ผ้าไหมไทย งดงามแบบไทย

สไตล์... "ปฏิมา"
เส้นทางสายอาชีพ

ผ้าไหม...จากภูมิปัญญาท้องถิ่น สมควรแก่การอนุรักษ์ไว้ เพื่อเป็นสมบัติในด้านวัฒนธรรม แห่งชนชาติไทยสืบตลอดไป ผ้าไหม...เป็นเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่ง ในการแต่งกายของคนไทย และ ผ้าไหม...ห้องเสื้อที่นิยมความเป็นไทยอย่าง "ปฏิมา" โดย ปฏิมา เหล่าชัย ผู้ซึ่งเป็นทั้งเจ้าของและดีไซเนอร์ ก็หลงใหลความงามของผ้าไหมเช่นกัน

โต๋-ปฏิมา ให้สัมภาษณ์กับ หญิงไทย ว่า...

ที่มาชื่อห้องเสื้อปฏิมา

จริงๆแล้วคิดว่า ชื่อของเราเป็นคนหนึ่ง อยากให้เป็นที่ประจักษ์ หรือรู้จักให้กว้างขวาง ทั้งคนทั่วไปและคนงานของเรา ไม่เพียงแค่รู้จักในผลงาน แต่ก็รู้จักชื่อตัวเราด้วย ห้องเสื้อในสมัยก่อน มักนิยมทำอย่างนั้น อย่างพี่ไข่ยังเอาชื่อเล่นเลยนะ

เหตุที่สนใจในช่างตัดเสื้อ

แรกเริ่มอยากเป็นครู มาเรียนหนังสือที่รามคำแหง ก็เหมือนกับเด็กต่างจังหวัดทั่วไป แต่หาเงินส่งเสียตัวเองเรียน ทางบ้านไม่มีเงินส่งเสียให้ จึงไปทำงานเป็นลูกจ้างอยู่ร้านตัดเสื้อ เราก็มาคิดว่า จะไม่มาหาเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องหาความรู้เพิ่มเติมไปด้วย เลยทำงานอยู่ตามห้องเสื้อ ซึ่งมีเจ้านายที่จบนอกและก็เก่งๆกัน ถือเป็นโอกาสที่ดีและได้ความรู้ต่างๆ แล้วเริ่มมาเปลี่ยนความคิด เอ!!! ทำงานง่าย ได้เงินง่าย ก็เกิดอยากเป็นช่างเสื้อ

เป็นดีไซเนอร์ห้องเสื้อ

คือเริ่มต้นก่อนได้เป็นดีไซเนอร์ เราเป็นช่างทำแพทเทิร์นก่อน ก็มาเห็นเจ้านายวาดรูปให้ลูกค้า แล้วมักจะเอาแต่รูปภาพเดิมๆ ก็เกิดคันไม้คันมือขึ้นมา อยากวาดรูปให้ลูกค้าดูบ้าง ก็เลยขอเจ้านายทำให้ลูกค้าบ้าง แต่ลูกค้ากลับชื่นชอบ และยอมรับในผลงานเรา เลยเป็นดีไซเนอร์ประจำห้องเสื้อ พอเรียนจบรามคำแหง เอกภาษาอังกฤษนะ ก็กะจะไปเป็นครูสอนภาษา แต่มาเปลี่ยนใจไม่ได้ไปสอน ด้วยเติบโตเป็นดีไซเนอร์ มาระยะหนึ่งแล้ว ก็ไม่อยากเสียเวลาไปเริ่มต้นด้านอื่น จึงนำปริญญาแขวนไว้ข้างฝา แล้วมาทำการเปิดร้านตัดเสื้อ แม้ไม่ได้ทำงานที่ใฝ่ฝันมา แต่ทำงานอยู่กับความเป็นจริง ซึ่งเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้

ความเป็นมาห้องเสื้อปฏิมา

ผมทำด้านห้องเสื้อ ถ้านับตั้งแต่อยู่กรุงเทพฯ ประมาณ พ.ศ.2539 ซึ่งก็ประมาณ 17-18 ปีแล้ว ได้รับการจดจำจากลูกค้าดีมาก โดยเฉพาะลูกค้าที่ดูในหนังสือหญิงไทย จะให้ความสนใจเราอย่างมาก ด้วยเห็นผลงานลงในหนังสือหลายๆครั้ง แม้แต่ร้านค้าอุปกรณ์ตัดเย็บ เค้าเห็นผลงานก็ยังจำเราได้เลยนะ จึงรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก

เกิดปัญหาอุปสรรคในงาน

ก็มีปัญหาอุปสรรคมากมาย จนตัดสินใจไปอยู่ต่างจังหวัด ถามว่าธุรกิจในกรุงเทพฯดีมั้ย ดีในระดับหนึ่งเลย มันเป็นชีวิตที่สมบูรณ์ของเรา แต่เชื่อมต่อไม่ได้ กับพ่อแม่ที่อยู่ต่างจังหวัด ก็มานั่งคิดไปคิดมาว่า การยึดอาชีพช่างตัดเสื้อ อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ เลยกลับไปจังหวัดมหาสารคาม หาที่ทางเพื่อเปิดเป็นห้องเสื้อ มันก็เสี่ยงๆอยู่เหมือนกัน ลูกค้าที่อยู่ต่างจังหวัด จะมาตัดเสื้อผ้ากับเรามั้ย ในราคาระดับเกือบหมื่น แต่คิดว่าพอเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้เป็นพอ แม้ชีวิตไม่หรูหราอย่างที่เคยเป็นมา พอเอาเข้าจริงๆ มันไม่ใช่อย่างนั้น ยังมีลูกค้าติดตามมาหา จากที่สะสมลงตามนิตยสาร จึงเป็นเรื่องที่ไม่ยาก กับการทำงานอยู่ต่างจังหวัด

คอลเลคชั่นของห้องเสื้อ

มักไม่ได้คิดชื่อคอลเลคชั่น แม้ตอนร่วมงานครบรอบ 150 ปีเมืองมหาสารคาม ก็ไม่ได้มีชื่อคอลเลคชั่น เพียงนำเอาผ้าไหมหลากชนิด ซึ่งเป็นผลงานของชาวบ้าน มาส่งเสริมให้เกิดกำลังใจ ที่จะถักทอหรือสืบสานกันต่อไป งานส่วนมากของห้องเสื้อปฏิมา เราจะเน้นไปที่ผ้าไหมของไทย เสริมความหวานด้วยผ้าลูกไม้ ลูกค้าสวมใส่ไปออกงานหรูหราได้ บางครั้งสวมใส่ไปทำงานได้ด้วย บอกตามตรง...เดี๋ยวนี้ลูกค้าก็ประหยัด เพราะชุดที่ซื้อไปในระดับเกือบหมื่น ก็ไม่อยากใส่ออกงานอย่างเดียว ฉะนั้นเราต้องคิดเผื่อลูกค้าด้วย จึงพยายามออกแบบ ไม่ให้มากจนเกินไป นำสวมใส่ได้ในทุกโอกาส อย่างผ้าไหมกว่าจะทอได้สักผืน ต้องใช้ระยะเวลานานมาก กระทั่งในบางลวดลาย จะไม่ทอขึ้นมาอีกแล้ว หากนำชุดผ้าไหม มาสวมใส่ครั้งเดียว แล้วเก็บเข้าตู้ เพราะไม่กล้ามาสวมใส่บ่อยนัก ทุกอย่างก็จะหายไป ไม่มีใครมาช่วยสืบสาน หากสวมใส่แล้วมีคนเห็นเลียนแบบ จะได้มีคนทอตามขึ้นอีกก็ได้ ซึ่งเป็นการยืดอายุผ้าไหมได้อีกทางหนึ่ง

