ยิ่งให้...

ยิ่งได้รับ
เศรษฐกิจประจำบ้าน

ข่าวเหตุการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหว 7.8 ริกเตอร์ที่ประเทศเนปาล เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2558 ทำให้ชาวโลกและรวมทั้งคนไทยต่างสะเทือนใจกับเหตุการณ์อันน่าสลดใจนี้ เพราะมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก และยังเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกหลายระลอก บ้านเรือน สถานที่สำคัญๆ เกิดความเสียหายอย่างมากมาย เช่น บริเวณจัตุรัสปาทาน ดูร์บาร์ แหล่งมรดกโลกที่องค์การยูเนสโกให้การรับรอง หลังจากแผ่นดินไหวได้ทำให้อาคารเก่าแก่หลายแห่งพังถล่มลงมา ประชาชนชาวเนปาลจำนวนมากไร้ที่อยู่อาศัย ทำให้ประเทศต่างๆทั่วโลกต้องระดมเร่งให้ความช่วยเหลือในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านบุคลากร แพทย์ พยาบาล ทหาร หรือการร่วมบริจาคเงิน สิ่งของและปัจจัยเพื่อการดำรงชีพ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวเนปาลที่ประสบภัยพิบัติแผ่นดินไหว

การระดมความช่วยเหลือในครั้งนี้มีหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนในประเทศไทยมีความประสงค์ที่จะช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยมีการเปิดรับบริจาคเงินและสิ่งของเพื่อรวบรวมส่งไปช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ให้แก่ประชาชนชาวเนปาล ซึ่งกรมสรรพากรชี้แจงว่าผู้ที่บริจาคสามารถนำเงินหรือมูลค่าทรัพย์สินที่บริจาคไปหักเป็นค่าลดหย่อน หรือหักเป็นรายจ่ายในการเสียภาษีได้ โดยหากผู้บริจาคที่เป็นบุคคลธรรมดา สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้เฉพาะการบริจาคเป็นเงิน ด้วยการโอนเงินเข้าบัญชี เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยของหน่วยงานราชการที่เปิดรับบริจาคเป็นการเฉพาะ หรือผ่านบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น ได้แก่ สถานีโทรทัศน์หรือมูลนิธิของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้บริจาคสามารถนำเงินบริจาคไปหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีได้ตามจริง (รวมกับเงินบริจาคอื่นๆที่เคยมีด้วย) แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆแล้ว โดยใช้หนังสือสำคัญการรับเงินบริจาคที่ส่วนราชการ หรือนิติบุคคลที่เป็นตัวแทนรับบริจาคออกให้ หรือใบโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร หรือสลิปของธนาคาร เพื่อเป็นหลักฐานในการนำไปหักลดหย่อน และหากผู้บริจาคที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ก็จะสามารถนำเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาคไปหักรายจ่ายได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิในปีที่บริจาค นอกจากนี้ กรณีการบริจาคทรัพย์สินหรือสินค้าดังกล่าว ก็ถือเป็นเหตุอันสมควรที่ไม่มีภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีที่บริจาคผ่านบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่รับ บริจาคเงินหรือทรัพย์สิน ก็สามารถนำไปลดหย่อนหรือหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีได้ โดยมีเงื่อนไขว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่รับบริจาคเงินหรือทรัพย์สิน ต้องนำเงินและทรัพย์สินที่ได้รับบริจาคมาทั้งจำนวนนั้น ไปบริจาคให้แก่หน่วยงานของส่วนราชการไทย (เช่น สำนักนายกรัฐมนตรี) เท่านั้น เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย และหน่วยงานราชการนั้นจะต้องออกหนังสือสำคัญหรือหลักฐานที่แสดงว่าได้รับการบริจาคโดยมียอดเงินหรือทรัพย์สินที่เป็นยอดรวมทั้งสิ้นตรงกับยอดที่รับบริจาคมาทั้งจำนวน แต่หากว่าตัวแทนรับบริจาคนำไปมอบให้แก่ผู้ประสบภัยโดยตรง ผู้บริจาคจะไม่ได้รับสิทธิ์ในการหักลดหย่อนแต่อย่างใด และในกรณีคู่สมรสซึ่งสามีและภรรยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย กฎหมายกำหนดให้ถือว่า เงินได้ของภรรยาเป็นเงินได้ของสามี และสามีเป็นผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี โดยถือว่าสามีและภรรยาเป็นหน่วยภาษีเดียวกัน ดังนั้น ในส่วนของเงินบริจาคไม่ว่าจะเป็นการบริจาคในนามของสามีหรือภรรยา สามีมีสิทธิ์นำเงินบริจาคทั้งในส่วนของตนเองและในส่วนของภรรยามาหักลดหย่อนใน การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากสามีใช้สิทธิ์เลือกไม่นำเงินได้ในส่วนของตนทั้งหมดมารวมเป็นฐานภาษีในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สามีไม่มีสิทธิ์นำเงินบริจาคในส่วนของตนเองมาหักลดหย่อน แต่มีสิทธิ์นำเงินบริจาคเฉพาะส่วนของภรรยามาหักลดหย่อนได้เท่านั้น

