มนุษยธรรม กับ การให้

คิดเห็นประเด็นข่าว

ซาอุดิอาราเบีย เป็นชาติที่ติดอยู่ในท็อป 5 ประเทศที่มีการลงโทษประหารชีวิตนักโทษมากที่สุดในโลกจากข้อมูลขององค์การนิรโทษกรรมสากลเดิมในปี 2557 ซาอุดิอาราเบียรั้งอันดับ 3 ตามหลังจีนและอิหร่าน แต่นำหน้าอิรัก และสหรัฐอเมริกา โดยไม่ถึงครึ่งปี ซาอุฯได้ประหารชีวิตนักโทษเป็นรายที่ 85 เทียบกับปีก่อนที่ประหารชีวิตไปทั้งสิ้น 88 ราย แต่ท่ามกลางสภาวการณ์ที่บทลงโทษสถานหนักสุดนี้ยังไม่มีทีท่าจะถูกยกเลิก แม้จะต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากองค์กรเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนให้ยุติการใช้โทษประหารชีวิต ล่าสุดกระทรวงราชการพลเรือนของประเทศเพิ่งจะประกาศรับสมัครเพชฌฆาต เพิ่มจำนวน 8 อัตรา เพื่อให้สอดรับกับงานประหารชีวิตนักโทษที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น โดยการประกาศรับสมัครในเว็บไซต์ไม่ได้ระบุถึงคุณสมบัติพิเศษอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นความชำนาญหรือวุฒิการศึกษา แม้แต่อัตราเงินเดือน อย่างไรก็ตามจากข้อมูลที่แพร่งพรายออกมาโดยเจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่น เพชฌฆาตบางรายได้โบนัสมากกว่า 1.000 ดอลลาร์ หรือราว 33,000 บาท

ด้าน สหภาพยุโรป หรือ อียู ได้อนุมัติแผนในการใช้ปฏิบัติการทางทหารของกองทัพเรือในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไปเพื่อต่อสู้กับขบวนการลักลอบค้ามนุษย์ที่เป็นต้นเหตุการหลั่งไหลเข้ามาของผู้อพยพที่ข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาจากลิเบีย แผนดังกล่าวได้รับการสนับสนุนในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมอียู ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม โดยตกลงจะใช้เรือรบและเครื่องบินสอดแนมทำหน้าที่สืบข้อมูลข่าวกรอง หลังจากนั้นจะบุกจู่โจมเพื่อปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์ ขณะนี้กำลังรอข้อมติของสหประชาชาติตอบรับข้อเสนอ ตามแผนปฏิบัติการทางทหารของอียูจะมีการจัดตั้งกองบัญชาการใหญ่ขึ้นในกรุงโรม ประเทศอิตาลีนำโดยนาวิกโยธิน แบ่งโครงการออกเป็น 3 ระยะ คือ การเก็บรวบรวมข้อมูลข่าวกรอง การบุกเข้าตรวจค้น และการทำลายเรือเป็นขั้นตอนสุดท้าย ทั้งนี้สหประชาชาติประมาณการว่าในปีนี้จะมีผู้อพยพข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเพื่อลักลอบเข้าไปในหลายประเทศในยุโรปมากถึงราว 60,000 คน ซึ่งองค์การนิรโทษกรรมสากลระบุว่าผู้อพยพส่วนใหญ่เป็นประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสงครามที่เกิดในประเทศลิเบีย มีรายงานว่าในปีนี้มีผู้อพยพต้องตายระหว่างการลี้ภัยกลางทะเลกว่า 1,800 รายเพิ่มขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 20 เท่า

ขณะที่โฆษกโรงพยาบาลคิง เอ็ดเวิร์ด เมโมเรียล ในนครมุมไบ อินเดีย ได้ออกมาแถลงว่า อรุณา ชานบาอัค นางพยาบาลสาวซึ่งอยู่ในสภาพมนุษย์ผักหรือเจ้าหญิงนิทรา มานาน 42 ปี เพราะถูกชายคนทำความสะอาดโรงพยาบาลข่มขืน และใช้โซ่เหล็กรัดคอ เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2516 ขณะเธออายุ 25 ปี ทำให้สมองตายและเป็นอัมพาต อรุณาได้เสียชีวิตลงหลังมีอาการปอดบวมจนต้องใช้เครื่องช่วยชีวิตในห้องไอ.ซี.ยู. ถึง 6 วัน คดีของอรุณา ทำให้เกิดการจุดกระแสถกเถียงเรื่องกฎหมายการุณยฆาตขึ้นในอินเดีย หลังทนายนครมุมไบยื่นเรื่องต่อศาล ขอให้ยุติการบังคับให้อาหารทางสายยางผ่านจมูก เพื่อให้เธอไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอีกต่อไป แต่ถูกบรรดาเพื่อนๆนางพยาบาลคิง เอ็ดเวิร์ด เมโมเรียล ซึ่งผลัดเวียนกันดูแลอรุณาตลอด 42 ปี ต่อต้าน ชะตากรรมของสตรีผู้นี้ถูกนักข่าวชื่อ พิงกี วิราณี นำไปเขียนหนังสือชื่อ อรุณา สตอรี่ ด้วย

