60 พรรษา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร

ศิลปอิเหนา
วิถีอาเซียน-วิถีไทย

ในพ.ศ.2528 ในโอกาสที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระชนมายุครบ 30 พรรษา กรมศิลปากรได้จัดงานนิทรรศการ ศิลปะอินโดนีเซีย ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

ระหว่างวันที่ 1 เมษายน - 31 พฤษภาคม 2528 โดยได้รับพระกรุณาธิคุณพระราชทานสิ่งของที่ระลึกจากการเสด็จฯไปทรงเยือนอินโดนีเซีย ในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ.2527 อันเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาศิลปวัฒนธรรมประเทศอินโดนีเซียซึ่งมีหลายอย่างละม้ายคล้ายประเทศไทย

อินโดนีเซียรับเอาอิทธิพลด้านศิลปวัฒนธรรมมาจากอินเดีย แล้วนำมาผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมพื้นเมือง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชนิพนธ์หนังสือภายหลังเสด็จฯไปทรงเยือนอินโดนีเซียในเดือนตุลาคม พ.ศ.2527 รวม 2 เล่ม คือ ชมช่อมาลตี และบุหงารำไป โดยทรงค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของอินโดนีเซียถ่ายทอดให้ผู้สนใจได้รับความรู้ นอกเหนือจากบันทึกการเดินทางของพระองค์

อินโดนีเซีย มีผ้าที่มีชื่อเสียงแบบเดียวกับบาติคของไทย รู้จักการในชื่อ ปาเต๊ะ ซึ่งยังไม่มีข้อยุติว่ามาจากที่ใด นักวิชาการยุโรปหลายคนเชื่อว่าน่าจะมีมาก่อนที่อินเดีย แล้วจึงแพร่หลายมาที่อินโดนีเซีย แต่อีกส่วนหนึ่งว่ามาจากอิยิปต์หรือเปอร์เซีย และสำหรับพวกที่ชาตินิยมหน่อยก็บอกว่า ปาเต๊ะเป็นของดั้งเดิมที่นี่ โดยสันนิษฐานจากการเรียกชื่อปาเต๊ะเป็นศัพท์เฉพาะในภาษาอินโดนีเซีย เดิมเป็นศิลปะชั้นสูงระดับชาววัง วิวัฒนาการในยุคแรกลวดลายปาเต๊ะมักเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิต แต่เมื่อศาสนาอิสลามเผยแพร่เข้ามาจนเจริญรุ่งเรืองกลายเป็นศาสนาของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ปาเต๊ะจึงลดการทำลวดลายรูปสัตว์และสิ่งมีชีวิตลง เนื่องจากเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามหลักศาสนา และหันมาวาดลวดลายเป็นดอกไม้และธรรมชาติแทน นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ผ้าปาเต๊ะมี 2 แบบ คือ เขียนด้วยมือ และพิมพ์ด้วยแม่พิมพ์ กลายเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้ให้กับประเทศ ต่อมาราว ค.ศ.1942-1945 เมื่อญี่ปุ่นยึดครองอินโดนีเซีย มีการนำลายดอกไม้ญี่ปุ่นมาทำเป็นลายผ้าปาเต๊ะด้วย เรียกผ้ารุ่นนี้ว่า Djawa Baru หรือ Djawa Hokoku

ปัจจุบันมีการผลิตผ้าปาเต๊ะกันอย่างแพร่หลายทั้งในหมู่บ้านและระดับโรงงาน มีทั้งใช้มือเขียนและใช้พิมพ์ มีให้เลือกทั้งแบบโบราณและทันสมัย สามารถนำไปใช้ได้อย่างหลากหลาย ทั้งเครื่องแต่งกาย รูปภาพประดับบ้านเรือนหรือทำเฟอร์นิเจอร์ ส่วนสีที่ใช้ย้อมจากเดิมใช้พืชพื้นเมือง อาทิ สีครามจากต้นครามที่อินโดนีเซีย เรียกว่า Taram สีแดงจากต้นไม้พื้นเมืองชื่อ Mengudu และสีน้ำตาลจากไม้พื้นเมืองชื่อ Soga ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นใช้สีเคมีมีคุณภาพ ไม่ซีดไม่ตก และมีหลากสีมากขึ้น

