อุดม จิตตวิเชียร "ผมคือคนปกติ"

นัดพบ

บ่ายวันนี้ที่แจ้งวัฒนะฝนตกหนัก ฉันออกจะกังวลใจพอสมควรเนื่องจากมีนัดหมายกับแขกรับเชิญ และเกรงว่าฝนจะเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง แต่สิ่งที่คิดกลับผิดคาด เพราะพลันที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นปลายสายแจ้งว่ามาถึงยังที่นัดหมายแล้ว ฉันถอนหายใจอย่างโล่งอก รีบตรงไปยังจุดนัดพบ น้องอาร์ต หรือ อุดม จิตตวิเชียร นักฟุตบอลขาเหล็ก ยืนอยู่กับเพื่อนสนิทพร้อมทั้งส่งยิ้มทักทายมาอย่างร่าเริง หนุ่มน้อยคนนี้ขาขวาพิการมาแต่กำเนิด แต่เขากลับใช้ชีวิตเช่นเดียวกับคนปกติ โดยไม่รู้สึกว่าความพิการคือปมด้อย แต่เขากลับคิดบวกว่านี่คือสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ และช่วยสร้างโอกาสดีๆให้กับชีวิต อาร์ตเป็นวิศวกรโยธาของบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง เขาโชคดีกว่าใคร เจ้านายรับเข้าทำงานทันทีที่สัมภาษณ์จบ แต่ที่โชคดีที่สุด คือเขามีครอบครัวที่เข้าใจไม่เก็บลูกชายคนนี้ไว้กับบ้าน เพราะอายที่จะต้องตอบคำถามถึงความพิการของลูก อาร์ตจึงกลายเป็นเด็กหนุ่มที่ดำเนินชีวิตเยี่ยงคนปกติ คุ้นเคยกับสังคม และไม่เคอะเขินที่จะตอบใครต่อใครถึงสาเหตุของความพิการ

อาร์ตดูหน้าตาเด็กกว่าในทีวีมาก

คงเพราะผมตัดผมสั้นกระมังครับ แม่ตัดให้เพราะเห็นว่าเข้าหน้าร้อนแล้ว (หัวเราะ)

ถ้าไม่มองไม้เท้า อาร์ตดูเหมือนคนปกติทั่วไปมากกว่าที่จะเป็นคนขาพิการ

ผมอยู่กับความพิการมาตั้งแต่เกิด แล้วผมก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองพิการ เพราะมันจะบั่นทอนกำลังใจ สู้เราทำใจยอมรับและคิดว่าเราคือคนปกติ แล้วใช้ชีวิตเยี่ยงเดียวกับคนในสังคม ก็จะทำให้เราไม่รู้สึกแตกต่าง

ตอนเด็กๆไปโรงเรียนโดนเพื่อนล้อบ้างมั้ย

มีบ้างครับ แต่ก็เป็นไปตามประสาเด็กเวลาที่ทะเลาะกัน

รู้สึกอย่างไรเวลาเพื่อนล้อ

ไม่รู้สึกอะไรครับ ผมก็ยังใช้ชีวิตตามปกติ จริงๆคนเราก็ไม่มีใครเพอร์เฟ็ค อยู่อย่างสบายใจดีกว่า

คิดแบบนี้ได้เพราะว่าครอบครัวหรือว่าเราคิดเอง

ผมว่าทุกคนมีส่วนหมด ไม่ว่าครอบครัวหรือเพื่อน กับเพื่อนวัยเดียวกันผมจะค่อนข้างเด่นด้วยซ้ำ (หัวเราะ) ผมเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนกิจจำรูญวิทยา ส่วนชั้นมัธยมก็ไปเข้าเรียนที่โรงเรียนชลประทานวิทยา ทุกครั้งที่ย้ายโรงเรียนเราต้องไปเจอเพื่อนใหม่ ก็มีเข้ามาทักบ้าง ตอนแรกเพื่อนที่ยังไม่รู้จักเขาก็จะสงสาร แต่พอสนิทกันเขารู้ว่าเราสามารถช่วยตัวเองได้เช่นเดียวกับเขา อาจจะด้วยว่าที่ผมเป็นผู้ชายด้วยบางเรื่องจึงถูกตัดออกไป เช่น เรื่องของความรักสวยรักงาม และเกรงว่าตัวเองจะเป็นเป้าสายตา แล้วผมเองก็ชอบเล่นกีฬาด้วย

