"ขันลงหิน" ของดีแห่งชุมชนบ้านบุ

สถานีศูนย์วัฒนธรรม
ช่างภาพ: 

หากเดินลัดเลาะริมคลองบางกอกน้อย ใกล้กับวัดสุวรรณารามไปเรื่อยๆ จะพบป้ายขนาดใหญ่เขียนข้อความว่า "ชุมชนบ้านบุ" หนึ่งในชุมชนโบราณที่ก่อตั้งโดยกลุ่มคนที่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยาเมื่อครั้งเสียกรุง และรวมกลุ่มกันประกอบอาชีพต่างๆ ตามความถนัดของตน สำหรับชุมชนบ้านบุแห่งนี้มีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องการทำ "ขันลงหิน" หัตถกรรมโบราณที่หลงเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย

ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวง และทรงมีแนวคิดที่พยายามสร้างให้คล้ายคลึงกับกรุงศรีอยุธยา ประชาชนที่อพยพมาจึงรวมกลุ่มกันแล้วประกอบอาชีพดั้งเดิมที่ตนถนัด พร้อมทั้งตั้งชื่อชุมชนให้เหมือนเมื่อครั้งที่อาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยา อาทิ บ้านดอกไม้ มีอาชีพทำดอกไม้ไฟ บ้านช่างหล่อ ทำงานหล่อพระพุทธรูป และบ้านบาตร ทำบาตรพระ เป็นต้น ส่วน "บ้านบุ" เป็นอีกหนึ่งชุมชนที่สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นในยุคสมัยใกล้เคียงกันนั้น โดยเชื่อว่าก่อตั้งขึ้นในสมัยกรุงธนบุรีหรือกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น และเป็นการรวมกลุ่มของชาวบ้านที่เคยทำอาชีพช่างบุเครื่องทองลงหินหรือเครื่องทองสัมฤทธิ์มาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยคำว่า "บุ" ในชื่อชุมชนมีความหมายถึง การตีให้เข้ารูป ใช้กับงานโลหะ โดยเฉพาะการทำขันลงหินนั้นจะใช้ทองสัมฤทธิ์เป็นวัสดุสำคัญนำมาตีแผ่ขึ้นรูปเป็นภาชนะหรือที่เรียกว่าการบุ ภาชนะนั้นจึงถูกเรียกว่า "เครื่องบุ" และกลายเป็นที่มาของชื่อชุมชนผู้ผลิตเครื่องบุนั่นเอง

ภูมิปัญญาวิชาช่างของชุมชนบ้านบุยังคงได้รับการสืบทอดและรักษาไว้เรื่อยมา เมตตา เสลานนท์ ทายาทของ "โรงงานขันลงหินบ้านบุ เจียม แสงสัจจา" ผู้รับไม้ต่อในรุ่นปัจจุบัน บอกเล่าเรื่องราวงานฝีมือมรดกแห่งชุมชนของตนว่า

"ทำไมถึงเรียกชื่อว่า 'ขันลงหิน' มีที่มาจากขั้นตอนการทำขัน ในสมัยโบราณมี ๔ ขั้นตอน คือ ๑. ขึ้นรูป ๒. เก็บเนื้อ ๓. การกรอขอบ และ ๔. การกลึง โดยขั้นที่สี่จะใช้หินก้อนขัดภาชนะจนขึ้นเงา เขาจึงเรียกกันว่า ขันลงหิน แต่ในปัจจุบันเราได้พัฒนาจนมีถึง ๖ และ ๗ ขั้นตอน โดยพัฒนาขึ้นในสมัยที่คุณแม่ (เจียม แสงสัจจา) เริ่มตั้งแต่ปรับปรุงวัตถุดิบที่ใช้ทำขันเลย สมัยโบราณจะใช้ทองม้าล่อซึ่งนำเข้าจากจีน อาจารย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้แยกส่วนออกมาว่าทองม้าล่อประกอบด้วยโลหะอะไร พบว่าเป็นทองแดงผสมกับดีบุก เราจึงมาทดลองใช้ทองแดงกับดีบุกในการทำ ลองผิดลองถูกจนได้ปริมาณส่วนผสมที่ใช้ได้ ซึ่งไม่เหมือนกับเครื่องสำริดชนิดอื่น ขันลงหินต้องใช้ทองแดง ๗ ส่วน ดีบุก ๒ ส่วน ถ้าไม่ตามสูตรนี้พอหลอมแล้วขันจะปริแตกได้ ด้านวิธีการผลิต คุณแม่ดิฉันได้คิดค้นเพิ่มกรรมวิธีจากเดิมที่มี ๔ ขั้นตอน เป็น ๗ ขั้นตอน ดังต่อไปนี้

