 คน อีก 70 คนกระจายอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คนที่เป็นหัวหน้าต้องดูแลทุกอย่าง ตั้งแต่การทำทะเบียนโบราณวัตถุ ความปลอดภัย การจัดแสดง ให้การศึกษา งานธุรการ ในฐานะของตัวแทนกรมศิลปากรต้องทำทุกหน้าที่ "ผมรับราชการมาแล้ว38ปี ตั้งแต่ผมยังหนุ่ม ตอนนี้เริ่มจะแก่แล้ว เห็นภัณฑารักษ์ นักโบราณคดีทำงานอยู่อย่างนี้ คนคนเดียวทำอะไรไม่ได้ทุกอย่าง แต่เราชอบคิดว่าคนเก่งต้องทำได้ทุกอย่าง คนเป็นหัวหน้าจึงต้องทำหน้าที่คุมทะเบียน การศึกษา จัดแสดงเพื่อให้สิ่งที่คุณทำดีที่สุด ไม่ใช่ปล่อยให้คนคนเดียวทำทุกอย่าง ของที่อยู่ในคลังสำคัญที่สุด ถ้าของหายคนที่จะต้องรับผิดชอบคือหัวหน้า ต้องประเมินว่าของที่หายมีมูลค่าเท่าไหร่ คนที่ทำหน้าที่ประเมินคือคนที่มีผมสีขาวๆ(สมชาย ณ นครพนม) คนที่จะต้องจ่ายสตางค์เมื่อของหายก็คือหัวหน้า เจ้าหน้าที่พนักงานประจำและยาม เราทุกคนต้องคิดเสมอว่าของอยู่ในคลังห้ามหายเด็ดขาดมิฉะนั้นทุกคนต้องร่วมรับผิดชอบด้วย เรามีของจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ เราปรับปรุงนิทรรศการจัดแสดง นำของมาปรับปรุงออกแบบเพื่อจัดแสดงใหม่"

โบราณวัตถุที่อยู่ภายใน พิพิธภัณฑ์พระนคร มีเป็นแสนชิ้น ถ้าเราไม่สามารถหาที่จัดเก็บได้ ของจัดแสดงต้องหมุนเวียนกันไป จำเป็นต้องทำคลังกลางเพื่อลดภาระของภัณฑารักษ์ ไม่ต้องพะวงของภายในพิพิธภัณฑ์ตัวเองสูญหาย การศึกษาหาความรู้ "ผมคิดตั้งแต่สมัยเป็นรองอธิบดี ผู้ตรวจราชการ เคยออกข่าวว่าจะทำคลังพิพิธภัณฑ์ตอนโบราณวัตถุหายเราต้องจัดระบบความปลอดภัย มั่นคงถาวร จนผมกลับมานั่งเป็นอธิบดี ผมพูดอะไรไปแล้วก็ต้องจดจำ ประเดี๋ยวท่านสมชาย ณ นครพนมจะต่อว่าผมว่าพูดแล้วไม่จำ คลังกลางตั้งที่คลอง5รังสิตเป็นที่ดินของกรมศิลป์ กว้างขวางใหญ่โต สร้างคลังกลางขนาดใหญ่ได้ นำโบราณวัตถุจากพิพิธภัณฑ์พระนคร ปราจีนบุรี จันทบุรี ชัยนาทมุนี อู่ทองมาเก็บไว้ที่คลังกลางจะแบ่งแยกของตามโบราณวัตถุ 8 ชนิด จัดห้องเก็บไว้ไม่ต้องคละกันมีจำนวน 8 ห้อง แต่ละห้องมีพื้นที่ 1,800 ตารางเมตร พื้นที่ 1 ไร่ เป็นที่เก็บโบราณวัตถุแต่ละประเภท มีการศึกษาเป็นคลังเปิด"

