วิหารเทพวิทยาคมงานประติมากรรมเซรามิคใหญ่ที่สุดในเอเชีย

รายงานพิเศษ

เนื่องในโอกาสมหามงคลที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 7 รอบ และเนื่องในโอกาสที่ หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ มีอายุครบ 90 ปี บรรดาศิษยานุศิษย์ และประชาชนทุกหมู่เหล่า ร่วมมือร่วมใจ และลงเงินเพื่อสร้างวิหารเทพวิทยาคม (วิหารปริสุทธปัญญา) กลางบึงใหญ่ขนาด 30 ไร่ ในวัดบ้านไร่ ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เป็นโครงการระยะที่ 3 ของอุทยานธรรมวัดบ้านไร่ ด้วยความมุ่งหมายให้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธเจ้า และเป็นศูนย์กลางเผยแพร่พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้ประชาชนทั่วไปได้เรียนรู้และเข้าใจอย่างง่ายๆโดยไม่ต้องอ่านหรือท่องจำ แล้วเลือกหยิบหลักธรรมที่ถูกจริตกับตนไปปฏิบัติจริงแม้เพียงข้อเดียวก็เพียงพอ ทั้งนี้ให้สอดคล้องกับคำสอนหลวงพ่อคูณ ซึ่งเรียบง่ายชัดเจนตามหลักพระธรรมคำสอน สามารถนำไปปฏิบัติได้

"เราวางอุบายไว้ข้อหนึ่ง คือ การทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ให้พุทธศาสนิกชนทุกคนควรจะมาเพื่อให้เข้าใจธรรมะ และพบพระพุทธเจ้าเหมือนกับชาวมุสลิมที่ต้องไปเมกกะสักครั้งหนึ่งในชีวิต ใช้ศิลปะเป็นอุบาย เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงคำสอนของพระพุทธองค์อย่างง่ายๆ บังเกิดปัญญา มีความเข้าใจ จดจำง่าย และนำไปปฏิบัติตามให้บรรลุผลแห่งกุศลธรรมได้ เฉพาะหัวช้างเอราวัณ มีน้ำหนักถึง 520 ตัน วิหารตอกเสาเข็มรับน้ำหนักปลอดภัยสูงสุดได้ 45,000 ตัน มีฐานรองรับ ป้องกันแรงดันน้ำใต้ดินและเมื่อเกิดแผ่นดินไหว" เกรียงไกร จารุทวี ผู้อำนวยการโครงการก่อสร้างวิหารเทพวิทยาคม กล่าวให้ข้อคิดว่า วิหารเทพวิทยาคมเป็นเหมือนโรงเรียนศิลปะที่เปิดกว้างให้ศิลปินทุกคนได้คิดงานตามสไตล์ของตนเอง ด้วยสุดยอดของการบริหารคือจัดการคน ทำอย่างไรจะกุมหัวใจคนจำนวนมากไว้ได้ เพราะเมื่อได้ใจของทุกคนแล้ว จะทำงานสิ่งใดก็มีแต่ราบรื่น โดยเฉพาะงานที่ต้องอาศัยคนจำนวนมากเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

"ลำพังแค่ใช้พระเดชและพระคุณดูจะไม่พอมือ ต้องมีจิตวิทยาของการเป็นผู้นำ ทั้งหมดนี้ผมได้เรียนรู้การทำงานจาก คุณชำนาญ ยุวบูรณ์ ทำหน้าที่เป็นทั้งครูและผู้มีพระคุณมาโดยตลอดกว่า 40 ปีที่ผมทำงานกับท่าน ผมเรียนรู้ความเป็นนักอ่านหนังสือและการอ่านคนจากท่านมาใช้ในการทำงาน" เกรียงไกร จารุทวี เปิดเผยเบื้องลึกในการมีผู้นำแนวคิดต้นแบบ ทั้งนี้ฝ่ายจัดหาทุนและสนับสนุนเงินทุน มี ขรรค์ชัย บุนปาน ประธานอำนวยการกิตติมศักดิ์ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษา ว่าที่ร้อยตรี ไพโรจน์ สุวรรณฉวี ประธานอำนวยการ ร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี ที่ปรึกษาโครงการ และมีคณะกรรมการวัดบ้านไร่ พลตำรวจตรี มหัคฆพันธ์ สุรคุปต์ ประธานกรรมการ เกรียงไกร จารุทวี รองประธานกรรมการ ฯลฯ