ขั้นที่ ๑ ช่างตี เป็นงานที่ยากที่สุด เพราะต้องอยู่หน้าเตาร้อนทุกวัน การทำขันลงหินคือ การตีให้ขึ้นรูป โดยหลอมทองแดงและดีบุกจนเป็นก้อน แล้วตีจนเป็นรูปร่างที่ต้องการ จากนั้นเผาไฟจนสุก และจุ่มน้ำ เพื่อให้ทองเย็นอย่างรวดเร็ว เพิ่มความแข็งแรงทนทาน

จากนั้นนำมาให้ช่างลายเป็นขั้นที่ ๒ คือ ใช้ค้อนทุบขันจนผิวเรียบ เป็นการเก็บทรงให้เรียบร้อย พอเสร็จแล้วนำเขม่าฟืนมาทาขันทั้งใบให้เป็นสีดำเพื่อให้เนื้อไม่ร่อน

ขั้นที่ ๓ นำไปกรอปากขันให้กลมเรียบ โดยช่างกรอ ในสมัยก่อนจะใช้ตะไบขัด แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้เครื่องกรอแทน

ขั้นที่๔ กลึงผิวที่เป็นสีดำออกจนเห็นเป็นผิวสีทอง สมัยโบราณจะกลึงขันทั้งใบ เพื่อให้เป็นสีทองล้วนทั้งภายในและภายนอก แต่ในยุคของคุณแม่ได้ปรับปรุงให้ภายนอกยังคงสีดำ เพื่อสามารถสลักลวดลายได้ ช่างก็จะกลึงเฉพาะแค่ด้านในของขันด้านเดียวให้เป็นสีทอง ส่วนด้านนอกจะทิ้งไว้เป็นสีดำ

ขั้นที่ ๕ การเจียรเพิ่มเข้ามาในสมัยหลัง โดยช่างจะใช้เครื่องเจียรไฟฟ้าตกแต่งส่วนที่ยังไม่เรียบ เก็บให้เรียบร้อยขึ้น

ขั้นที่ ๖ ช่างขัด ขั้นตอนนี้เป็นที่มาของชื่อหินลงขัน ในสมัยก่อนจะใช้หินลับมีดขัดจนเป็นเงา แต่สมัยหลังเราใช้เครื่องปั่นมอเตอร์ติดลูกผ้าและลูกทราย ขัดจนขึ้นเงา โดยทั่วไปจะเสร็จสิ้นที่ขั้นตอนที่ ๖ แต่ถ้าสลักลวดลายจะเพิ่มเป็นขั้นตอนที่ ๗

สมัยก่อนขันลงหินถือเป็นของใช้ระดับสูง สำหรับเจ้าขุนมูลนายใช้ อาจจะใช้ใส่น้ำมนต์ หรือใส่ข้าวสำหรับใส่บาตร ไม่ใช่ของที่ชาวบ้านธรรมดาจะใช้ แต่ปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้วไม่ว่าจะชาวบ้านหรือชาวต่างชาติต่างใช้ได้หมด สินค้าที่โรงงานเราผลิตมีจึงมีรูปทรงที่หลากหลายขึ้นรองรับการใช้งาน เช่น ชามสลัดและชุดกาแฟ ชาวต่างชาติจะชอบ ส่วนคนไทยจะใช้พวกขัน เอาไปใส่น้ำมนต์ในพิธีสำคัญ โดยเฉพาะแบบที่มีสลักลายจะเป็นที่นิยม หรือจะเอาไปใส่พวกน้ำเย็นก็จะดี เพราะเก็บความเย็นได้ดี ถ้าไปใส่ของร้อนจะจับไม่ได้เลย ร้อนมาก น้ำมะนาวที่มีฤทธิ์เป็นกรดพวกนี้ใส่ไม่ได้เลยนะคะ เพราะจะกัดเนื้อโลหะ การบำรุงรักษาใช้น้ำยาล้างจานทั่วไปได้ แต่ในส่วนที่เป็นพื้นผิวสีดำห้ามใช้น้ำยาขัดโลหะขัด เพราะสีดำจะลอกออกหมด แต่ถ้าในส่วนที่เป็นสีทองใช้น้ำยาขัดโลหะได้"