ในช่วงที่บวรเวท ดำรงตำแหน่งรองอธิบดีรับผิดชอบดูแลงานด้านIT เชื่อมต่อกันทั้งระบบของพิพิธภัณฑ์ทุกแห่งเข้าไปในคลังกลาง ให้ภัณฑารักษ์จากทั่วประเทศเรียกดูข้อมูลในคลังได้ ทุกครั้งที่มีการจัดนิทรรศการหาความรู้จากโบราณวัตถุ จะได้รู้ว่าตัวเองมีข้าวของอะไรที่จะนำมาจัดแสดงในนิทรรศการ เมื่อถึงเวลาภัณฑารักษ์จัดรถมาขนโบราณวัตถุ นำของกลับคืนหมุนเวียนกันไป เราต้องจัดนิทรรศการหมุนเวียนภายในพิพิธภัณฑ์ ไม่ใช่นั่งอยู่กับที่ "ผมเคยเป็นหัวหน้าพิพิธภัณฑ์พิมาย 6 เดือน บัดนั้นจนบัดนี้ การจัดแสดงนิทรรศการที่พิมายเหมือนเดิมมาแล้ว 28 ปี เวลาที่ผมไปดูงานถามว่าเหมือนเดิมไหม ถ้าเหมือนเดิมผมไม่ดูเพราะผมเป็นคนคิดขึ้นมา ผมจำได้ทับหลังมาจากไหนผมรู้หมด"

อธิบดีกรมศิลปากรกล่าวว่า ให้แนวคิดในการจัดกิจการนิทรรศการชั่วคราวปีละ 3 ครั้ง ให้มีกิจกรรมหมุนเวียน มีความเคลื่อนไหวภายในพิพิธภัณฑ์ บางครั้งคนนครปฐมก็อยากจะดูโบราณวัตถุจากปราจีนบุรีที่แปลกๆแหวกแนว เราอยากดูโบราณวัตถุของเขมรที่มาจากปราจีนบุรีให้เราศึกษาหาความรู้ เป็นประโยชน์เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อาคารคลังกลาง "ผมมีแนวคิดจัดตั้งคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหลังใหม่ 5 แห่งทั่วประเทศ คลังกลางพิพิธภัณฑ์กรุงเทพฯใหญ่ที่สุด ก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน ซึ่งตรงกับวันพิพิธภัณฑ์ไทย ขณะนี้ขุดหน้าดินแล้ว คลังกลางในภาคเหนือ อีสาน ตะวันตก และใต้ เก็บรวบรวมโบราณวัตถุให้ภัณฑารักษ์หยิบยืมของไปจัดแสดงตามแผนงานแต่ละปี ประโยชน์จากการสร้างคลังกลางไม่ใช่สร้างเป็นที่เก็บของอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ของที่อยู่ในคลังกลางเกิดประโยชน์สูงสุดให้คนไทยได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ คลังกลางที่สร้างนี้ราคา 500 ล้านบาท เป็นสิ่งก่อสร้างแพงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักพิพิธภัณฑ์"

ในพื้นที่คลอง 5 รังสิต ตัวคลังกลาง 2 ชั้น พิพิธภัณฑ์กาญจนาภิเษกจำนวน 2 หลัง ก่อสร้างตั้งแต่พ.ศ.2540 ในแผนงานยังมีการก่อสร้างศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ การนำโบราณวัตถุไปเก็บต้องมีการดูแล ควบคุมความชื้นตามสูตรของการดูแลโบราณวัตถุ บริเวณใกล้เคียงกันนั้นยังมีหออัครศิลปิน หอจดหมายเหตุ พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา คลอง 5 อยู่ด้านหน้า หอจดหมายเหตุ มุมอาคารคลัง ทำแลมป์ให้รถโฟล์กลิฟต์ขนของมีลิฟต์ให้บริการ แบ่งพื้นที่ทำงาน

"การจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ในเมืองไทย ก็ต้องไปดูงานในต่างประเทศที่ประเทศญี่ปุ่น มีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเพียง4แห่ง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว กิวชู นารา เกียวโต แต่ละพิพิธภัณฑ์แตกต่างกัน พิพิธภัณฑ์ที่เหลือเป็นของจังหวัด เมือง ประจำไซท์งานตามอำเภอต่างๆ ผู้สูงอายุในพื้นที่ช่วยกันดูแลพิพิธภัณฑ์ทำหน้าที่เป็นจิตอาสาเฝ้าพิพิธภัณฑ์ คุณสมชาย ณ นครพนม จะทำหน้าที่บรรยายให้ความรู้ได้เป็นอย่างดี ดีกว่าเก็บความรู้ไว้กับตัวเฉยๆ การกระจายอำนาจในท้องถิ่น จัดทำเป็นห้องจัดแสดง ดังนั้น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของบ้านเราจำนวน 41 แห่ง ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทั้งรูปแบบการก่อสร้าง รวมทั้งการจัดแสดงภายในด้วยการหาเอกลักษณ์เฉพาะตัวของตัวเอง เพราะฉะนั้นฝากข้อคิดถึงภัณฑารักษ์ให้ทบทวนบทบาทของตัวเองไม่ได้มีหน้าที่เฝ้าของ จัดกิจกรรมวันเด็ก มีกิจกรรมในวันพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ควรจะหาความแปลกใหม่ด้วย ด้วยการกำหนดทิศทางร่วมกัน" อธิบดีกรมศิลปากรกล่าว

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปทอดพระเนตร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2511 โดยทรงเล่าไว้ในหนังสือพระราชทานเพลิงศพ จิรา จงกล อดีตผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติว่า "เมื่ออายุได้ 11 ปี ได้ตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไปประเทศอังกฤษ เด็กในวัย 10 ปี กำลังซน อยากรู้อยากเห็นและพร้อมที่จะเรียนและจดจำ ถ้าปล่อยให้ว่างอาจเสียโอกาสที่จะได้ประโยชน์อันควร พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต หรือท่านหญิงวิภาฯ ในขณะนั้น ทรงสอนประวัติศาสตร์อังกฤษ พาไปดูพิพิธภัณฑ์และสถานที่น่าสนใจต่างๆ เมื่อกลับถึงเมืองไทยแล้ว ข้าพเจ้าจึงมีโอกาสต่อเนื่องที่จะไปศึกษาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ผู้ที่ให้ความรู้แก่ข้าพเจ้าในช่วงนั้นมี ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี ที่จำได้แน่นอนคือ อาจารย์จิรา จงกล"

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯมาทอดพระเนตรพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ครั้งแรก เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2511 ต่อมาทอดพระเนตรนิทรรศการพิเศษพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร เรื่องศิลปะและประวัติศาสตร์สุโขทัย เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2515

การเสด็จฯไปทอดพระเนตรพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ในครั้งนั้น ทำให้พระองค์ทรงมีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์โบราณคดีที่ทรงสนพระราชหฤทัยมากขึ้นแล้ว ยังทำให้พระองค์ทรงตระหนักถึงพิพิธภัณฑสถานฯมาแต่ทรงพระเยาว์อีกด้วย ต่อมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯไปทอดพระเนตรพิพิธภัณฑสถานฯว่าเป็นแหล่งให้ความรู้แก่คนทุกๆด้าน มีประโยชน์แก่คนทุกวัย ทุกอาชีพจริงๆ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการที่เกี่ยวข้องกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินับแต่ทรงพระเยาว์ การเสด็จฯไปทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ทรงเป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทยเป็นประจำทุกปี ทรงนำเสด็จประมุขหรือผู้นำประเทศต่างๆ คณะกรรมการรางวัลนานาชาติ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ รวมทั้งทรงนำนักเรียนโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ทัศนศึกษา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ทุกครั้งที่เสด็จฯไป จะพระราชทานแนวพระราชดำริหรือมีรับสั่งเกี่ยวกับพิพิธภัณฑสถานฯ นิทรรศการ หรือโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่ได้ทอดพระเนตรแก่ผู้บริหารกรมศิลปากรล้วนก่อให้เกิดคุณประโยชน์ต่อกิจการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