และถ้าหากมีผู้ที่สนใจจะบริจาคให้วัดที่เนปาลโดยตรง ผู้บริจาคไม่สามารถนำมาหักลดหย่อนเงินบริจาคได้ เพราะตามประมวลรัษฎากร วัดที่ก่อตั้งขึ้นในต่างประเทศ ไม่สามารถนำมาหักได้ ส่วนการบริจาคให้วัด (ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505) โบสถ์ทางคริสต์ศาสนา หรือมัสยิดตามศาสนาอิสลาม ที่ตั้งในประเทศไทย สามารถหักลดหย่อนได้ ตามมาตรา 47 (7) แห่งประมวลรัษฎากร

ความช่วยเหลือในการร่วมบริจาคให้ประเทศและประชาชนชาวเนปาลสามารถส่งผ่านได้หลายช่องทางทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่

รัฐบาล : สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดช่องทางบริจาค ผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาทำเนียบรัฐบาล ชื่อบัญชี "หัวใจไทย ส่งไปเนปาล" บัญชีเลขที่ 067-0-10330-6

กองทัพไทย : บริจาคผ่านทางธนาคารทหารไทย บัญชีออมทรัพย์ สาขาโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ชื่อบัญชี "น้ำใจไทย เพื่อผู้ประสบภัยเนปาล" บัญชีเลขที่ 038-7-296-32-0

สภากาชาดไทย : เปิดรับเงินบริจาคผ่านบัญชีธนาคารกสิกรไทย สำนักสีลม ชื่อบัญชี "สภากาชาดไทยเพื่อภัยพิบัติ" ประเภทบัญชี "กระแสรายวัน" เลขที่ 001-1-34567-0 สำหรับท่านที่ต้องการรับใบเสร็จรับเงินให้ส่งหลักฐานการโอนเงิน พร้อมชื่อ-นามสกุล และที่อยู่ และระบุว่า "เพื่อช่วยเหลือผู้ ประสบภัยที่เนปาล" เลือกส่งเอกสารมาทางใดทางหนึ่งมาที่แฟ็กซ์ 0-2250-0312 หรือ 0-2652-4440 หรืออี-เมล pr-fund-rc@hotmail.com สอบถาม เพิ่มเติม โทรศัพท์ 0-2256-4440-3 0-2255-9911 และ 0-2251-1218

ธนาคารไทยพาณิชย์ : ระดมน้ำใจช่วยเหลือผู้ประสบเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศเนปาล ผ่านบัญชีเลขที่ 111-3-90911-5 มูลนิธิสยามกัมมาจล-ไทยพาณิชย์เพื่อผู้ประสบภัย ได้ที่สาขาทั่วประเทศ หรือบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ที่เครื่องเอทีเอ็มของธนาคารไทยพาณิชย์ ทั่วประเทศ ผู้บริจาคสามารถส่งสำเนาการโอนเงิน พร้อมแจ้งชื่อ-สกุล ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ และส่งโทรสาร (Fax.) มาที่ 0-2544-1040 หรือ email : helpnepal@scb.co.th เพื่อจะจัดส่งใบเสร็จรับเงินให้กับผู้บริจาคเงินสำหรับนำไปใช้ในสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่อไป สอบถามข้อมูลการบริจาคเพิ่มเติมได้ที่ SCB Call Center 0-2777-7777

องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย : ระดมทุนช่วยเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวในเนปาล ซึ่งสามารถบริจาคผ่านธนาคารชื่อบัญชี องค์การยูนิเซฟ

  • ธ.กรุงเทพ (กระแสรายวัน) สาขาสำนักงานก.พ. เลขที่บัญชี 201-3-01324-4
  • ธ.กรุงไทย (กระแสรายวัน) สาขาบางลำพู เลขที่บัญชี 167-6-00662-1
  • ธ.กรุงศรีอยุธยา (กระแสรายวัน) สาขาบางลำพู เลขที่บัญชี 011-0-06153-6
  • ธ.กสิกรไทย (กระแสรายวัน) สาขาบางลำพู เลขที่บัญชี 008-1-09766-6
  • ธ.ไทยพาณิชย์ (กระแสรายวัน) สาขาบางลำพู เลขที่บัญชี 003-3-10443-3

หลังจากดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ถ้าต้องการใบเสร็จเพื่อนำไปลดหย่อนภาษี กรุณาส่งใบโอนเงิน พร้อมทั้งชื่อ ที่อยู่ และเบอร์ติดต่อ ส่ง fax. กลับมาที่ 0-2356-9229 หรือ 0-2281-6033 วงเล็บว่า "เนปาล ออนไลน์"

เมื่อกล่าวถึงการบริจาคเงินแล้ว ก็อาจจะมีคำถามตามมาว่า แล้วการบริจาคให้วัดประเภทอื่น เช่น การทำบุญทอดกฐิน ก็สามารถนำหลักฐานมาหักค่าลดหย่อนได้เช่นกัน หากบริจาคเงินทำบุญทอดกฐินที่วัดที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และได้รับการประกาศตั้งเป็นวัดในพระพุทธศาสนาตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ก็มีสิทธิ์นำเงินบริจาคดังกล่าวไปหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคล ธรรมดา ตามมาตรา 47(7) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้พึงประเมินหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆแล้ว ส่วนในกรณีที่ในใบอนุโมทนาบัตรมีชื่อผู้บริจาคร่วมกันสองคน จะมีสิทธิ์หักลดหย่อนเงินบริจาคได้แค่คนละครึ่งหนึ่ง รูปแบบของใบอนุโมทนาบัตรหรือใบเสร็จ ควรมีข้อความที่ระบุ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ออกใบรับ ชื่อหรือยี่ห้อของผู้ออกใบรับ เลขลำดับของเล่มและของใบรับ วัน เดือน ปีที่ออกใบรับ และสุดท้ายคือ จำนวนเงินที่รับ

การบริจาคเงินให้กับองค์กรสาธารณกุศลต่างๆตามที่กล่าวมา เช่น วัด หรือสถานพยาบาลของรัฐ สถานศึกษาของรัฐและเอกชน สถานพักฟื้นเด็ก คนพิการ คนชรา สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายไปจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้พึงประเมินหลังหักรายการลดหย่อนภาษีตัวอื่นๆแล้ว เช่น ถ้าฐานภาษีของคุณอยู่ที่ 10% การบริจาคเงิน 10,000 บาท จะช่วยให้คุณประหยัดภาษีได้ 1,000 บาท โดยผู้เสียภาษีต้องเก็บใบเสร็จรับเงินบริจาคไว้เป็นหลักฐาน ส่วนการบริจาคให้กับมูลนิธิหรือสมาคมต่างๆ จะนำมาหักค่าลดหย่อนได้ต้องเป็นมูลนิธิหรือสมาคมที่มีรายชื่ออยู่ในประกาศกระทรวงการคลังว่าด้วยภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 2 ซึ่งมีประมาณ 800 กว่าแห่งในปัจจุบัน ซึ่งสามารถตรวจสอบรายชื่อได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร (http://www.rd.go.th)

