ดาวหางเหนือทางรถไฟ

ทรงกลด บางยี่ขัน เขียน
หนังสือคือแสงจันทร์

"เราสามารถพบสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิตได้จากการเดินทาง"

ชีวิตคือการเดินทาง ใครๆก็พูดอย่างนี้ แม้ว่าเราจะไม่ใช่คนที่ได้เดินทาง (ท่องเที่ยวและแสวงหา) แต่ชีวิตเองนั่นแหละคือการเดินทางทุกวินาที เดินทางไปข้างหน้าตามเวลาเพื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือจะไม่เพื่ออะไรเลย เราก็ยังต้องเดินทางอยู่เรื่อยๆตามเข็มเวลาจะพาไป

การเดินทางเป็นสิ่งที่คนทุกคนใฝ่ฝัน สถานที่บางแห่ง เมืองบางเมือง ศิลปะ วัฒนธรรมที่แตกต่างจากทุกวันอันจำเจ คือความต้องการที่จะท่องไปเพื่อโอบกอดไว้ในความรู้สึก

เราเดินทางเพื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเสมอ เพื่อพักผ่อน เพื่อเรียนรู้ เพื่อรักษาจิตใจ ความสุขจากการเดินทางเหมือนแสงดาวพราวพร่างในคืนฟ้ามืด เหมือนการล่องเรือแห่งความสุข และเปิดโลกจากห้องที่เคยปิดสนิท และหากว่าด้วยเหตุใดก็ตามซึ่งทำให้ไม่สามารถเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ที่ต้องการจะไปได้ การอ่านหนังสือเดินทางสักเล่มหนึ่งก็จะช่วยให้ความเพลิดเพลิน เนื้อเรื่องและภาพของหนังสือบางเล่มช่างรู้ใจเราเหลือเกินราวกับว่าตัวเรานั่นเองที่ได้เดินทาง

หนังสือสารคดีเล่าเรื่องเดินทางจึงขายดีเสมอ โดยเฉพาะเล่มที่มีจุดหมายปลายทางเป็นที่นิยม และหากนักเขียนท่านนั้นมีความสามารถ มีมุมมองอันแตกต่างในการเลือกสถานที่ การเขียนและการถ่ายภาพ ทุกๆสิ่งจากการเดินทางในครั้งนั้นของนักเขียนก็จะถูกซึมซับบนหน้ากระดาษที่มีทั้งภาพตัวอักษร และความรู้สึกร่วมที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตา หรือใช้ใจรู้สึกนั่นเอง

ดาวหางเหนือทางรถไฟ ทรงกลด บางยี่ขัน เขียน สำนักพิมพ์ a book พิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม 2552 และทรงกลด บางยี่ขัน ได้อุทิศหนังสือเล่มนี้แด่ รงค์ วงษ์สวรรค์

ฉันเองก็รักรถไฟ ใครอีกหลายๆคนก็รักรถไฟโดยเฉพาะเด็กๆ รถไฟเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่อัศจรรย์ เปี่ยมมนต์เสน่ห์ เสียงฉึกกะฉัก ฉึก กะ ฉัก...รางคู่ทอดยาวบนพื้นดินผ่านทุ่งนา ภูเขา ข้ามแม่น้ำ ขบวนรถมีช่องหน้าต่างเรียงรายเหมือนจะโผล่ออกมาจากปลายขอบฟ้า มีก้อนเมฆขาวเป็นฉากหลัง หากเป็นเวลาค่ำคืนท้องฟ้ามีดวงดาวแพรวพราวดวงดาว ก็ยิ่งดูราวกับความฝัน

ดาวหางเหนือทางรถไฟ จึงสะดุดใจตั้งแต่แรกพบ ชื่อหนังสือที่แสนจะโรแมนติคเล่มนี้ เขียนขึ้นจากประสบการณ์การเดินทางด้วยรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย รถไฟสายยาวที่สุดในโลก การเดินทางด้วยรถไฟคือความละเมียดละไม รถไฟพาผู้คนเดินทางจนถึงปลายทางและไม่ลืมเก็บเกี่ยวภาพตามทางด้วยอารมณ์เนิบช้า ทรงกลด บางยี่ขัน เป็นคนหนึ่งที่หลงใหลและชอบการเดินทางด้วยรถไฟ