ความโหดร้ายอีกมุมหนึ่งของโลก ได้รับเปิดเผยจากสำนักงานอัยการรัฐเกร์เรโร ประเทศเม็กซิโก ว่าผลการสอบสวน ประชาชนที่หายตัวไปจากเมืองชิลาปา ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวกับที่เกิดเหตุนักศึกษา 45 คนหายตัวไปเมื่อปีกลาย คาดว่าอาจถูกฆาตกรรมหมู่ทั้งหมด รายงานยังระบุว่ามีประชาชน 11 คน ถูกลักพา และอีก 4 คนหายตัวไป ทั้งนี้เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่รัฐเกร์เรโรต้องเผชิญกับเหตุอาชญากรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและการทุจริต หลังกลุ่มติดอาวุธเข้ามามีอิทธิพลเหนือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพิ่งเกิดเหตุคนร้ายบุกยิงผู้สมัครนายกเทศมนตรีเมืองชิลาปาเสียชีวิตมาแล้ว ล่าสุดมีการถล่มกับแก๊งยาเสพติดตายร่วมครึ่งร้อย

จนถึงวันนี้ไม่มีใครคาดคิดว่าการค้นพบหลุมฝังศพลึกลับกว่า 30 หลุมบนยอดเขาแก้ว ตำบลปาดังเบซาร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาของไทย จะกลายเป็นสถานการณ์บานปลายของขบวนการค้ามนุษย์ และคำว่า มนุษยธรรมได้ถูกปลุกขึ้นมาจากการหลับใหลอีกวาระ แม้ว่าในชีวิตประจำวันของคนไทยจะห่างหายจากมนุษยธรรมมานานแสนนานแล้วก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวนำมาซึ่งการสืบค้นจนทำให้โลกรับรู้การมีอยู่ของชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่ง ซึ่งถูกระบุว่าไม่เป็นที่ต้องการของประเทศใด นอกจากจะอยู่ในสภาพเป็นคนไร้รัฐ ยังต้องเสี่ยงภัยหลบหนีจากรัฐยะไข่ในพม่า เพื่อไปตายเอาดาบหน้า ณ ดินแดนที่คิดว่าดีกว่า พวกเขานับถือมุสลิม จึงเป็นหนึ่งในข้อจำกัดที่ประเทศผู้รับคนเหล่านี้มีได้ไม่มากนัก และทำให้พวกเขาต้องตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์อย่างเลวร้าย เฉพาะในประเทศไทยจากการเข้าสอบสวนดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ภายใต้ยุทธการปิดปลายทาง นำโดย พลตำรวจเอก เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีผู้เข้าไปเกี่ยวข้องและถูกจับกุมไม่น่าจะต่ำกว่าร้อย รวมถึงนักการเมืองท้องถิ่นระดับนายกเทศมนตรี แต่คาดการณ์ว่า คดีน่าจะมีผู้ทรงอิทธิพลในระดับสูงร่วมบงการ เพราะเส้นทางการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเพื่อไปสู่มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นปลายทางที่โรฮินจาหวังหนีร้อนไปพึ่งเย็น ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางตั้งแต่ตรัง กระบี่ สตูล ยะลา สงขลา ไม่น่าจะทำได้โดยง่ายถ้าไม่มีฝ่ายปกครองเข้าไปเกี่ยวข้อง

โรฮินจาถูกระบุว่าเป็นกุลีที่เจ้าอาณานิคมอังกฤษกวาดต้อนเข้ามาใช้แรงงานตั้งแต่เข้ายึดครองอินเดียและพม่า ระหว่าง ค.ศ.1826-1948 แต่มีการสืบค้นหลักฐานตั้งแต่ศตวรรษที่10 ในพื้นที่ยะไข่ก็มีชุมชนมุสลิมกลุ่มนี้อยู่ก่อนแล้ว ผู้เฒ่าผู้แก่ชาวโรฮินจาจำนวนไม่น้อยยังคงภาคภูมิใจว่าพวกเขาสืบเชื้อสายมาจากพ่อค้าผู้ทรงเกียรติในยุคโบราณกาล ขณะที่พม่าเห็นชาวโรฮินจาเป็นเพียงเบงกาลีที่เข้าเมืองมาโดยผิดกฎหมาย และปฏิเสธที่จะยอมรับว่าเป็นสัญชาติหนึ่งใน 135 สัญชาติที่ประกอบกันเป็นพม่า นอกจากนี้ประธานาธิบดีเต่งเส่ง ผู้นำพม่าได้เคยเรียกร้องให้สหประชาชาติช่วยอำนวยความสะดวกในการเนรเทศโรฮินจาทั้งหมดออกไปยังประเทศอื่น แต่ไม่ประสบความสำเร็จ หลายปีที่ผ่านมา ทางการพม่าจึงได้ออกกฎหมายริดรอนสิทธิทั้งหมดของโรฮินจา ตั้งแต่การห้ามเดินทางออกนอกเขตที่อยู่อาศัย ห้ามแต่งงานโดยไม่ได้รับอนุญาต พวกเขาถูกทารุณกรรมด้วยวิธีการต่างๆ ยิ่งกว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายเท่าทวีคูณ สตรีโรฮินจาถูกล่วงละเมิดทางเพศ บ้านเรือนถูกเผา มีสภาพอยู่ก็เหมือนตาย ประมาณการว่าน่าจะมีชาวโรฮินจาทั้งที่อยู่ในสถานะผู้ลี้ภัยและหลบๆซ่อนๆตามตะเข็บชายแดนพม่า-บังคลาเทศ ไม่น้อยกว่า 300,000 คน และอยู่ในรัฐยะไข่ประมาณ 1 ล้าน 5 แสนคน ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีโรฮินจาหลบหนีออกจากพม่าราว 120,000 คน โดยเรือของแก๊งค้ามนุษย์ ขณะที่สหประชาชาติประเมินว่าปัจจุบันมีชาวโรฮินจาทะลักออกมาอย่างน้อย 25,000 คน มากกว่าสถิติที่เคยเป็นมาเท่าตัว