เสริมให้คอลเลคชั่นโดดเด่น

เป็นสิ่งที่น่ากลัว สำหรับคนสวมใส่ผ้าไหม คือ...ใส่แล้วแก่ นั่นเป็นความคิดคนใส่ แต่จริงๆแล้วอยู่ที่ดีไซเนอร์เช่นกัน ซึ่งเราก็มีวิธีการเฉพาะตัวตน ให้รู้สึกสวมใส่แล้ว...สวยขึ้น...น่ารักขึ้นได้ ตรงนี้เป็นโจทย์ข้อที่หนึ่ง ที่ต้องตอบต่อลูกค้าให้ได้ คือที่ว่าสวมใส่แล้วไม่แก่ ก็จะขึ้นอยู่กับแบบกับสีสัน อย่างถ้าตัดสีที่เรียบ แบบเรียบเกินจนไป จะดูนิ่งๆ ยิ่งคนอายุมาก ทุกอย่างนิ่งตามกันไป การเสริมด้วยผ้าแก้ว เสริมโบว์ หรือเสริมลูกเล่น ให้แลดูน่ารักขึ้นมา เป็นการลดอายุลงมาได้ กระโปรงทรงสอบก็มีแทรกทวิต ดูมีชีวิตในการเคลื่อนไหว หรือซื้อผ้าสีแดงมืดๆมา เราก็กุ้นด้วยผ้าสีแดงอ่อน เพื่อทำให้ทุกอย่างแลดูซอฟลง นั่นเป็นโจทย์เรื่องของผ้าไหม ที่นำสิ่งต่างๆส่งเสริมเข้าไป ก็เพื่อหนึ่ง...ให้ถูกอกถูกใจลูกค้า สอง...ให้ได้แลดูสดใสยิ่งขึ้น

มิกซ์แอนด์แม็ตช์ให้ผ้าไหม

ลูกค้าไม่อยากสวมใส่ผ้าไหมเพียงครั้งเดียว บ้างแนะนำให้เป็นชุดแสค มีผ้าคลุมไหล่บางๆ เสื้อคลุมไปใส่กับกางเกงยีนส์ หรือเสื้อกั๊กไปใส่กับเสื้อยืด กระทั่งแนะนำการแม็ตช์สีสันต่างๆ เราจะมีการแนะนำให้กับลูกค้า ตั้งแต่การออกแบบ เพราะลูกค้าไม่ต้องการจบ แค่ชุดที่ตัดเย็บกับเรา แต่ยังต้องการความคิดเห็น หรือคำแนะนำจากเราด้วย

ซื่อสัตย์ต่อผลงานต่อลูกค้า

นับเป็นสิ่งสำคัญที่สุด สำหรับห้องเสื้อปฏิมา เมื่อไม่ยอมลดเรื่องราคา เราไม่ก็ยอมลดเรื่องคุณภาพ จึงเสียเวลาเสาะหาวัสดุที่ดีที่ทนทาน ตามแหล่งที่การันตีคุณภาพได้ ซึ่งไม่ใช่เพียงร้านเล็กหรือร้านใหญ่ ฉะนั้นสิ่งที่เราได้เลือกสรรให้กับลูกค้า จะต้องเป็นสิ่งที่ดีมีคุณภาพทั้งนั้น แล้วต่อเมื่อลูกค้าเห็นในคุณภาพ ต่างก็ยินดีจะจ่ายให้กับเรา

เสน่ห์การทำงานห้องเสื้อ

ผมคิดว่า...มันเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง การทำงานบางอย่าง ต้องมาพรีเซ้นท์ตัวเองด้วยตัวตน ผู้คนถึงได้มองเห็นกัน แต่งานด้านเสื้อผ้าไม่จำเป็น อย่างวันนี้รู้สึกเครียด ก็แปลงความเครียเ มาให้คนได้ชมชอบกัน กระทั่งกำลังเศร้าโศกอยู่ ก็หยิบไปลงในผลงาน อารมณ์ต่างๆสื่อสารผ่านชิ้นงานได้ ผมมีความสุขเหมือนศิลปิน วาดรู้แล้วคนแลเห็น หรือทำให้รถติดหน้าร้าน เพื่อจอดดูผลงานเรา คือมีความสุข ที่ได้แอบดูอยู่ข้างหลัง โดยไม่ต้องไปยืนที่หน้าร้าน ให้รู้ว่าเป็นผลงานเราน่ะ นั่นเป็นความสุข เป็นเสน่ห์ที่แท้จริง ของคนทำงานห้องเสื้อ

คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าผ้าไหม

มีเยอะเหมือนกัน ใครว่าเด็กไม่ชอบสวมใส่ผ้าไหม แต่ราคามากกว่า ที่อาจแพงเกินไป ในวัยเค้าที่จะซื้อ จริงๆแล้วคนรุ่นใหม่ชื่นชม หรืออยากได้ ก็เคยมีเด็กมาซื้อเสื้อให้แม่ ในวันที่ตัวเองรับปริญญา เค้าบอกว่า ทำงานพิเศษเก็บเงินตั้งนาน เพื่อซื้อเสื้อผ้าของพี่ให้กับแม่ ก็คิดว่าวันหน้าเค้าต้องใส่ผ้าไทย เพราะวันนี้ยังอยากให้แม่ได้สวมใส่