เล่นกีฬาอะไรบ้าง

ตอนสมัยเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนมีสระว่ายน้ำ ผมหัดว่ายน้ำตั้งแต่เรียนชั้นอนุบาล ผมเคยแข่งกีฬาสีของโรงเรียนด้วย ได้เหรียญกับเขามาเหมือนกัน เหตุผลคือเป็นวิชาบังคับ และชอบเป็นการส่วนตัว ผมแค่อยากทำบ้าง แต่ยอมรับว่าไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ในครั้งแรกๆ การลองทำดูจึงทำให้เรารู้ว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่เราคิด แม้กระทั่งเล่นดนตรีผมก็ลองดู ผมเคยเป็นนักดนตรีของโรงเรียน

คิดว่าความพิการเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิตหรือไม่

ไม่ครับ แต่การดำเนินชีวิตไม่ว่าผมหรือใครเป็นไปไม่ได้ที่ทุกอย่างจะราบรื่นเสียทุกเรื่อง ชีวิตคนเราต้องพบอุปสรรคบ้างเราจึงจะแกร่ง แต่ถ้าเราพยายามเราจะทำทุกอย่างได้ แม้กระทั่งการเล่นฟุตบอลซึ่งบางคนเห็นแล้วแปลกใจว่าผมเตะได้อย่างไร

ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ชอบที่สุด

ใช่ครับ ผมเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆมาตั้งแต่เด็ก ตอนเด็กขาสองข้างยังเท่ากันก็ไม่ค่อยเป็นอุปสรรคเท่าไหร่ แต่พอโตขึ้นขาเริ่มต่างกัน แต่เรายังอยากเล่นอยู่ ก็ต้องพยายามฝึกใช้ไม้เท้าให้คล่องมากยิ่งขึ้น

จริงๆแล้วไม่ใช่ฟุตบอลอย่างเดียวที่ผมสามารถเล่นได้ ยังมีกีฬาอีกหลายๆประเภทที่ผมเล่นได้ เช่น บาสเกตบอล วอลเลย์บอล ถ้าว่างก็จะไปเล่นแบดมินตัน แต่ส่วนใหญ่จะเล่นฟุตบอลมากกว่าอย่างอื่น

ถ้าตีแบดมินตันก็จะใช้ไม้เท้าข้างเดียว แล้วใช้มือซ้ายตีแรกๆก็ไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่แต่พอนานเข้าก็จะคล่องขึ้นเรื่อยๆ เพราะขาข้างขวาผมพิการบางอย่างผมจึงต้องฝึกข้างซ้ายให้คล่องเท่ากัน แต่ผมถนัดขวา ผมเล่นได้เพราะเพื่อนด้วยเขาเห็นผมนั่งดูเขาก็จะชวนให้ไปลองเล่นด้วยกัน เพื่อนคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าผมคือคนปกติ

กลัวบาดเจ็บหรือล้มบ้างมั้ย

ไม่เลยครับ เพราะผมล้มจนชินแล้ว แต่เราต้องล้มให้ถูกจังหวะ

ชอบเล่นฟุตบอลมีทีมในดวงใจหรือไม่

ถ้าเมืองไทยก็จะชอบทีมเมืองทอง ยูไนเต็ด เคยได้เข้าไปดูในสนามบ้าง ส่วนเมืองนอกจะชอบสเปอร์เชียร์มาตั้งแต่เด็ก เพราะมีคริ้นท์มัน กองหน้าของเยอรมันอยู่ทีมนี้ ซึ่งผมชอบลีลาการเล่นของเขามาก ถ้ายุโรปจะชอบอิตาลี กับเยอรมัน ส่วนนักฟุตบอลไทยผมชอบ ธีรศิลป์ แดงดา ของทีมเมืองทองฯ

หลังจากจบชั้นมัธยมอาร์ตเอ็นทร้านซ์ติดที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ พระนครเหนือ แสดงว่าเป็นเด็กเรียนดี

เรียนอยู่ในระดับปานกลางครับ ตอนแรกก็ลังเลในการเลือกคณะเหมือนกัน แต่ก็คิดไว้อยู่แล้วว่าจะต้องเรียนวิศวฯ เพราะว่ามันเท่ดี (หัวเราะ) เป็นความคิดแบบเด็กๆครับ เพราะมองว่า ถ้าเราเรียนวิศวฯเราต้องได้สร้างโน่นสร้างนี่ ดูยิ่งใหญ่ดีผมจึงเลือกเรียนวิศวโยธา