ในขณะที่คนไทยคุ้นเคยกับหนังใหญ่และหนังตะลุง อินโดนีเซียก็มีศิลปะการแสดงหนังอยู่หลายประเภท เรียกรวมกันว่า วาหยัง กูลิต วาหยัง แปลว่า เงา ส่วนกูลิต แปลว่า หนัง โดยมากมักจะเล่นเรื่องมหาภารตะและรามายาณะของอินเดีย เชื่อกันว่ามีต้นกำเนิดมาจากการบูชาบรรพบุรุษตั้งแต่ยุคหิน โดยทำเป็นรูปบรรพบุรุษหรือเทพเจ้าพื้นเมืองตามศาสนาฮินดู ต่อมาเมื่อชวารับเอาศาสนาอิสลามเข้ามารูปแบบตัววาหยังจึงเปลี่ยนไป

วาหยัง มักทำด้วยหนังควาย สูงประมาณ 50 เซนติเมตร มักจะสลักอย่างประณีตสวยงาม สีที่ใช้ระบายเป็นสีผสมกาว ด้ามสำหรับถือเวลาเชิดมักทำด้วยเขาสัตว์ เวลาเล่นถ้าจะให้ครบถ้วนเล่นได้ทุกเรื่อง จะต้องมีวาหยังประมาณ 200-400ตัว การแสดงวาหยังก็คล้ายกับหนังตะลุง มีการปลูกโรงแสดง ขึงจอทำด้วยผ้าฝ้ายสีขาวบางๆ เรียกว่า kelir ส่วนล่างของจอมีต้นกล้วยไว้ปักตัวหนังเวลาแสดง มีนายหนังเรียกว่าดาหลังทำหน้าที่เชิด และพากย์ นอกจากจะต้องเป็นคนเสียงดังแล้วยังต้องทำเสียงได้หลากหลายแบบ มีศิลปะการเชิดที่ว่องไวและรอบรู้ในศาสตร์หลายแขนงทั้งศิลปะ วรรณคดี มีอารมณ์ขันและปฏิภาณดี ส่วนเครื่องดนตรีที่จะต้องประกอบกับวาหยังมีทั้งเครื่องเคาะคือกรับทำด้วยไม้สัก ชวาเรียก chempala และวงปี่พาทย์ชวา เรียกว่า Gemalan ซึ่งมีอยู่ประมาณ 15 ชิ้น ได้แก่ ประเภทฆ้อง และระนาด กลองแขก โหม่ง ซอ และขลุ่ย การแสดงวาหยังมักเริ่มประมาณ 3 ทุ่ม และเลิกในตอนรุ่งเช้าโดยจะไม่มีการหยุดพักแสดงแต่อย่างใด

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระปรีชาสามารถในการดนตรีไทย ทรงเล่นระนาด ซอ และฆ้องวงได้อย่างชำนาญ ด้วยเหตุนี้เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนอินโดนีเซีย จึงสนพระทัยที่จะได้เรียนรู้เครื่องดนตรีของชวาที่มีความคล้ายคลึงกับเครื่องดนตรีไทย มีรับสั่งว่า อาจารย์มนตรี ตราโมท ได้เขียนอธิบายเรื่องปี่พาทย์ชวาในประเทศไทยให้พระองค์รับทราบว่า ปี่พาทย์ชวา ซึ่งเรียกกันว่า กาเมลัน นั้น ประกอบด้วยเครื่องบรรเลงที่ไม่ได้มีความแตกต่างกับปี่พาทย์ของไทยเท่าใดนัก เพียงแต่ปี่พาทย์ชวาจะใช้สิ่งที่ทำด้วยโลหะมากกว่า จึงให้เสียงกังวานกระหึ่มเหมาะสมกับสำเนียงเพลงชวา ส่วนใหญ่มีเครื่องดนตรีมากตั้งแต่ 13 ชิ้น ถึง 75 ชิ้น ในประเทศไทยปี่พาทย์ชวามีมาตั้งแต่รัชกาลที่ 5 แต่เป็นวงเล็กๆไม่แพร่หลาย จนถึงรัชกาลที่ 7 เสด็จประพาสชวาในพ.ศ.2472 เจ้าเมืองต่างๆในประเทศอินโดนีเซียจะการบรรเลงปี่พาทย์ชวาถวายทอดพระเนตร เป็นที่โปรดปรานนัก ต่อมา สุสุฮุนันแห่งเมืองสุราการ์ตา ประเทศชวา ได้จัดส่งเครื่องปี่พาทย์ชวา อย่างละ 2 ชุด มาทูลเกล้าฯถวาย โปรดเกล้าฯพระราชทานให้กับงานดุริยางค์ไทย กองการสังคีต กรมศิลปากร อีกชุดได้พระราชทานให้ตั้งไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เครื่องดนตรีทุกชิ้นมีอักษร สลักว่า P B X ซึ่งย่อมาจากพระนามของสุสุฮุนัน แห่งสุราการ์ตา ปี่พาทย์ชวามีส่วนที่คล้ายคลึงกันกับปี่พาทย์ไทยมาก โดยเฉพาะเครื่องบรรเลง แต่จะไม่มีปี่เหมือนปี่พาทย์ไทย ในขณะที่ปี่พาทย์ชวาเสียงดังในทำนองอึกทึกครึกโครม ปี่พาทย์ไทยจะมีเสียงค่อนข้างนุ่มนวล