ทั้งนี้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จฯไปทรงเปิดตั้งแต่ พ.ศ.2520 จนถึงปัจจุบัน มี 16 แห่ง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลปกรุงเทพฯ วันที่ 8 สิงหาคม 2520 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย ลำพูน วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2522 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประวัติศาสตร์ชาติไทยในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2525 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรคนายก จังหวัดสุโขทัย วันที่ 15 มีนาคม 2528 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี วันที่ 27 เมษายน 2528 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน วันที่ 14 สิงหาคม 2530 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติถลาง จังหวัดภูเก็ต วันที่ 14 มีนาคม 2532 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี วันที่ 30 มิถุนายน 2532 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี วันที่ 14 ตุลาคม 2534 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา วันที่ 4 สิงหาคม 2536 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน จังหวัดเชียงราย วันที่ 7 มีนาคม 2540 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติร้อยเอ็ด วันที่ 20 มีนาคม 2541 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร วันที่ 30 เมษายน 2542 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสตูล วันที่ 9 มิถุนายน 2543 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุรินทร์ วันที่ 17 เมษายน 2552 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสนพระราชหฤทัยและทรงให้ความสำคัญเรื่องคลังพิพิธภัณฑ์ ทรงใช้บริการของคลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขณะนั้น ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ตั้งแต่ทรงศึกษาในชั้นปีที่ 4 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทรงศึกษาศิลาจารึกปราสาทพนมรุ้ง ที่กรมศิลปากรขุดค้นพบใหม่ขณะบูรณะปราสาท เมื่อทรงศึกษาในบัณฑิตวิทยาลัยที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชาภาษาบาลี สันสกฤต กับที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร สาขาวิชาจารึกภาษาตะวันออก และอีกหลายครั้งได้พระราชทานแนวพระราชดำริเกี่ยวกับการปรับปรุงพัฒนาคลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในโอกาสต่างๆ

ในพ.ศ.2532 ทรงเป็นประธานพิธีเปิดนิทรรศการเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย เรื่องประชาชนพร้อมใจกันอนุรักษ์มรดกไทย ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ขณะทอดพระเนตรนิทรรศการ ได้รับสั่งถึงคลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่เคยเสด็จฯมาทรงศึกษาค้นคว้าศิลาจารึกว่ามีการปรับปรุงหรือย้ายไปที่อื่นบ้านหรือไม่ เพราะการจัดวางโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุอยู่ในสภาพแออัด ทรงแนะนำว่า เราควรจะปรับปรุงพัฒนาคลังให้มีระบบเป็นระเบียบสามารถใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น

ต่อมาใน พ.ศ.2534 เมื่อครั้งทรงนำนักเรียนโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ไปทัศนศึกษาอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยและศรีสัชนาลัย มีพระดำรัสว่า "เรื่องของโบราณวัตถุอันที่จริงไม่นิยมนักสะสมของเก่า แต่เมื่อกรมศิลปากรไม่มีสถานที่พอจะเก็บโบราณวัตถุ และในพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ก็มีคลังเก็บโบราณวัตถุซึ่งเก็บไว้แน่นมาก ไม่สามารถจัดให้เป็นระบบได้ก็จนใจ โบราณวัตถุบางชิ้นที่มีผู้มอบให้ไม่เคยได้นำมาจัดแสดง เข้าใจว่าของที่มีอยู่ในคลังก็คงจะจัดแสดงหมุนเวียนไม่ทั่วถึงอยู่แล้ว ดังนั้น การที่มีผู้สะสมเก็บรักษาไว้ก็นับเป็นการช่วยอนุรักษ์โบราณวัตถุทางหนึ่ง และกรมศิลปากรน่าจะสร้างคลังพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่เพื่อจัดของให้เป็นระบบและใช้เป็นสถานที่ศึกษาเปรียบเทียบโบราณวัตถุได้"