แต่ก็มีความกังวลอยู่บ้างเล็กๆ เพราะการเรียนทางด้านนี้เราต้องออกไปดูหน้างาน อาจจะต้องมีขึ้นที่สูงบ้าง แต่ผลของการได้ใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาทั่วไปมานาน ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผมอย่างมาก ผมน่าจะทำได้ ไม่ลองก็ไม่รู้ ถ้าเรียนไม่ได้ก็คงต้องเปลี่ยนคณะ แต่ความมั่นใจมันมีมากกว่า

พ่อกับแม่มีส่วนในการออกความเห็นเรื่องการเรียนบ้างหรือไม่

ท่านไม่ค่อยมากำหนดเท่าไหร่ เพราะเขาปล่อยให้ผมใช้ชีวิตด้วยตัวเองมาตั้งแต่เด็ก และ...ท่านรู้ว่าผมช่วยตัวเองได้ ไม่ว่าจะไปติดต่ออะไรก็จะปล่อยให้ผมทำเอง ตั้งแต่สมัยไปเรียนผมก็จะนั่งรถเมล์ไปเรียน เรียนจบแล้วไปทำงานก็ยังนั่งรถเมล์ไปทำงานเอง ไม่ค่อยได้ขับรถไป ตอนนี้ผมทำงานอยู่ที่อโศก ตอนเช้าผมจะนั่งรถตู้ไปลงที่อนุสาวรีย์แล้วก็นั่งรถไฟฟ้าไปอีกทอดหนึ่ง

ชีวิตในมหาวิทยาลัยเป็นอย่างไรบ้าง

ความรู้สึกมันต่างจากเรียนชั้นมัธยม กลุ่มเพื่อนจะเล็กลง มีการสังสรรค์มากขึ้น มีไปค่าย ไปปลูกป่า ไปรับน้อง ผมก็ไปกับเขาด้วยทุกครั้ง แรกๆเพื่อนก็จะพะวงว่าเราจะทำอะไรได้หรือไม่ แต่พอคบกันไปสักพักเค้าก็จะรู้ว่าเราช่วยตัวเองได้เหมือนกับคนปกติ

ที่พระนครเหนือผมมีเพื่อนเรียนอยู่ก่อนแล้ว พอเขาเรียนจบชั้น ม.3 แล้วเขาไปเรียนต่อ ปวช. ตอนที่ไปสมัครก็ได้เพื่อนคนนี้ช่วยเหลือค่อนข้างมาก

เรียนปีหนึ่งเขาก็พาไปรับน้อง เป็นธรรมดาที่เราอาจจะดูแปลก รุ่นพี่ก็จะคอยมาดูแลเป็นพิเศษ คอยระวังให้ แต่พอผ่านไปครึ่งวันเขาก็จะรู้แล้วว่าเป็นอย่างไร

สิ่งที่ทำให้อาร์ตเข้มแข็งได้ขนาดนี้ใครบ้างมีส่วน

ผมว่าสิ่งแวดล้อม เพื่อน แล้วก็ครอบครัว ตอนเด็กๆเพื่อนที่เล่นด้วยกันก็จะค่อนข้างเฮ้วๆ คบกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาล พอโตขึ้นเขาก็จะพากันขับมอเตอร์ไซค์ เราก็อยากจะลองบ้าง เคยพยายามหัดหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ จะมีปัญหาเรื่องการทรงตัว

พอเรียนจบอาร์ตไปสมัครงานทราบว่าได้เลยตั้งแต่บริษัทแรก

มันเสี่ยงเหมือนกันเขาอาจจะคิดว่าเราทำงานไม่ได้ แต่ผมมั่นใจอยู่แล้วว่าเรามีความรู้ความสามารถที่จะทำงานให้เขาได้ ถึงเขาจะไม่รับเราก็ยังมีที่อื่นๆ ที่พร้อมจะให้โอกาสเรา ผมคิดว่าไม่ใช่สาระสำคัญที่จะต้องเก็บมาคิดอะไรมากมาย เพราะคนปกติทั่วไปก็ใช่ว่าจะไม่เคยพลาดเรื่องการสมัครงาน เราอาจจะมีโอกาสมากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ

ตอนรับปริญญาอาร์ตรับหลังสุดหรือเข้าแถวตามปกติ

รับตามปกติครับ แต่ตามธรรมเนียมแล้วจะต้องรับหลังสุด แต่อาจารย์คงเห็นเราทำได้จึงปล่อยให้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรกับสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ เหมือนบัณฑิตทั่วไป ทั้งรุ่นน่าจะมีผมเพียงคนเดียว

อาร์ตมั่นใจแค่ไหนในการเดินเข้าไปสมัครงานครั้งแรก

ถ้าเป็นคนธรรมดาโอกาสอาจจะไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ แต่บางครั้งเราน่าจะมีมากกว่านั้น เพราะเขาถูกชะตาหรือประทับใจในตัวเรา ตอนที่ผมไปสมัครผมไปกับเพื่อนอีก 2 คนที่ บริษัท IEC Thailand อยู่ตึกโอเชี่ยน เทาเวอร์ ที่อโศก ประหม่าบ้างเหมือนกัน แต่การที่เขาคุยเป็นกันเองกับเราช่วยให้บรรยากาศคลี่คลายลง เราเองก็มั่นใจที่จะโต้ตอบมากยิ่งขึ้น การสัมภาษณ์จบลงด้วยบริษัทรับเราทั้งคู่ หลังจากสัมภาษณ์เสร็จเขาบอกว่าให้มาทำงานอาทิตย์หน้าเลย ตื่นเต้นเหมือนกัน เพราะเรายังไม่ทันได้เตรียมตัวอะไรเลย ในขณะที่เพื่อนบางคนกว่าจะได้งานเขาต้องสมัครหลายที่เหมือนกัน แต่ผมอาจจะได้เปรียบคนอื่นอยู่บ้างในเรื่องโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จริงๆก็ลังเลอยู่เหมือนกันว่าจะเรียนทางด้านคอมพิวเตอร์ หรือเรียนทางด้านโยธาดี แต่คอมพิวเตอร์สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองได้

ตอนที่สัมภาษณ์สิ่งที่เขาถามไม่ใช่เรื่องความพิการ แต่เป็นเรื่องของงานกับการเดินทางมากกว่า หลังจากที่เข้าไปทำงานแล้วพี่ที่นั่นบอกว่าเขาสัมภาษณ์ถึง 4 ครั้งกว่าเขาจะรับเข้าทำงาน ผมค่อนข้างมั่นใจ เพราะมหาวิทยาลัยเราก็มีชื่อเสียง น่าจะหางานได้ไม่ยากนัก แต่ตอนที่เลือกเรียนไม่ได้คิดว่าจบมาแล้วจะเป็นอะไร สิ่งที่คิดตอนนั้นคือเรียนให้จบ ส่วนเรื่องงานไม่ใช่ปัญหา เพราะโดยเนื้องานแล้วมันเกี่ยวกับเรื่องของการออกแบบ เป็นเรื่องดีเพราะคนที่จบโยธาส่วนน้อยที่จะได้ทำงานออกแบบด้วย เพราะส่วนมากคนที่จบโยธามาก็จะต้องออกไซท์งานซึ่งต้องใช้คนจำนวนมากกว่า ผมว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายพอสมควร งานออกแบบก็จะเน้นถนนกับสะพานส่วนใหญ่แล้วเป็นงานของส่วนราชการ ซึ่งก็จะน้อยลงไปอีกถ้าเทียบกับงานออกแบบอาคาร งานออกแบบล่าสุดก็คือสะพานยูเทิร์นตรงบางใหญ่ สะพานเชื่อมเข้าที่จอดรถไฟฟ้าสายสีม่วงตรงบางใหญ่เช่นกัน

เพื่อนร่วมงานเป็นอย่างไรบ้างกับวิศวกรน้องใหม่

ทุกคนเป็นกันเองดี ผมทำงานที่นี่ 2 ปีแล้ว คุ้นเคยพอสมควร

ฟังจากน้ำเสียงอาร์ตมีความสุขกับการทำงานมาก

ใช่ครับ ผมจะรู้สึกดีทุกครั้งเวลาเห็นงานที่เรามีส่วนแล้วเสร็จ แต่ก็มีปัญหาให้แก้ไขตลอด เช่น
เรื่องการเวณคืนที่ดินเวลาขยายถนน โดยเฉพาะก่อนทำโครงการผมต้องไปดูพื้นที่จริง ระหว่างที่ก่อสร้างก็ต้องออกไปดูบ้างเป็นครั้งคราว