เข้าสู้เส้นทางช่างตัดเสื้อ

ความรู้...มาเป็นอันดับแรกเลย ผมนะสอยผ้ามากับมือ ซ่อมจักรเย็บผ้าก็เป็น ทำแพทเทิร์นก็เป็น หรือปักตกแต่งก็เป็น ทุกอย่างทำได้เองทั้งหมด ถึงมาเป็นเจ้าของห้องเสื้อในวันนี้ หากคิดจะเป็นเจ้าของห้องเสื้อ ต้องมีความรู้รอบด้านทั้งหมด ช่างตัดเสื้อมีเนื้อในที่ละเอียด นอกจากนั้นต้องนอบน้อมถ่อมตน รับฟังผู้อื่นรับฟังลูกค้า ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้น ให้อยากเรียนรู้ อยากเรียนต่อ ฉะนั้นผมจะเป็นน้ำครึ่งแก้วเสมอ ยอมรับทุกความคิดคนอื่น อาจได้สิ่งดีๆกลับมา อย่างที่เราไม่ได้คาดคิด ฉะนั้นฟังแล้วเก็บไปคิด เพื่อการพัฒนาตนเองต่อไป

หลักการสร้างสรรค์งานเสื้อผ้า

คนไทยเราไม่ยึดซีซั่นเป็นหลัก แต่มักเอาเทศกาลเป็นหลัก อย่างเทศกาลวันแม่ ลูกค้าเรามีหน้าที่ไปเป็นแม่ ตามงานแม่ดีเด่นต่างๆ ก็ต้องมีรูปแบบเรียบร้อย แล้วไม่ว่าในวัยไหนของผู้หญิง ก็ต้องเน้นที่ความสวยทั้งนั้น อย่างเป็นชุดผ้าถุง ชุดไทยประยุกต์ ที่ใช้ผ้าไหมมาตัดเย็บ ส่วนเทศกาลวันพ่อ ชุดที่ประกอบด้วยสีเหลืองต่างๆเป็นสำคัญ หรือกระทั่งวันเกิดของสมเด็จพระเทพรัตนฯ เสื้อผ้าสีม่วงจะขายดิบขายดี แม้ช่วงวันวาเลนไทน์ ก็ทำสีชมพูหรือสีอ่อนหวาน มาเอาใจกลุ่มลูกค้าของเรา คือ เราจะยึดที่อากาศไม่ได้ เหมือนกับต่างประเทศ

และภาครัฐส่งเสริมผ้าไหม

ผมคิดว่า...รัฐบาลทำถูกต้องนะ หากไม่มีการส่งเสริม แล้วใครจะมาสนับสนุน ก็เมื่อเป็นสิ่งสำคัญของบ้านเมือง ซึ่งคุณค่าของผ้าไหมอยู่ที่จิตใจ เหมือนกับเราไปลาวไปเขมร ได้เห็นคนแต่งตัวพื้นเมือง ยังรู้สึกว่า...เค้าไม่ทิ้งของดั้งเดิม พร้อมกลับไปชื่นชมที่เค้านุ่งซิ่น ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องช่วยกันอนุรักษ์ มิเช่นนั้นตัวตนของเรา จะไปเหมือนกันกับทั่วโลก คนแขก คนลาว คนเขมร ก็คนเหมือนกัน แต่พอสวมใส่เสื้อผ้า...นั่นคนไทย เสื้อผ้าอาภรณ์หรือเปลือกเหล่านี้ บ่งบอกความเป็นชนชาติ ก็ควรสวมใส่สิ่งของที่เป็นบ้านเรา บางคนเพียงใส่หมวกผ้าไทย บางคนเพียงมีผ้าไทยพันคอ ก็ถือว่ารักในความเป็นไทยของเรา ไม่จำเป็นต้องสวมใส่กันทั้งตัว

นี่แหละ...ความงดงาม ที่มาจากผ้าไหมไทย