ล่องเรือไหว้พระ 9+1 วัด รอบเกาะเกร็ด

ร้อยเรื่องเมืองไทย
ช่างภาพ: 

ตอนที่ 2

เรายังอยู่ในเรือของ"โครงการล่องเรือไหว้พระ 9+1 วัดรอบเกาะเกร็ด ณ ตลาดริมน้ำวัดใหญ่สว่างอารมณ์" ถนนราชพฤกษ์ ตำบลอ้อมเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีค่ะโครงการนี้เปิดให้บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายทุกวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ จนถึงเดือนกันยายน 2558

วัดที่ห้า ที่เราเดินทางไปถึง คือ วัดฉิมพลีสุทธาวาส เดิมชื่อ "วัดป่าฝ้าย" ได้ถูกทิ้งร้างพร้อมกับวัดป่าเลไลย์ที่อยู่ติดกัน มีประวัติความเป็นมาเช่นเดียวกับวัดอื่นๆ บนเกาะเกร็ดคือสร้างแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เคยร้าง และได้รับการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อ200ปีที่แล้ว คือประมาณ พ.ศ.2358 ในครั้งรัชกาลที่ 2 และได้พระราชทานนามให้ด้วย วัดฉิมพลีได้ชื่อว่าเป็นวัดที่มีอุโบสถงามที่สุดในนนทบุรี เป็นโบสถ์แบบมหาอุตม์ ที่ยังรักษาลักษณะสถาปัตยกรรมแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาไว้ได้มาก หน้าอุโบสถที่ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างบูรณะมีตุ๊กตาจีนสองตัวมีเรื่องเล่ากันว่าเคยถูกขโมยใส่ลังไปแต่แสดงปาฏิหาริย์ให้ลังแตก จนจับขโมยได้

ของน่าดูอีกอย่างในวัดนี้คือเรือพร้อมพระเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ที่มีเจดีย์องค์เล็ก3 องค์ล้อมเจดีย์องค์ใหญ่ ตามคติมอญเชื่อว่าสร้างเพื่อรำลึกถึงครั้งพระโสณะและพระอุตตระนำพุทธศาสนาเข้ามาเผยแพร่ เจดีย์บนเรือมีความหมายถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ วัดมอญโดยทั่วไปมักมีเรือพร้อมพระเจดีย์อยู่ แต่ส่วนใหญ่พังลง ที่เกาะเกร็ดก็เหลือเพียงที่วัดฉิมพลีเท่านั้น ส่วนวัดป่าเลไลย์ร้างที่อยู่ใกล้ๆนั้น ยังหลงเหลือร่องรอยทวารบาลลายรดน้ำรูปเสี้ยวกางที่หน้าประตูโบสถ์ ให้เห็นความงดงามได้บ้าง

วัดที่หก คือ วัดกลางเกร็ด ตั้งอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มริมแม่น้ำลัดเกร็ด บ้านคลองลัดเกร็ด ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี มีพระประธานปางมารวิชัย หน้าตัก3 ศอกคืบ และพระพุทธไสยาสน์อายุกว่า 100 ปี ยาว 99 วา วัดนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ.2332 สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นมาตั้งแต่ครั้งที่พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระโปรดฯให้ขุดคลองลัดนี้ในสมัยอยุธยา ปัจจุบันคลองลัดนี้ได้ขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นแม่น้ำ วัดจึงตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาสายใหม่

ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของพระอุโบสถหลังเก่าที่กำลังบูรณะแสดงให้เห็นถึงความเก่าแก่ของวัดได้เป็นอย่างดี ส่วนหอไตรกลางน้ำสภาพสมบูรณ์ยังคงงดงามแบบเรียบง่ายด้วยฝีมือช่างท้องถิ่น พระพุทธรูปสำคัญของวัดซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน คือพระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อพระนอน) ตามประวัติกล่าวว่า...วัดมีพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง เป็นพระพุทธรูปเก่าไม่ปรากฏว่าสร้างในสมัยใด ต่อมาชำรุดทรุดโทรมมากจึงได้มีการบูรณะขึ้นใหม่ทั้งองค์ โดยดูแบบจากพระพุทธไสยาสน์ที่มีชื่อเสียงของวัดอื่น พระพุทธไสยาสน์องค์ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในวิหาร ประทับนอนสีหไสยาสน์ พระพาทาและพระกรพับขึ้นตั้งรับพระเศียรอยู่หน้าพระเขนย พระหัตถ์ขวารองรับพระเศียรอยู่บนพระเขนย กลวงฝ่าพระบาทมีรูปจักร ซึ่งหมายถึงจักรที่หมุนไปโดยรอบทั่วพื้นพิภพ อันเป็นสัญลักษณ์ของจักรพรรดิราชตามตำรามหาบุรุษลักษณะ 32 ประการ คือฝ่าพระบาทเป็นจักรลักษณะ ซึ่งช่างตีความเป็นรูปจักรกลางฝ่าพระบาท ในทางศาสนาพระพุทธเจ้าก็ทรงเทียบเท่ากับจักรพรรดิราช