พ.ศ.2544 ครั้งเสด็จฯไปเป็นการส่วนพระองค์ ทอดพระเนตรพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร รวมทั้งคลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มีพระดำรัสว่า "รู้สึกพิพิธภัณฑ์ก็มี 2 เรื่อง คือเป็นที่เก็บของเก่าๆ หรือเก็บของจะเก่ามาก เก่าน้อยก็ตาม คือเป็นโกดังเก็บของ ที่เป็นของส่วนมากก็จัดระเบียบ ของที่เป็นงานศิลปะหรือเป็นของที่น่าสนใจที่ควรจะเก็บรักษาไว้ก็เก็บ ก็ที่เคยปรึกษากันว่าจะทำอย่างไร ว่าจะเป็นเหมือนกับบริษัทหรือโรงงานเขาก็เก็บของในสต๊อคคือวางไว้เป็นระเบียบเป็นประเภทเป็นหมวดเป็นหมู่ มีระบบบัญชีเรื่องการเรียก โดยใช้อุปกรณ์สมัยใหม่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ถ้าทำได้ก็สะดวกดี ก็ทำได้ทั้งพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กขนาดใหญ่ ถ้าฝ่ายในสต๊อคดีก็จะดูได้ว่าของต่างๆอยู่ในสภาพใดควรจะจัดการอย่างไร เช่น ควรจะซ่อมหรือว่าซ่อมแล้ว ควรจะทำหรือเก็บจัดวางลักษณะไหนให้สิ่งนั้นได้อยู่นาน เป็นที่ชื่นชม แล้วก็ให้ความรู้กับอื่นอีกต่อไปได้"

ตั้งแต่พ.ศ.2535 เป็นต้นมา กรมศิลปากรสนองแนวพระดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยการปรับอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กาญจนาภิเษก ตำบลคลองห้า คลองหลวง ปทุมธานี มีแผนจะจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานด้านชาติพันธุ์วิทยาจำนวน 2 หลัง มาเป็นคลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในลักษณะคลังกลาง (Central Storage) มีการพัฒนาระบบทะเบียนบัญชีและบัตรรายการโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุในรูปแบบของฐานข้อมูล (Database system) การจัดเก็บโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุเป็นหมวดหมู่ตามชนิดวัตถุในรูปแบบของคลังกึ่งจัดแสดง (Visible storage) และสามารถให้บริการสืบค้นข้อมูลโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุเพื่อการศึกษาวิจัย หรือStudy Collectionได้ ส่วนคลังพิพิธภัณฑ์ตามพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติต่างๆ ได้รับการปรับปรุงพัฒนาทั้งในเรื่องขนาดพื้นที่ ระบบทะเบียนบัญชี ระเบียบจัดเก็บและระบบรักษาความปลอดภัยโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุอย่างต่อเนื่อง

ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ 41 แห่งในระหว่าง พ.ศ.2558-2563 ของกรมศิลปากร จะมีการก่อสร้างอาคารคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหลังใหม่ ร่วมกับ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรม ในบริเวณที่ดินตำบลคลอง 5 อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี รวมทั้งการสร้างคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำภูมิภาคต่างๆอีก 4 แห่ง เพื่อรองรับจำนวนโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี และเพื่อเป็นศูนย์ข้อมูลรวมถึงการอนุรักษ์โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ที่ได้มาตรฐานสากล สามารถให้บริการสาธารณชนในฐานะแหล่งเรียนรู้สำคัญของประเทศได้ ส่วนอาคารหลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (คลังกลาง) เดิม 2 หลังจะใช้จัดแสดงวัตถุชาติพันธุ์ในประเทศไทยตามวัตถุประสงค์แรกเริ่มของกรมศิลปากร