วิหารเทพวิทยาคม วิหารธรรมเซรามิคกลางน้ำ ประดับเซรามิค20ล้านชิ้น ใหญ่ที่สุดในเอเชีย สถาปัตยกรรมของวิหารเกิดจากน้ำหนึ่งในเดียวกันรวมพลังกันรังสรรค์เป็นประติมากรรมชิ้นเอก ปรากฏรายละเอียดยิบย่อยที่เป็นการเรียงร้อยด้วยชิ้นกระเบื้องโมเสกกว่า20ล้านชิ้น ไล่เฉดสีวิจิตรงดงาม เริ่มตั้งแต่สะพานพญานาค มีพญานาค19เศียร จำนวน 2 ตน ทางเดินเชื่อมผ่านโลกมนุษย์สู่โลกแห่งธรรมที่ทอดข้ามบึงน้ำไปยังตัวอาคารเป็นช้างเอราวัณ หลังคาทรงกลีบมะเฟืองเป็นชั้นๆ 48กลีบ ผ่านซุ้มประตูบารมีที่ท้าวจตุโลกบาลประจำซุ้มอภิมหาบารมีทั้ง 4 ทิศ เข้าไปสู่ดินแดนแห่งธรรม เทพผู้รักษาช้างเอราวัณประจำที่ขาทั้งสองข้างเป็นศิลปะแบบคันธารราษฎร์ รูปแบบกรีก และโรมัน บริวารทั้งสี่ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ นาค ยักษ์ มีบุคลิกที่แตกต่างจากการตีความตามจินตนาการของศิลปิน ยังมี เทพโพไซดอน นางเงือก บริวารพระวรุณประดับด้วยเซรามิคชิ้นเล็กๆ ประดับที่ซุ้มอภิมหาบารมีพระพิรุณ เทวดาบริวารของพระอินทร์ เทพปัญญาบารมีอยู่ใต้ซุ้มอภิมหาบารมีพระอินทร์ ใช้เทคนิคทั้งการลงสี และประดับด้วยเซรามิค ด้านข้างมองระยะไกลเป็นเทพปกปักรักษาขาช้างเอราวัณเป็นปูนปั้นศิลปะคันธารราษฎร์

ในทุกอณูของเนื้องานศิลปะที่เห็นนั้น เป็นงานจิตรกรรม งานประติมากรรม งานศิลปะเซรามิค โครงสร้างอาคารที่สวยงามแปลกตาสื่อให้เข้าไปถึงพระธรรม และพระวินัยของพระพุทธองค์

"ผมเข้ามาทำงานดำเนินการก่อสร้างวิหารเทพวิทยาคม ในปี 2552 ขณะที่โครงการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ เริ่มต้นขึ้น จู่ๆกรรมการวัดบ้านไร่ท่านหนึ่งได้มาขอร้องให้เข้ามาช่วยดำเนินการออกแบบก่อสร้างในส่วนพิพิธภัณฑ์หลวงพ่อคูณ ซึ่งก่อสร้างมานานกว่า3ปี แต่ไม่แล้วเสร็จ ปรากฏว่าภายใน3เดือนครึ่ง งานทุกอย่างก็ลุล่วง จึงได้รับความไว้วางใจให้ช่วยดำเนินการต่อในส่วนของโครงการระยะที่ 2 คือ ศาลาสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และศาลาปริสุทธาร (ศาลาน้ำมนต์) ทีแรกผมบอกไปว่าหลวงพ่อคูณไม่สั่ง ผมไม่ทำ ในใจคิดว่ารอดตัวแล้ว เพราะคงไม่มีใครกล้าสั่งท่าน ต่อมาในเดือนตุลาคม 2552 เป็นวันแรกที่ผมได้กราบท่าน หลังจากทำพิพิธภัณฑ์เสร็จแล้ว ท่านเรียกผมเข้าไปหา นั่งบนเตียงแล้วท่านพูดว่า มึงไม่ทำ แล้วใครจะทำ" เกรียงไกร จารุทวี กล่าว

