เรื่องเล่นสนุกของเด็กบ้านนอกเมื่อราวสามสิบปีก่อน หนีไม่พ้นเล่นซ่อนหา ปูขาเก โจรจับผู้ร้าย วิ่งไล่กันจนหัวเหม็นเหงื่อ ง่ามเท้าเขลอะฝุ่น ร้อนๆ ก็ลงเล่นจับปลาในห้วย หิวก็ปีนเก็บมะม่วงมาจิ้มกะปิกิน หลังฤดูเกี่ยวข้าวทุ่งโล่งนี่เล่นว่าวสนุกที่สุด ตกกลางคืนหน้าหนาวก็เผาข้าวหลาม หมกหัวมันกิน ทั้งอุ่นและอิ่ม 

สมัยนั้นไม่มีหรอกครับ คอมพิวเตอร์ เกมออนไลน์ สวนสนุกคือทุกตรอกซอกซอยในหมู่บ้าน ลามเลยไปถึงชายป่านาดอน เหล่าต้นไม้ ห้วยคลอง กองฟาง เป็นเครื่องเล่นที่ไม่ต้องเสียสตางค์แลก แค่ต้องใช้พลังจินตนาการสูงสักนิด ตรงนั้นเป็นยานอวกาศ โน่นเป็นหน้าผา ตรงนี้เป็นเฮลิคอปเตอร์ 

ทีวีคือความบันเทิงทันสมัยที่สุดครับ ในละแวกบ้านผมมีไม่กี่เครื่อง ทีวีขาวดำทั้งนั้น ติดตั้งปีกรับสัญญาณไว้สูงแทบทิ่มก้นเทวดา ละครโด่งดังยุคนั้นก็เรื่อง ขวานฟ้าหน้าดำ สังข์ทอง อมฤตาลัย สางเขียว การ์ตูนต้องอิกคิวซัง นินจาฮาโตริ สโมสรผึ้งน้อยเป็นรายการที่เด็กๆ ติดกันงอมแงม จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แม้ทั้งหมดเป็นภาพขาวดำแบนๆ แต่เมื่อย้อนระลึกถึงคราใด ภาพจำในหัวของผมกลับเต็มไปด้วยสีสันและมิติล้ำลึก 

ตอนพระสังข์ชุบตัวเป็นทอง ผมก็เห็นเป็นสีทองอร่าม 

ตอนพินทุวดีในเรื่องอมฤตาลัยใช้เล็บกรีดท้องเหยื่อ แล้วซดเลือดสดๆ ผมถึงกับขนพองสยองเกล้า เห็นเลือดแดงฉาน กลิ่นคาวคลุ้ง 

ตอนเพื่อนๆ ในสโมสรผึ้งน้อยร้องเพลง เต้นรำ ผมก็ลุกขึ้นขยับ อ้าปากร้องตาม 

พอถึงวันนี้ ได้นั่งดูทีวี หรือยิ่งเข้าโรงหนังด้วยแล้ว เราต้องตะลึงพรึงเพริดไปกับมิติแห่งแสงเสียง สีสันภาพที่สมจริงเสียยิ่งกว่าสมจริง เสียงเอ็ฟเฟ็คท์โครมคราม ตูมตามสนั่นหวั่นไหว จนเก้าอี้สั่นสะเทือน 

ผมตื่นเต้นและเป็นมิตรกับเทคโนโลยีอยู่หรอก เพราะใดๆ ในโลกย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่บางครั้งมันก็กดข่มให้การทำงานของจินตนาการของเราลดถอยประสิทธิภาพลงนะ บางทีก็แทบไม่เหลือช่องว่างให้เราได้ใช้งานเลย 

ทุกอย่างในจอภาพและลำโพงนับสิบตัวได้นำเสนอ พะเน้าพะนอ กระตุ้น และแม้กระทั่งยัดเยียดให้เราจนหมดสิ้นแล้ว (และเกินพอ) ไม่ว่าเราจะต้องการมันหรือไม่ก็ตาม 

เป็นความบันเทิงสำเร็จรูปที่ฉูดฉาด แล้วเรามีหน้าที่เพียงเสพมันให้เร็ว ให้ทัน (แทบสำลัก)

เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมได้ตีตั๋วเข้าดูหนังเรื่อง The Artist ภาพยนตร์ขาวดำและไม่มีเสียงพูด วาระนั้นเองที่ผมมีโอกาสได้เปิดเครื่องผลิตจินตนาการอีกครั้ง เดินเครื่องชนิดเต็มสูบเสียด้วยซีครับ 

เปิดเรื่อง ณ ค.ศ.๑๙๒๗ ภาพยนตร์ที่จอร์จนำแสดงกำลังถูกฉายในโรงภาพยนตร์ ผู้ชมเต็มทุกที่นั่ง ต่างจดจ่อกับภาพขาวดำในจอ และเสียงดนตรีประกอบที่บรรเลงสดๆ อยู่เบื้องหน้า 

เพียงฉากแรก ผมก็ขนลุก ตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็นบรรยากาศการฉายหนังเงียบยุคแรกๆ เขามีวัฒนธรรมในการชมอย่างไร คลาสสิคมากๆ ครับ 