"กวาดตาอ่านข้อมูลแลนด์สังเขปลงมาไม่มีบรรทัด ผมก็เจอคำว่า ทางรถไฟสายยาวที่สุดในโลก ปิ๊ง ปิ๊ง!! อ่านประโยคนั้นจบผมก็แทบจะกลับไปเก็บเสื้อผ้า ถ้าว่ากันประสาชาวประสบการณ์นิยม การได้โดยสารรถไฟขบวนนี้นับเป็นบุญก้นและถ้าว่ากันประสาผู้หลงรักการเดินทางด้วยรถไฟ แค่สายสั้นๆยังน่าหลงใหล แล้วนี่มันตั้งไกล (ซึ่งผมเองก็ยังไม่รู้เลยว่ามันไกลแค่ไหนรู้แต่ว่าในโลกนี้ไม่มีทางสายไหนไกลเกิน) คงมีอะไรให้เห็นมากมายระหว่างทาง"

"ผมใช้เวลาเขียนหนังสือเล่มนี้อยู่ 3 ปี เขียนด้วยอัตราความเร็วและความถี่ในการหยุดพอๆกับรถไฟชั้นสาม

"ข้อดีของการหยุดเขียนคือ มีเวลาให้คิด"

"ความคิดหลายอย่างเกิดขึ้นเมื่อเขียน ไม่ใช่ระหว่างเดินทาง และความคิดหลายอย่างที่เกิดขึ้นในระหว่างเดินทาง กว่าจะนำมาเขียนมันก็เปลี่ยนแปลงไปตามวันเวลา เหมือนเวลานั้นเป็นต้นกล้า แต่พอมามองอีกทีมันกลายเป็นไม้ใหญ่ที่ผลิดอกออกผลแล้ว"

ทรงกลด บางยี่ขัน เดินทางเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2549 ถึง วันที่ 7 มกราคม 2550 หนังสือบันทึกประสบการณ์การเดินทางเล่มหนา เขียนเป็นตอนๆ ชื่อเรื่องบางตอนผ่านการรังสรรค์อย่างน่ารักทั้งชวนให้คิด เช่น หลังหลง คนชอบคงชอบ อยากรู้ต้องไปวัด ช้าแต่ชัด เป็นต้น แต่ละตอนเชื่อมร้อยกันไว้น่าอ่าน

"รถไฟไม่ใช่แค่พาหนะ แต่ตัวมันเองยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วย แค่โดยสารรถไฟ เราก็รู้สึกเหมือนกำลังท่องเที่ยวแล้ว ผมเห็นด้วยกับ Marshall McLuhan ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อที่บอกว่า

การถือกำเนิดขึ้นของรถไฟ ไม่ได้เป็นแต่วิธีเคลื่อนที่หรือขนส่งแบบใหม่ แต่ยังเป็นการพักผ่อนแบบใหม่ด้วย" การเดินทางด้วยรถไฟเป็นความสุขสวยงาม การเดินทางด้วยรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย รถไฟวิ่งยาวทอดข้ามประเทศข้ามทวีปและต้องอยู่บนรถไฟนานหลายวัน ทรงกลด บางยี่ขันได้เขียนอธิบายให้ความรู้เพิ่มเติมไว้ในหนังสือว่า ทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียนั่นมีหลายสาย และสายที่โดดเด่นมากๆ มี 2 สาย

สายแรก ทรานส์ไซบีเรีย เป็นเส้นทางสายดั้งเดิมพาดผ่านรัสเซีย นับระยะทางได้ 9,287 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างเมืองมอสโคว์ที่อยู่ทางทิศตะวันตกของรัสเซียกับวลาดิวอสตอค (Vladivostok) เมืองชายฝั่งด้านตะวันออก ถ้านั่งรวดเดียวแบบไม่ลงก็ใช้เวลา 7 วัน