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีบันทึกเป็นความรู้ว่า ชาวไทยกับชาวชวามีความสัมพันธ์กันในทางดนตรีมาแต่ครั้งไรไม่มีหลักฐาน แต่ที่พอจะยืนยันคือในสมัยอยุธยาในรัชกาลพระเจ้าบรมโกศ (พ.ศ.2275-2301) มีพระราชธิดา 2 พระองค์ องค์ใหญ่คือ เจ้าฟ้ากุณฑล ทรงพระนิพนธ์เรื่องดาหลัง องค์เล็กคือ เจ้าฟ้ามงกุฎ ทรงพระนิพนธ์เรื่อง อิเหนา มีการนำไปแสดงเป็นละครได้รับความนิยมอย่างมาก ในการแสดงละครเรื่อง อิเหนา มักมีการต่อสู้โดยใช้กริช หรือรำบูชาเทพ จำเป็นต้องมีเครื่องดนตรีของชวามาประกอบ คือ ปี่ชวา และกลองแขก จนต่อมาเลยมีความรู้สึกกันไปว่ากลองแขกปี่ชวาเป็นเครื่องดนตรีไทย เพราะนอกจากไทยนำมาใช้ในการประกอบการรำแล้ว ทางราชการยังถือเป็นเครื่องประโคมประกอบในพระราชพิธีอีกด้วย ครั้นถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีผู้นำเครื่องดนตรีในวงเครื่องสาย คือ ซอด้วง ซออู้ จะเข้ และขลุ่ย เข้าผสมในวงกลองแขกปี่ชวา บรรเลงเป็นวง เรียกว่า กลองแขกเครื่องใหญ่ แต่ในปัจจุบันเรียกวงชนิดนี้ว่า เครื่องสายปี่ชวา วงกลองแขกปี่ชวานี้มักบรรเลงประกอบการรำกระบี่กระบอง และใช้อาวุธชนิดต่างๆ แม้แต่การชกมวยไทย เช่นเดียวกับอังกะลุง ก็เป็นเครื่องดนตรีดั้งเดิมของชวา ทำด้วยกระบอกไม้ไผ่มีขนาดต่างๆ ปัจจุบันนิยมปรับเสียงให้เข้ากับเสียงสากล อังกะลุงชวาต่างกับอังกะลุงไทย คือมี 2 กระบอก ของไทยมี 3 กระบอก ถือด้วยมือหนึ่งแล้วใช้อีกมือแกว่งข้างๆ ไม่ใช่ใช้เขย่าอย่างของไทย

นอกจากนี้แถบชุนดา หรือชวาตะวันตก มีเครื่องดนตรีเรียกว่า Kecapi หรือกระจับปี่ เป็นเครื่องสายมีลักษณะคล้ายจะเข้ของไทย ใช้บรรเลงประกอบการขับเพลง บางครั้งมีขลุ่ยประกอบ

การเสด็จฯไปทรงเยือนนานาประเทศของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมาร จึงมิเพียงเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีอันดีต่อกันเท่านั้น แต่ยังทรงนำสิ่งที่ทอดพระเนตรนั้นมาบอกเล่าให้พสกนิกรได้มีโอกาสเรียนรู้และเข้าใจศิลปวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ ซึ่งหล่อหลอมรวมกันเป็นอาเซียน โดยหลายประเทศได้ผ่านการหล่อหลอมความเป็นหนึ่งเดียว ผ่านศิลปวัฒนธรรมที่มีความละม้ายคล้ายคลึงกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ อย่างที่ทุกคนได้เรียนรู้จากการเสด็จฯไปทรงเยือนอินโดนีเซีย และถ่ายทอดเรื่องราวทำให้ผู้อ่านได้ซึมซับถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศที่เมื่อค้นคว้าไปถึงต้นกำเนิดมาจากต้นทางแห่งเดียวกันนั่นเอง