เนื้อเรื่องไม่มีอะไรซับซ้อนเลย (ไม่ต้องปีนบันไดให้เมื่อยสมอง) กล่าวถึงจอร์จนักแสดงหนุ่มรูปงามในยุคหนังเงียบที่กำลังเฟื่องฟูสุดขีด ระหว่างปรากฏตัวต่อสื่อมวลชนและแฟนๆ เขาบังเอิญพบกับสาวน้อยนาม เป๊ปปี้ ซึ่งต่อมาเขาได้ชักพาเธอเข้าวงการ เริ่มต้นด้วยบทตัวประกอบสั้นๆ ในหนังที่เขาแสดงนำ 

แล้วเรื่องราวก็ดำเนินไปตามครรลองของหนังรักทั่วไป พระเอกเป็นซูเปอร์สตาร์ที่แต่งงานแล้ว นางเอกที่ค่อยๆ ไต่เต้าและถอดรูปลูกเป็ดขี้เหร่ กลายเป็นดาราสาวเลอโฉม 

ในความเรียบง่าย (เดาทิศทางได้) ของเรื่องเล่า หนังได้กระซิบถึงสัจจะชีวิตที่มีขึ้นมีลง ให้เราตระหนักว่า ทุกสิ่งที่เราครอบครองอยู่ ห้อมล้อมเราอยู่ ล้วนเป็นมายา สักวันหนึ่งต้องเสื่อม พรากไปจากเรา ทว่าบ่อยครั้งที่เรายึดมั่นถือมั่น กอดหวงเอาไว้ด้วยความระเริงหลง ลืมเผื่อใจ เตือนสติตน เมื่อถึงวันที่เราถูกทอดทิ้งให้เคว้ง เหลียวหาใครไม่เห็น ก็ยากจะยืนหยัด ดำเนินชีวิตต่อไปโดยปราศจากสิ่งลวงตาอันคุ้นเคย 

เช่นเดียวกับจอร์จ เดือนปีผ่านไป ยุคสมัยเปลี่ยนแปลง หนังเงียบกลายเป็นความล้าสมัย หนังเสียงเข้ามาแทนที่ พร้อมๆ กับช่วงชิงชื่อเสียงและความเป็นนักแสดงที่ใครๆ ก็ปรารถนาไปจากจอร์จ เขาตกต่ำ ไม่มีงาน ไม่มีเงิน ครอบครัวล่มสลาย ขณะเป๊ปปี้กลับทะยานเป็นดาวรุ่งจรัสแสง แต่ไม่ว่าเธอจะโด่งดังสักแค่ไหน กลับไม่เคยลืมจอร์จ-นักแสดงหนุ่มที่เธอเคยหลงใหลและปลุกปั้นเธอ แต่เพราะตระหนักดีว่าเขาแต่งงานแล้ว และเพื่อรักษาภาพดาวรุ่งไม่ให้มัวหมอง เธอจึงทำได้เพียงแอบมอบหัวใจให้เขา พยายามช่วยเหลือในยามที่เขาไม่เหลือใคร 

ด้วยทิฐิเยี่ยงผู้ชายและคนเคยมีชื่อเสียง จอร์จจึงผลักไสความช่วยเหลือจากเป๊ปปี้ หากอานุภาพความรักย่อมอยู่เหนือทุกเหตุผล ความเข้าใจจึงเกิดขึ้นในไม่ช้า และจอร์จก็กล้าหาญที่จะยอมรับสิ่งใหม่ๆ ปรับตัวให้กลมกลืนไปกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งมันได้ 

หนังจบ ผมอยากลุกขึ้นปรบมือแบบธรรมเนียมฝรั่งเสียจริงครับ ประทับใจอย่างล้นเหลือแทบทุกฉาก เผลอยิ้ม หัวเราะ และน้ำตาซึมง่ายดาย แต่ฉากที่สื่อสารถึงแก่นของหนังได้ดีที่สุด คงเป็นฉากที่ข้าวของกระทบกันแล้วเกิดเสียง เสียงผู้คนจอกแจกจอแจ เสียงกริ่งโทรศัพท์ หมาคู่ใจเห่า เสียงหัวเราะของสาวๆ นักเต้น เสียงลมพัดอื้ออึง และเสียงขนนกหล่นกระทบพื้นดังกึกก้องเมาใดก็ปราศจากเสียงกิดเสียง เสียงผู้คนจอกแจกจอแจดังเข้ามา แต่ได้  แต่จอร์จกลับเปล่งเสียงไม่ออก เขาพยายามอ้าปากเท่าใดก็ปราศจากเสียง ถ้าผมมีสิทธิ์ตัดสินมอบรางวัลให้กับ The Artist ละก็ ผมคงใส่พานถวายโดยไม่ลังเล เพราะฉากนี้แหละครับ 

กระนั้น ขอสารภาพไม่อายว่า ประสบการณ์ดูหนังเงียบสำหรับผมแทบไม่มีครับ จำได้รางๆ อย่างหนังขาวดำ (แต่ไม่ใช่หนังเงียบ) หลายเรื่องที่ ชาร์ลี แชปปลิน แสดง หรือหนังมีสีพร้อมเสียง (แต่พูดน้อย) อย่างมิสเตอร์บีน ครั้นได้ดู The Artist ผมถึงกับอึ้ง ตื่นเต้น และชื่นชมหมดใจ บอกได้เต็มปากเลยว่า “ผมหลงรักหนังเรื่องนี้” 

หนังไม่พูด...แต่เต็มได้การสื่อสารยิ่งกว่าคำพูด 

หนังไม่มีสี...แต่เต็มไปด้วยสีสันเปี่ยมล้นจินตนาการ 

หนังที่ดูเหมือนจะไม่มี หากมีมหาศาลกว่าที่ผมคาดคิด