วัดที่เจ็ด คือ วัดเชิงเลน มีตำแหน่งที่ตั้งแต่เดิมอยู่บริเวณโค้งหักศอกของแม่น้ำ มีโคลนเลนทับถมมาก เมื่อตั้งวัดขึ้นจึงเรียกกันว่าวัดเชิงเลน อุโบสถวัดเชิงเลนในปัจจุบันอยู่ต่ำกว่าพื้น ภายในเขียนจิตรกรรมขึ้นใหม่เป็นภาพพุทธประวัติ วัดเชิงเลนสร้างในสมัยอยุธยาตอนกลาง พร้อมวัดท้ายอ่าว (ร้าง) และวัดเชิงท่า (ร้าง) ทรุดโทรมลงจนปี พ.ศ.2450 ได้รับการพัฒนาและขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ 1 เม.ย. 2456 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ หล่อพระพุทธรูปทรงบาตร ประดิษฐานหน้าวัดบริเวณจุดตัดแม่น้ำ

วัดที่แปด คือ วัดท่าอิฐ ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ.2316 ที่แห่งนี้เคยเป็นจุดที่ชาวมอญปั้นอิฐและเป็นท่าน้ำนำอิฐลงเรือ ไปสร้างกรุงธนบุรีและกรุงเทพมหานคร มีพระพุทธรูปปางประทานพรทรงพม่าที่มีคนนับถือกันมากอยูในมณฑปริมน้ำ ในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพพระครูนนทกิตติคุณ อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าอิฐ เล่าว่า เดิมวัดนี้อยู่ในที่ดอน ต่อมาย้ายลงมาอยู่ใกล้ริมน้ำเจ้าพระยาเพื่อสะดวกในการสัญจรไปมา เมื่อครั้งรัชกาลที่ 1 ส่งทหารไปสมทบกับหัวเมืองภาคใต้เข้าตีปัตตานี ครั้งนั้นได้นำชาวมุสลิมขึ้นมาด้วย และได้ให้มาอยู่รอบๆ วัดท่าอิฐนี้ ปัจจุบันบริเวณใกล้เคียงวัดจึงเป็นชุมชนมุสลิมขนาดใหญ่ มีมัสยิดท่าอิฐเป็นที่รู้จักกันทั่วไป

อาคารเสนาสนะในวัดนี้ส่วนใหญ่สร้างขึ้นใหม่ ที่แปลกตาคือมีโบสถ์และวิหารอยู่ในอาคารเดียวกัน เป็นอาคารสองชั้น ชั้นบนด้านหน้าเป็นวิหารประดิษฐานหลวงพ่อโต ส่วนชั้นล่างทำเป็นศาลาอเนกประสงค์ด้านหลังโบสถ์มีเสมาหินทรายแดงติดอยู่ที่ผนัง นอกจากนี้ยังมีศาลปู่อินอยู่ด้านหลังมณฑปริมน้ำ มีเรื่องเล่าว่าปู่อินเป็นชาวบ้านละแวกนี้ มีอาชีพทำตาล วันหนึ่งตกต้นตาลตาย ต่อมามีคนพยายามตัดต้นตาลลงแต่โค่นไม่ล้ม จนหลวงพ่อสั้น อดีตเจ้าอาวาส ให้คนไปตัดต้นตาลมาทำเสาผูกเรือที่หน้าวัด โดยหลวงพ่อเอ่ยปากชวนให้ "มาอยู่ด้วยกัน" ต้นตาลจึงล้ม โคนต้นตาลส่วนหนึ่งตั้งไว้เป็นอนุสรณ์ในศาล ส่วนลำต้นยังปักเป็นเสาผูกเรืออยู่ที่ท่าน้ำหน้าวัดมาจนปัจจุบัน

วัดที่เก้า คือ วัดแสงสิริธรรม เดิมชื่อ "วัดขวิด" เป็นวัดร้างที่สร้างขึ้นมาใหม่ พ.ศ.2327 นับถึงปัจจุบันก็มีอายุประมาณ231ปี ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ.2334 พระอุโบสถ บูรณะเมื่อ พ.ศ.2392 มีลักษณะทรงโบราณเครื่องบนไม้สัก หลังคามุงกระเบื้องดินเผา มีปูนปั้นลายดอกไม้ประดับอยู่ที่กรอบประตูและหน้าต่าง พระประธานปางมารวิชัย นามว่า "หลวงพ่อโต" เป็นพระพุทธรูปสมัยกรุงศรีอยุธยาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในปากเกร็ด และที่ชาวบ้านเลื่องลือกันมาก คือความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อดำ พระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อด้วยโลหะสัมฤทธิ์ลงรักปิดทอง เนื่องจากเคยสูญหายและถูกขโมยไปหลายครั้งแล้วแต่ก็ได้กลับคืนมาทุกครั้ง

เราล่องเรือไหว้พระด้วยความอิ่มใจครบทั้ง9วัด และบวกหนึ่งอีกวัด คือวัดปรมัยยิกาวาสค่ะ ท่านที่สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ กองส่งเสริมคุณภาพชีวิต องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี โทร.0-2591-6700 (ในวันและเวลาราชการ) หรือ 08-1337-6754 08-1349-5168 08-9201-0957 08-1398-5806 08-9455-3868...แล้วคุณจะมีกิจกรรมวันหยุดสุดสัปดาห์กับครอบครัวที่สนุกสนานและเบิกบานใจที่สุดค่ะ