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระกระแสรับสั่งว่าอยากให้คนไทยเห็นความสำคัญของการเก็บรักษาโบราณวัตถุและให้เก็บรักษาไว้ให้ดี เพราะโบราณวัตถุเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อแผ่นดิน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงโบราณวัตถุที่ค้นพบกับวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น เพื่อที่จะได้ทราบความเป็นมาของโบราณวัตถุชิ้นต่างๆว่าอยู่ในยุคสมัยใด มีอารยธรรมมาจากชนชาติใด รวมทั้งรับสั่งว่า ประเทศไทยมีมรดกทางวัฒนธรรมมากมาย ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการอนุรักษ์ จึงอยากให้ประชาสัมพันธ์แก่ประชาชนและภาคเอกชนได้รับรู้และเข้าใจเพื่อร่วมกันบริจาคเงิน และมีส่วนร่วมอนุรักษ์มรดกของชาติไว้ และใช้ประโยชน์จากพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ต่างๆให้เพิ่มมากขึ้น

เมื่อครั้ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปเป็นการส่วนพระองค์ ทอดพระเนตรพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร มีพระกระแสรับสั่งเกี่ยวกับการจัดแสดงนิทรรศการหลายครั้งให้กรมศิลปากรใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงการจัดแสดง เพื่อให้ผู้เข้าชมได้รับประโยชน์และได้ความรู้จากนิทรรศการมากที่สุด "หน้าที่จัดแสดงของพิพิธภัณฑ์ของที่ตั้งวางให้ชมนี้เป็นเหมือนอุปกรณ์การสอน หรือที่เรียกว่าสื่อการสอน เพื่อที่จะให้คนมีความรู้ในเรื่องต่างๆ ดึงความรู้จากสิ่งของนั้นมากที่สุด คุณค่าของมันไม่ได้อยู่ที่ว่าทำด้วยเงินทำด้วยทอง แต่อยู่ที่ว่าสิ่งนั้นเหมือนหนังสือที่จะให้ความรู้เหมือนครูสอน ความรู้ได้ที่ไหน จากคนที่ไปพิพิธภัณฑ์ แต่ก็ต้องมีคนนำชม คนนำชมนี้น่าจะอบรมหรือว่าให้ความรู้เขาเป็นอย่างดี นอกจากความรู้ที่ได้จากการอบรมแล้ว ก็น่าจะมีการส่งเสริมเขาให้มีการค้นคว้า"

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิดโลกพิพิธภัณฑสถานทั้ง 41 แห่งสู่สากล ที่ผู้บริหารและคณะทำงานกรมศิลปากรสนองพระดำริดัง บุญเตือน ศรีวรพจน์ ผู้อำนวยการสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร ได้เขียนบทอาเศียรวาทเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในนามข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร เป็นโคลง 4 สุภาพ

มหา ฤกษ์สวัสดิราชล้ำ นิรัตศัย มหา มิ่งมงคลไชย ชื่นเกล้า มหา สิทธิ์สมิทธิ์สมัย สมานสุข มหา สุดารัตน์เจ้า จวบพ้องฉลองเฉลิม เจิมภักดิ์จงรักเบื้อง ละอองบุญ ขอพึ่งพระเดชพระคุณ โอบเอื้อ สุรางค์นาถราชกิจหนุน นำประโยชน์ งามเด่นดวงแก้วเกื้อ กระหม่อมแก้วกรมศิลป์ อาจิณประจักษ์พร้อม ผดุงเจริญ ทุกขวบเสด็จดำเนิน ไป่เว้น กรานกมลกราบสรรเสริญ สนองเนื่อง กิจนา เนืองนิตย์คำนึงเน้น แน่วน้อมถวิลถวาย บายศรีดอกไม้ช่อ ประชุมพร ขวัญถิ่นศิลปากร ร่มแก้ว พระปราชญ์ปิ่นสิรินธร ทวีชาติ ถวายพระพรผ่องแผ้ว ชลิตซ้องครองเกษมฯ


หมายเหตุ ภาพจากส่วนหนึ่งของหนังสือสิปปธัช : พระผู้เป็นธงชัยแห่งสรรพศิลป์