นอกจากนี้เงินบริจาคที่สามารถหักค่าลดหย่อนได้อีกประเภทหนึ่ง คือ การบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการศึกษา บุคคลธรรมดาที่บริจาคเงินหรืออุปกรณ์การเรียนให้กับสถานศึกษาของรัฐ และเอกชนตามประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ ค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดหาที่ดิน จัดสร้างอาคาร จัดหาอาคารพร้อมที่ดิน ให้กับสถานศึกษา การบริจาคเพื่อจัดหาอุปกรณ์สนับสนุนการเรียนการสอนและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา กรณีบริจาคเครื่องคอมพิวเตอร์ ต้องเป็นอุปกรณ์ที่ไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน แต่ไม่สามารถนำมูลค่าของเครื่องคอมพิวเตอร์มาตีมูลค่าเพื่อนำมาหักลดหย่อนได้ และเงินบริจาคในการจ้างครู อาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา ทุนการศึกษา ทุนวิจัยสามารถหักภาษีได้ 2 เท่าของเงินที่บริจาคไปจริง แต่หักภาษีได้ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนภาษีอื่นๆ เช่น ฐานภาษี 10% บริจาคให้โรงเรียน 10,000 บาท จะช่วยให้ประหยัดภาษีได้ 2,000 บาท การนำยอดเงินบริจาคมาคิดลดหย่อนสามารถทำได้ไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิ เช่น เงินได้สุทธิ 500,000 บาท จะนำยอดเงินบริจาคมาคิดได้ไม่เกิน 50,000 บาท (ถ้าเป็นสถานศึกษาก็คือ 25,000 บาท เพราะเมื่อคิดสองเท่าก็คือ 50,000 บาท) กรณีบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล นำเงินไปบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษา หักภาษีได้ 2 เท่าของที่บริจาค แต่ไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิ

นอกจากการบริจาคในรูปแบบดังที่กล่าวมาแล้วนั้น คนไทยอย่างเราๆท่านๆ ก็มักต้องเสียภาษีสังคม หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า รายจ่ายเพื่อการเข้าสังคม สมาคม หรือการจ่ายเพื่อการสร้างเครือข่ายทางสังคม ซึ่งรายจ่ายหลักๆ มักเกี่ยวเนื่องกับงานประเพณีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น งานศพ งานแต่งงาน งานบวช งานวันเกิด งานขึ้นบ้านใหม่ งานฉลองรับปริญญา เลี้ยงเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง อื่นๆอีกมากมาย รวมถึง การใส่ซองทำบุญทอดกฐิน ทอดผ้าป่า การเรี่ยไรทำบุญในโอกาสพิเศษต่างๆ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้สำหรับบางท่านอาจเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว ถ้ารู้จักคนมาก มีลูกน้องบริวารเยอะ ซึ่งต้องจัดสรรบริหารเงินเพื่อสภาพคล่องทางการเงินเฉพาะบุคคล แล้วการเสียภาษีสังคมเหล่านี้มักจะไม่ได้อะไรกลับคืนมาอย่างเป็นรูปธรรมด้วย และไม่ควรคาดหวังต่อสิ่งที่จะได้รับกลับมา


จริงๆแล้ว การบริจาคเงินหรือสิ่งของต่างๆ นอกจากเป็นการแสดงสินน้ำใจให้กับผู้รับ จึงไม่ควรคำนึงถึงสิ่งตอบแทนที่จะได้กลับคืน ความสุขที่ได้เป็นผู้ให้เป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่า ให้มากให้น้อยก็ขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์ของแต่ละคน ถ้าคุณไม่พร้อมที่จะเป็นผู้ให้ในด้านกำลังทรัพย์ หรือถ้าให้แล้วลำบาก ตัวเองเป็นทุกข์ เปลี่ยนเป็นการให้ด้วยกำลังแรงกายแรงใจก็ได้ การให้ก็สามารถสมบูรณ์ได้ แล้ววันหนึ่งกุศลผลบุญที่เกิดมาได้เป็นผู้ให้บ้าง ก็จะได้รับเอง...