ขณะนี้ปัญหาโรฮินจาได้ถูกยกระดับให้กลายเป็นประเด็นใหญ่จนถึงขั้นรัฐบาลไทยต้องเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมร่วมกับ 15 ประเทศ โดยมีอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งถือเป็นประเทศปลายทางที่ชาวโรฮินจาส่วนใหญ่ต้องการพำนักอาศัย เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมด้วยกัน แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถรับผู้อพยพลี้ภัยเหล่านี้ได้ทั้งหมด เนื่องจากหลายประเทศมีประสบการณ์อันขมขื่นมาแล้ว รวมถึงประเทศไทยที่ต้องรับภาระในการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยจากการสู้รบตามหลักมนุษยธรรมมานานหลายปี จนถึงปัจจุบัน

มนุษยธรรมสำหรับโรฮินจาอาจแตกต่างไปจากความหมายของเมตตาและการให้ที่หลายคนออกมาเรียกร้อง เพราะเหตุผลแห่งความเป็นจริงที่สะท้อนจากนักวิเคราะห์ด้านผู้อพยพต่างให้ทัศนะตรงกันว่า การรับมือกับผู้อพยพจำนวนมากที่หลั่งไหลเข้ามาในคราวเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็นกรณีชั่วคราว ยิ่งพำนักถาวรยิ่งเป็นปัญหาใหญ่ กระทบต่อเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางสังคมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และที่สำคัญยิ่งเปิดรับก็ยิ่งจะส่งเสริมให้มีคนหลั่งไหลเข้ามา ยิ่งเป็นหนทางการทำมาหากินของนักค้ามนุษย์ และจะมีคนตายระหว่างเส้นทางมากยิ่งขึ้น

คนไทยไม่เคยห่างหายการให้หรือบริจาค ประกอบงานกุศลใหญ่อยู่เป็นนิตย์ ด้วยความเชื่อในผลแห่งบุญจากการให้ ผิดบ้าง ถูกบ้าง ข่าวการละสังขารของ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ยิ่งเห็นแบบอย่างแห่งการให้ที่ชัดเจนจนวาระสุดท้ายของชีวิต ในช่วงที่พระนักปฏิบัติท่านนี้ดำรงชีวิตอยู่ ก็ได้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมอบเงินที่ได้รับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธานับเป็นพันล้านเพื่อสาธารณประโยชน์มากมายฝากไว้แก่อนุชนรุ่นหลัง ครั้นมรณภาพได้ฝาก พินัยกรรม 4 ข้อไว้ ได้แก่ การมอบศพให้กับภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อนำไปศึกษาค้นคว้า การทำพิธีสวดพระอภิธรรมที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 7 วัน การจัดทำพิธีบำเพ็ญกุศลหลังสิ้นสุดการศึกษาค้นคว้าให้จัดอย่างเรียบง่าย ละเว้นพิธีสมโภชใดๆ รวมถึงห้ามขอพระราชทานเพลิงศพ และโกฏิและหลังดำเนินการเผาที่ฌาปนสถาน วัดหนองแวง พระอารามหลวง จังหวัดขอนแก่น แล้วให้อัฐิ เถ้าถ่าน และเศษอังคารทั้งหมดไปลอยที่แม่น้ำโขง จังหวัดหนองคาย ตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม

เมตตาเป็นหนึ่งในหลักธรรมะที่ยิ่งใหญ่ของผู้เป็นพรหม เรียกว่า พรหมวิหารสี่ ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ซึ่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงให้อุเบกขา อันหมายความถึง การรู้จักปล่อยวางทำใจให้เป็นกลาง เมื่อไม่สามารถบรรลุความเมตตาที่พึงหวังไว้ ก็เพื่อให้เมตตานั้นเป็นเมตตาที่ก่อเกิดความสุขจากการให้อย่างแท้จริง แม้เราไม่สามารถทำให้เขาพ้นทุกข์ได้ ก็มิใช่พาตัวเองเข้าสู่ความทุกข์นั้นเสียเอง