แม้ว่าลูกค้าต่างชาติจะให้ความสนใจงานโลหะศิลป์ชนิดนี้อยู่ไม่น้อย แต่ทางโรงงานขันลงหิน เจียม แสงสัจจา ก็จำเป็นต้องยุติการผลิตเพื่อการส่งออก แล้วหันมามุ่งทำในเชิงอนุรักษ์แทน ด้วยข้อจำกัดในเรื่องแรงงานช่างที่เป็นตัวแปรสำคัญ

"ปัจจุบันเราไม่รับออเดอร์แล้วค่ะ ตอนนี้ทำแค่ในส่วนอนุรักษ์เท่านั้น ที่ไม่ทำขายเพราะกำลังเราไม่มี ทั้งหมู่บ้านเหลือช่างแค่สิบคนเท่านั้นเอง ดิฉันเลยอยากอนุรักษ์ทำเป็นสถานที่ให้เด็กๆได้มาศึกษา ได้เห็นถึงภูมิปัญญาของคนท้องถิ่น แต่ถึงจะไม่ได้ส่งออกจริงจัง แต่พวกเรายังผลิตเพื่อขายเป็นสินค้าโอท็อป ระดับ ๕ ดาว ของเขตบางกอกน้อย ซึ่งผลิตภัณฑ์ขันลงหินได้รับคัดเลือกในปี ๒๕๔๖

ใจจริงดิฉันเองอยากจะฝึกคนรุ่นใหม่ขึ้นมา แต่ว่ามันยาก เคยมีนักศึกษาฝึกงานมาฝึกกับเรา แต่พอเขามาเห็นของจริงก็ถอยหมด โดยเฉพาะขั้นตอนการทำของช่างที่ ๑ ช่างตี หาคนมาทำยากมากที่สุด เพราะต้องอยู่หน้าไฟตลอด ทั้งร้อนทั้งยาก พอเห็นขั้นตอนนี้ก็ไม่มีใครอยากทำแล้ว ทั้งที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด ถ้าไม่มีขั้นนี้ก็เกิดขั้นตอนอื่นๆ ตามมาไม่ได้ เด็กในชุมชนเองเขาก็ไม่ให้ความสนใจ คนที่พอจะสนใจเป็นเด็กจากที่อื่นมากกว่า คนเก่าในชุมชนเขาก็ทำกันไปตามแต่ดั้งเดิม ในขณะที่คนรุ่นใหม่เช่นลูกของช่างทั้งหลายหันไปทำงานอื่นแทนกันหมด

ถ้าถามดิฉันว่าขันลงหินจะอยู่ต่อไปได้อีกกี่ปี อนาคตเป็นสิ่งที่ฟันธงไม่ได้ในตอนนี้ ช่างทุกคนอายุ ๖๐ คิดว่าอีกห้าปีน่าพอได้อยู่ค่ะ เรายังพยายามหาช่างที่หนึ่งอยู่ แต่ต้องยอมรับว่ายากมากจริงๆ ถึงมีเงินก็ซื้อไม่ได้ เขาต้องรัก ต้องใจสู้อดทน และไม่เพียงแต่เฉพาะช่างขั้นที่ ๑ เท่านั้น ช่างทั้ง ๗ ขั้นด้วย กระนั้นเราก็ยังหวังที่จะเจอผู้ที่มาทำงานสืบทอดต่อไป"

แม้ไม่มีใครรู้ได้ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นกับงานขันเงินลงหิน แต่สิ่งสำคัญคือในวันนี้ คือ ทายาทแห่งชุมชนบ้านบุ เมตตา เสลานนท์ และเหล่าช่างทุกคน ยังคงมุ่งมั่นทุ่มเททั้งกายและใจ รักษางานฝีมือองค์ความรู้จากบรรพบุรุษ ด้วยความรักและภาคภูมิใจอย่างที่สุด

"ดิฉันคลุกคลีกับงานนี้มานาน จากที่ไม่รู้อะไรเลยค่อยๆซึมซับจนเป็นความผูกพัน เกิดเป็นความรักทั้งกับงานและเพื่อนร่วมงาน วิชาช่างที่เราสืบทอดมานี้เป็นงานฝีมือแท้ๆเลย การได้เห็นถึงความน่าทึ่งของบรรพบุรุษที่คิดค้นขึ้นมา เป็นความภูมิใจนะคะ ทั้งในฐานะลูกหลานสืบเชื้อสาย และในฐานะของคนไทย เราภูมิใจในปู่ย่าตายายของเราจึงอยากรักษามรดกศิลป์นี้ให้คงอยู่ต่อไป"