อาร์ตวางแผนชีวิตบ้างมั้ยว่าต่อไปจะทำอะไรอีก

ผมคิดว่าชีวิตมีครบแล้ว แต่ก็ยังอยากใช้ชีวิตกับสิ่งที่ท้าทายในอนาคตไปเรื่อยๆ เป้าหมายหนึ่งที่วางไว้คืออยากจะเรียนต่อ เพราะถ้าอายุมากกว่านี้ความกระตือรือร้นก็จะค่อยๆลดลง ความรู้บางเรื่องตอนนี้ก็คืนอาจารย์ไปบ้างแล้ว (หัวเราะ) แต่ก็คงอาจจะทำงานไปด้วยเรียนต่อทางด้านวิศวฯไปด้วย

อาร์ตเข้มแข็งได้เพราะอะไร

ผมว่าการได้รับโอกาสสำคัญที่สุด การได้เรียนหนังสือ ทำให้มีทุกวันนี้ได้ กับการที่เราได้ออกมาใช้ชีวิตในสังคมปกติทำให้เรารู้สึกชินกับมัน ถ้าผมมาพิการภายหลังอาจจะรู้สึกแย่ก็ได้ แต่ผมอยู่กับความพิการมาตั้งแต่เกิด จึงไม่มีจุดเปลี่ยนจากคนปกติมาเป็นคนพิการ เราไม่ได้รู้สึกสูญเสียอะไรไป

ผมรู้สึกว่าตัวเองมีเพิ่มขึ้นทุกวันมากกว่า ผมได้เพื่อน ได้งาน ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เพราะครอบครัวให้โอกาสไม่เก็บผมไว้ที่บ้านเหมือนบางครอบครัวที่เมื่อลูกพิการแล้วจะรู้สึกอาย ไม่พาเขาออกมาสู่สังคมภายนอก แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นตัวเราเองก็ต้องกล้าออกมาเผชิญกับโลกภายนอก กล้าที่จะตอบคำถาม ทนต่อสายตาคนทั่วไปได้ด้วย เราจึงจะสามารถก้าวข้ามความรู้สึกต่างๆนั้นมาได้ การมองโลกในแง่บวกจะทำให้เรามีชีวิตที่แจ่มใส

เวลาออกมาใช้ชีวิตแบบคนปกติ มีคนมาถามบ้างมั้ยคะว่าพิการเพราะอะไร

มีคนมาถามบ่อยเหมือนกันทั้งสองคำถาม เคยนั่งรถเมล์แล้วคนข้างๆเขาถามก็มี ตรงนี้ทำให้เราคุยกับคนง่ายขึ้น หรือเวลาไปเที่ยวสงกรานต์ก็มีคนถาม อย่างล่าสุดก็ไปขึ้นภูกระดึงขึ้นไปจนถึงยอด ก็มีคนมาขอถ่ายรูปเยอะมาก กลายเป็นว่าผมเหนื่อยกว่าเพื่อนๆเพราะเขาได้นั่งพัก แต่ผมมีคนมาถ่ายรูปด้วยตลอด ทำให้เราไม่ได้นั่งพักเลย (หัวเราะ) ความจริงอยากไปตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว แต่เพิ่งจะมามีโอกาสตอนทำงาน ช่วงที่ไปตรงกับช่วงวันพ่อคนเลยค่อนข้างเยอะ เราเลยได้เพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นหลายคน ซึ่งผมว่ามันเป็นเรื่องดี แต่ก็เป็นครั้งที่เหนื่อยที่สุดในชีวิต ผมแบกของขึ้นด้วยตัวเองนะ ปลายปีนี้ผมจะไปภูสอยดาว เห็นเพื่อนบอกว่าน่าจะโหดกว่า อาจจะเหนื่อยเรื่องการเตรียมอุปกรณ์ ผมไปทะเลบ่อยมากก็เลยอยากไปเที่ยวภูเขาบ้าง

ทำไมอาร์ตไม่ใช้ขาเทียม

เคยลองใช้เหมือนกันครับ ที่บ้านก็มีแต่ไม่ถนัด ผมเคยลองใส่ตอนช่วง ม.2 แล้วก็เลิกเพราะวิ่งเล่นไม่สะดวก ใช้ไม้เท้าจะคล่องตัวกว่า เคยลองไปทำกายภาพบำบัด แต่ความที่เราไม่ชิน มันทำให้รู้สึกว่าชีวิตเราเปลี่ยนไป ก็เลยหันมาใช้ไม้เท้าเหมือนเดิม