สายที่สอง เรียกว่า ทรานส์มองโกเลีย ซึ่งเป็นที่นิยมมากกว่าในหมู่นักท่องเที่ยว เพราะมันผ่าน 3 ประเทศ คือเริ่มต้นที่เมืองปักกิ่งในจีน ต่อไปยังเมืองอูลานบาตอร์ (Ulaanbaatar)

เมืองหลวงของมองโกเลีย แล้วข้ามชายแดนไปรัสเซียไปที่เมืองอูลานดูเอ (Ulan-Uda) จากนั้นก็ใช้เส้นทางเดียวกับทรานส์ไซบีเรียไปจนถึงมอสโคว์ นับระยะทางได้ 7,865 กิโลเมตร ถ้านั่งรวดเดียวไม่ลงก็ใช้เวลา 6 วัน หากลองนึกภาพตามคร่าวๆ ความยาวของประเทศไทยจากเหนือจรดใต้ประมาณ 1,800 กิโลเมตร นั่นหมายถึงว่าเราต้องนั่งรถไฟจากเบตงไปกลับเชียงใหม่รวม 4 ครั้งโดยไม่หยุดพัก เว้นแต่ว่าจะลงเที่ยวชมระหว่างทาง

ทรงกลด บางยี่ขัน เลือกที่จะเดินทางด้วยรถไฟสายทรานส์มองโกเลีย ซึ่งเขาเชื่อว่าน่าสนใจกว่าเพราะรถไฟวิ่งผ่าน 3 ประเทศ คือ จีน มองโกเลีย และรัสเซีย

"เป็นการนั่งรถไฟจากปักกิ่งไปมอสโคว์จากตะวันออกสู่ตะวันตก จากเอเชียสู่ยุโรป จากงิ้วสู่บัลเล่ต์ จากจตุรัสเทียนอันเหมินสู่จตุรัสแดง และจากอนุสาวรีย์เหมาเจ๋อตงสู่อนุสาวรีย์เลนิน"

แม้จะมีข้อมูลจากหนังสือและเว็บไซต์ช่วยในการตัดสินใจเลือกแวะเลือกเที่ยวเมืองระหว่างทางที่รถไฟวิ่งผ่าน แต่ผู้เขียนมีความสนใจพิเศษในสิ่งต่างๆ การเลือกเที่ยวชมของเขาจึงไม่เหมือนใครๆ

ดาวหางบนทางรถไฟ จึงเปิดโลกให้เราได้เห็นทั้งภาพในมุมกว้าง ภาพร่องรอยเล็กๆที่คนมักมองข้าม แม้แต่ภาพที่มีรอยบิ่น ซึ่งเป็นสิ่งธรรมดาในสังคมในชีวิตคน รอยบิ่นร้าวเหล่านั้นกลับเต็มไปด้วยเรื่องราวไม่รู้ลืม หนังสือเล่มนี้จึงต่างออกไปจากหนังสือท่องเที่ยวอีกหลายๆเล่ม นั่นเพราะความคิดและทรรศนะของคนเขียนที่มีแสงส่องฉายเป็นพิเศษให้กับทุกสิ่งที่เขาประสบพบเห็นแล้วนำมาเล่าให้เปล่งประกาย

"โชคดีที่ผมเดินทางคนเดียว ไม่เช่นนั้นผู้ร่วมเดินทางอาจได้กุมขมับ ถอนหายใจและส่ายหน้าไปตลอดทาง

"เรื่องการไม่เตรียมตัวแล้วไปลุ้นเอาดาบหน้านั้นน่าจะพอทน ไอ้ที่เกินจะทนคงเป็นความสนใจในระหว่างทางของผม ซึ่งนับวันจะยิ่งสนใจในสิ่งเล็กสิ่งน้อยที่ไม่ค่อยจะจัดอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวระดับแลนด์มาร์คมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างการมาเยือนมหานครเป่ยจิง (ในเสียงซาวน์ด์แทร็ก) หรือปักกิ่ง (ในเสียงพากย์ไทยโดยพันธมิตร) ครานี้ ผมควรจะตื่นเต้นกับพระราชวังต้องห้าม หรือกำแพงเมืองจีน แต่สิ่งที่ผมสนใจที่สุดกลับเป็นอะไรบางอย่างที่ผมยังไม่แน่ใจนักว่ามันคืออะไร เพียงได้ยินชื่อ ผมก็ตบเข่าฉาดแล้วสัญญากับตัวเองว่า จะไม่ยอมพลาดเด็ดขาด

