พระราชพิธีสิริมงคล พืชมงคล-จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

โน้ตบุ๊ค

แม้โลกปัจจุบันจะคืบคลานไปสู่ยุคดิจิทัล แต่กระดูกสันหลังของประเทศยังคงเป็นเกษตรกรที่ยึดอาชีพกสิกรรมเป็นหลัก

ในเดือนพฤษภาคมนี้ "บันนี่" จึงขอนำเรื่องราวของ "วันพืชมงคล" ที่มีความสำคัญต่อเกษตรกรของชาติมาบอกกล่าวแก่คุณผู้อ่านอันประกอบไปด้วยสองพระราชพิธีคือ พระราชพิธีพืชมงคลและพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพิธีสิริมงคล นับแต่โบราณกาลได้วางหลักเกณฑ์ให้ประกอบพิธีใวันที่ดีที่สุดของแต่ละปีประกอบด้วยขึ้น แรม ฤกษ์ยาม ที่เป็นวันอันอุดมฤกษ์ตามตำราโหราศาสตร์ แต่ต้องอยู่ในระหว่างเดือน 6 โดยประเพณีต้องหาฤกษ์ตามตำราทางจันทรคติ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ จึงไม่ได้กำหนดวันเวลาไว้ตายตัว ตามปกติแล้วจะตกอยู่ในระหว่างเดือนพฤษภาคม ซึ่งอยู่ในช่วงเข้าฤดูฝน ถือเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา จะได้เตรียมทำไร่ทำนา เมื่อโหรหลวงคำนวณได้วันอุดมมงคลพระฤกษ์ที่จะประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญแล้ว สำนักพระราชวังจะได้ลงไว้ในปฏิทินหลวงที่พระราชทานในวันขึ้นปีใหม่ทุกปี และได้กำหนดไว้ว่าวันใดเป็นวันพืชมงคลและวันใดเป็นวันจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพระราชพิธีที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ต่อเนื่องมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา และรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ 1 ได้โปรดให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ประกอบพระราชพิธีคู่กันกับการยืนชิงช้า มิได้ถือเป็นพิธีหน้าพระที่นั่ง เว้นแต่เมื่อมีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตร สถานที่ประกอบพิธีในระยะแรกๆจึงไม่ตายตัว สมัยรัชกาลที่ 2 เนื่องจากวัดอรุณราชวรารามปฏิสังขรณ์ จึงได้ย้ายไปจัดที่ทุ่งหลังวัดอรุณฯ ในสมัยรัชกาลที่ 3 ให้ถือว่าผู้ยืนชิงช้าเป็นผู้แรกนาด้วย ในรัชกาลที่ 4 เคยย้ายไปจัดที่เพชรบุรีเนื่องจากในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ที่นั่น และโปรดเกล้าฯให้จัดพิธีสงฆ์เพิ่มขึ้นในพระราชพิธีต่างๆทุกพิธี ดังนั้น พระราชพิธีมงคลจึงได้เริ่มมีขึ้นตั้งแต่บัดนั้นมาโดยได้จัดรวมกับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ต่อมาได้ย้ายไปจัดที่ "ทุ่งส้มป่อย" คือบริเวณทุ่งกว้างริมถนนซังฮี้ หรือถนนราชวิถีในปัจจุบัน ระหว่างพระราชวังดุสิตและวังพญาไท พระราชพิธีนี้ได้ปฏิบัติเป็นราชประเพณีตลอดมาจนถึง พ.ศ.2479 แล้วเว้นว่างจนถึง พ.ศ.2483 ได้มีการจัดพระราชพิธีพืชมงคลแต่เพียงอย่างเดียวใน พ.ศ.2503 จึงได้มีพระราชพิธีแรกนาขวัญขึ้นอย่างเดิม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปทรงเป็นประธานและมีพระราชกระแสให้ย้ายไปจัดที่ท้องสนามหลวง โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นพระยาแรกนา ส่วนเทพีหาบเงินหาบทองคัดเลือกจากข้าราชการสตรีโสดในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระดับชั้นโทขึ้นไป

พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญใน พ.ศ.2555 นี้ ตรงกับวันที่ 9 พฤษภาคม พระยาแรกนาจุดเทียนบูชาพระพุทธรูป แล้วตั้งจิตอธิษฐานจับผ้า 3 ผืน เมื่อจับได้ผ้าผืนใดก็นุ่งผืนนั้น นุ่งอย่างบ่าวขุนออกไปแรกนา มีราชบัณฑิตคนหนึ่งเชิญเต้าเทวบิฐประน้ำพระพุทธมนต์ไปหน้าพราหมณ์เชิญพระพลเทพคนหนึ่ง เป่าสังข์ 2 คน พระยาจับยามไถ พระมหาราชครูยืนประดักด้านหุ้มแดง ไถดะไปโคนรี 3 รอบ แล้วไถแปรโดยกว้าง 3 รอบ นางเทพีทั้งสี่หาบกระเช้าข้าวปลูก กระเช้าทอง 2 คน กระเช้าเงิน 2 คน ออกไป พระยาโปรยหว่านข้าว และไถกลบอีก 3 รอบ หลังจากนั้นปลดพระโคออกกินเลี้ยงของเสี่ยงทาย 7 สิ่ง คือ ข้าวเปลือก ข้าวโพด ถั่ว งา เหล้า น้ำ หญ้า ถ้าพระโคกินสิ่งใดก็จะมีคำทำนาย เสร็จพิธีแล้ว ประชาชนจะพากันแย่งเก็บเมล็ดข้าวเพื่อนำไปผสมกับพันธุ์ข้าวปลูก หรือเก็บไว้เป็นถุงเงินเพื่อความเป็นสิริมงคล

คุณผู้อ่านก็ได้ทราบคำทำนายจากนางสงกรานต์ไปแล้ว คราวนี้ถึงคราวมาช่วยกันลุ้นคำทำนายให้เกษตรกร ผู้เป็นกระดูกสันหลังของไทยในปีนี้ด้วยนะคะ!