แล้วมาลองฝึกอีกครั้งตอนเข้ามหาวิทยาลัย ตั้งใจว่าจะใช้ให้ได้ พอลองใช้กลับลำบากมาก เพราะสะพานลอยข้ามถนนตรงมหาวิทยาลัยมันชันมากทำให้ขึ้นลงลำบาก ก็เลยคิดว่าไม่ใช้ดีกว่า แต่ถ้าใส่ก็เดินได้ปกติ แต่จะวิ่งไม่ได้

เวลาไปไหนมาไหนแม่คอยโทร.ถามบ้างมั้ยคะว่าอาร์ตอยู่ที่ไหนแล้ว

ไม่เลยครับ แม่ปล่อยทุกอย่างเพื่อให้เราช่วยตัวเองให้มากที่สุด ผมว่าดีนะเพราะมันจะทำให้เราเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ

เริ่มใช้ไม้เท้าตอนอายุเท่าไหร่

ประมาณตอน 3 ขวบ เป็นอันเล็กๆ เป็นไม้ แม่ซื้อมาให้ เพราะเห็นว่าเราต้องเริ่มหัดเดิน ปีหนึ่งผมใช้หลายอันเหมือนกัน เขาใช้อะลูมิเนียมทำ ความทนทานจึงไม่มากเท่าไหร่ ความจริงผมไปขอได้จากโรงพยาบาล แต่ผมไม่ได้ไปใช้สิทธิ์นั้นให้คนที่เขาแย่กว่าเราดีกว่า เพราะไม้เท้า 1 คู่ ราคาประมาณ 500 บาทเท่านั้นเอง ส่วนใหญ่จะหักข้างเดียว ปีหนึ่งใช้ประมาณ 4 คู่ แต่ช่วงที่ทำงานแล้วจะประมาณ 2 คู่ เพราะนั่งอยู่กับที่มากกว่าเดิน ช่วงสมัยมัธยมจะเปลืองที่สุดเพราะเล่นกีฬาเยอะมาก เตะฟุตบอลทุกวัน ทำงานแล้วจะเล่นแค่เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ในซอยวัดกู้จะมีสนามให้เช่า ผมจะเล่นกับเพื่อนสมัยที่เรียนมัธยมด้วยกัน ถ้าเป็นเพื่อนที่เรียนมหาวิทยาลัยก็จะไปเล่นใต้สะพาน

เวลาเล่นเพื่อนต้องระวังเราหรือตัวเราต้องระวังเพื่อน

ต่างคนต่างต้องระวังซึ่งกันและกัน เพราะบางคนที่เข้าปะทะแรงเหมือนกัน

ความเป็นคนชอบเล่นกีฬาทำให้อาร์ตต้องฝึกใช้ไม้เท้าให้คล่องที่สุด

ใช่ครับ เพราะการเล่นกีฬาทำให้ร่างกายเราแข็งแรง ช่วยให้ผมใช้ชีวิตอย่างมีความสุข สุขภาพดีด้วย

สิ่งที่อาร์ตอยากทำที่สุดตอนนี้คืออะไร

อยากขี่มอเตอร์ไซค์ให้ได้ (หัวเราะ) เคยลองหลายครั้ง แต่ไม่เอาดีกว่าอันตราย

ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนพิการ

จริงๆ อาร์ตก็คือคนพิการ แต่เราก็ใช้ชีวิตในแบบของเรา

สังคมไทยให้โอกาสของคนพิการมากมั้ยคะในความรู้สึกของอาร์ต

ผมว่ามันอยู่ที่ตัวเรา ถ้าเราเริ่มต้นการใช้ชีวิตแบบคนปกติเราก็มีโอกาสเสมอ ยกเว้นบางครอบครัวที่พอลูกพิการก็เลี้ยงดูอย่างประคบประหงม ผมว่านั่นเท่ากับว่าเรากำลังทำร้ายเขาทางอ้อม ผมเองแรกๆก็อาจจะอายบ้าง เวลาคนมองหรือเข้ามาถามโน่นถามนี่ แต่พอเริ่มชินเราก็จะเข้าใจว่าปัญหานี้ใช่ว่าเราจะแก้ที่ตัวเราได้ เวลาไปเที่ยวคนก็จะเข้ามาทัก ส่วนใหญ่จะเป็นคนสูงอายุที่จะกล้าถามตรงๆว่าเป็นอะไร ทำไมจึงไม่ใส่ขาเทียม หายไวๆนะพ่อหนุ่ม เด็กก็มี