"สิ่งที่ผมอยากไปดูเป็นอย่างแรกในปักกิ่งคือ มนุษย์ปักกิ่ง"

ผู้ชายที่หลงรักรถไฟคนนี้ราวกับว่าจะพกพาคนอ่านใส่เป้หลังร่วมนั่งรถไฟไปกับเขาอย่างใกล้ชิด

เกร็ดความรู้เรื่องราวสนุกน่าสนใจมีอยู่ไม่ขาดสายให้เห็นตลอดการเดินทาง ทรงกลดเลือกเดินทางในช่วงปลายปีซึ่งเป็นเวลาฤดูหนาว ความหนาวเย็นที่จะค่อยๆเพิ่มขึ้นนับแต่ปักกิ่ง มองโกเลียและรัสเซียซึ่งได้ชื่อว่าหนาวที่สุดในโลก

เขาได้ผจญภัยกับเรื่องราวนานา ครั้งหนึ่งระหว่างทางเกือบจะตกรถไฟ หรือตัดสินใจฉับพลันที่จะลงแวะเมืองหลวงของมองโกเลียระหว่างทาง เกือบถูกตำรวจรัสเซียจับ พลาดหวังหลายๆ สิ่งโหดร้ายที่สุดก็คงเป็นเหตุการณ์ที่กล้องถ่ายภาพดิจิตอลหายไปในรัสเซีย และสมุดบันทึกหล่นหายในวินาทีสุดท้ายก่อนจะขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯ กระนั้นก็ตาม เรื่องราวจากการเดินทางของเขา ก็ทำให้หัวใจของเราเต้นด้วยคลื่นถี่ของความสุขเพลิดเพลิน ความหนาของหนังสือราวสี่ร้อยกว่าหน้าดูจะไม่เพียงพอ ฉันอยากให้หนังสือแปลงร่างเป็นขบวนรถไฟที่ยาวออกไปไม่สิ้นสุด

ทรงกลด บางยี่ขันพาแวะชมตลาด เที่ยวพิพิธภัณฑ์ ดูงิ้ว ฟังดนตรี ชมการแสดง เรียนรู้สังคมรู้จักผู้คนและสถานที่มากมายที่เราควรจะได้รู้จักอย่างใกล้ชิด ซึ่งใช้ทั้งดวงตาและหัวใจสัมผัส นอกจาก นี้หนังสือยังให้ความรู้ความลับ เรื่องราวทางภูมิศาสตร์ และคำคมความคิด ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้หากเรามีโอกาสเดินทางด้วยตนเองก็ไม่รับประกันว่าจะได้พบเห็น

"การหาความสุขที่ยั่งยืนได้ต้องใช้เวลา เราไม่น่าจะเจอมันได้หากหาอย่างเร่งรีบ"

"โลกใบนี้มีประวัติศาสตร์มากมายที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ความคลาดเคลื่อนนั้นก็จะได้รับการบันทึกให้กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องไปในที่สุด"

"ช่วงที่เราทะยานไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง เราจะรู้สึกว่าตัวเองมีเวลาน้อย แต่พอได้เคลื่อนที่ไปช้าๆ เรากลับรู้สึกว่ามีเวลามากมาย

"ถ้าอย่างนั้น ทำไมเราถึงไม่เดินทางช้าๆ จะได้มีเวลาเยอะๆ"

ดาวหางเหนือทางรถไฟ จึงเหมือนมนต์เสน่ห์และความอัศจรรย์ของรถไฟเอง เต็มไปด้วยเรื่อง ราวหลากหลายในเวลาที่ต่างกันไป ขบวนรถไฟชีวิตยังคงเดินทางเคลื่อนที่เสมอด้วยแรงบันดาลใจของผู้ที่เป็นเจ้าของ