ในทางกฎหมาย อาร์ตมีสิทธิ์พิเศษอะไรบ้างมั้ย

มีครับ ในเรื่องของการเสียภาษี แต่ก็มีอภิสิทธิ์บางอย่างที่เราไม่ต้องการ เช่น เวลาขึ้นรถไฟฟ้า รถเมล์ จะมีคนคอยเข้ามาช่วย โดยเฉพาะยามรถไฟฟ้าเขาจะเข้ามาประกบแล้วพาเราไปขึ้นลิฟต์ แต่ถ้าเป็นสถานีที่ขึ้นประจำเขาก็จะรู้ว่าเราช่วยเหลือตัวเองได้ เวลาขึ้นรถเมล์ก็จะมีคนลุกให้นั่ง แต่ผมมีบัตรคนพิการเหมือนคนทั่วไป สามารถเข้ารักษาพยาบาลฟรีทุกโรงพยาบาล

สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกพิการอาร์ตมีคำแนะนำบ้างมั้ย

ผมอยากให้พาเขาออกมานอกบ้าน เพราะถ้าพ่อแม่อายแล้วเก็บเขาไว้ในบ้าน ลูกอาจจะสูญเสียโอกาสดีๆของชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย ให้เขาได้มาเที่ยวหาประสบการณ์ข้างนอกจะช่วยให้เขาเป็นคนที่แข็งแรงพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ ผมว่ามันมีทั้งด้านบวกและด้านลบ ค่อยๆฝึกให้เขาออกมาเรียนรู้ด้วยตัวเองดีที่สุด ผมเองไปกับเพื่อนมากกว่าครอบครัวเสียอีกเวลาไปเที่ยว แต่ตอนเด็กๆพ่อแม่จะพาไปด้วยตลอด กับพี่ชายค่อนข้างสนิทกันเขาชอบเล่นกีฬาเหมือนผม แต่ถ้าเราใช้ชีวิตปกติ ทุกอย่างก็ราบรื่นดี สำคัญคือเราอย่ามาซ้ำเติมตัวเอง ช่วงเป็นวัยรุ่นจะเริ่มรู้สึกอายบ้าง แต่ในที่สุดเราก็ผ่านมันมาได้ด้วยความรู้สึกว่าเราคือคนปกติ ทุกคนล้วนมีปมด้อยแต่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้ชีวิตอยู่กับปมด้อยนั้นให้มีความสุขได้อย่างไร แล้วก็อย่าปิดกั้นตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำ

แล้วสำหรับคนที่พิการเหมือนอาร์ตล่ะอยากจะบอกอะไร

ผมอยากให้เต็มที่กับชีวิต เกิดมาแล้วจะอยู่เฉยทำไม มีสิ่งน่าทำอีกตั้งมากมาย ชีวิตคนเรามีอยู่ 2 อย่างคือ ทำได้กับทำไม่ได้

อาร์ตภูมิใจในตัวเองมั้ยคะ

ภูมิใจครับ ผมมีชีวิตที่หลายๆคนอิจฉาด้วยซ้ำ แต่ก็ยังอยากจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ขึ้นไปอีก เพราะผมฝันไว้ว่าในบั้นปลายของชีวิต ผมอยากไปอยู่ชนบท และใช้ความรู้ความสามารถทั้งหมดที่มีของผมช่วยชาวบ้าน ซึ่งผมคิดว่าเขายังต้องการอยู่อีกมาก ผมเชื่ออย่างนั้นนะ

น้องอาร์ต หรือ อุดม จิตตวิเชียร เป็นตัวอย่างของคนที่ไม่ยอมให้ความพิการของร่างกายมาเป็นอุปสรรคใดๆ เวลาชั่วโมงกว่าที่สนทนากัน รอยยิ้มไม่เคยหมดไปจากใบหน้า อาร์ตกำลังบอกกับคนทั้งโลกว่า เขาคือคนปกติที่ทุกอณูของชีวิตเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง และมีแบบฉบับการใช้ชีวิตเป็นของตัวเองที่ใครเห็นเป็นต้องอิจฉาในความสุข