วิหารเทพวิทยาคม ศาสนสถานที่มีพุทธศิลป์งดงามแปลกตากลางบึงน้ำกว้างใหญ่เป็นโครงการระยะที่ 3 ของแผนพัฒนาอุทยานธรรม วัดบ้านไร่ (โครงการระยะที่ 1 สร้างเมื่อปี 2552 พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ โครงการระยะที่ 2 สร้างเมื่อปี 2553 คือ ศาลาสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (ศาลาปริสุทธรรม) ศาลาปริสุทธาร หรือศาลาน้ำมนต์ สวนป่าปฏิบัติธรรม หอผลิตน้ำประปา และห้องสุขา แบบพิเศษ 10 ห้อง

วิหารเทพวิทยาคมใช้เวลาก่อสร้างเพียง 3 ปี เป็นอาคารแห่งเดียวที่ไม่มีสถาปนิกวาดรายละเอียด เพียงแต่ยึดโจทย์หลักของการก่อสร้าง คือ ทุกคนต้องอ่านพระไตรปิฎกเพื่อทำความเข้าใจในคำสอนของพระพุทธองค์ แล้วจึงกลั่นออกมาเป็นชิ้นงาน รวมถึงสถาปนิกผู้ออกแบบโครงสร้าง "การที่จะหาสถาปนิกอ่านพระไตรปิฎกนั้นยากราวกับการงมเข็มในมหาสมุทร ตอนแรกถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ เรามีสเก๊ตช์อยู่เต็มไปหมดทุกมุม แต่ไม่มีคนทำ ในที่สุดเราเลือกใช้วิศวกรโครงสร้างร่วมกับศิลปิน คุณสัมพันธ์ สารารักษ์ ช่วยกันออกแบบ ผมวางแนวคิดหลัก เราทุกคนร่วมกันแสดงความคิด และอ่านพระไตรปิฎกควบคุมศิลปิน ช่วยกันกำหนดรูปแบบโทนสีเรื่องราวของศิลปะ"

เป็นเรื่องแปลกแต่จริง สัมพันธ์ สารารักษ์ ไม่เคยทำงานด้านออกแบบมาก่อน เป็นจิตรกรทำงานวาดรูปเป็นหลักแต่ เกรียงไกร จารุทวี รู้จักกันมากว่า 20 ปี เอ่ยว่าจะสร้างสถาปัตยกรรมเพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรมที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดนครราชสีมา ด้วยโจทย์ที่ว่า ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมะที่เข้าใจง่ายอยู่กลางน้ำ

วิหารเทพวิทยาคม เปรียบเสมือนร่างกายของคนเรา วิหารเป็นรูปทรงจตุรมุข มีทางเข้า 4 ด้าน ซุ้มพระอินทร์ทางทิศตะวันออก ซุ้มพระยมทางทิศใต้ ซุ้มพระวรุณทางทิศตะวันตก ซุ้มพระกุเวรทางทิศเหนือ คือ ตัวแทนของปฐมธาตุทั้ง 6 ดิน น้ำ ลม ไฟ ใจ และความว่างเปล่า ดังนั้น หลักธรรมะต้องเรื่องมงคลชีวิต 38 ประการ คือ 19 ข้อควรปฏิบัติ และ 19 ข้อควรละเว้น จึงเป็นที่มาของพญานาค 19 เศียร 2 ตน

บนเพดานระเบียงคดรอบวิหารชั้นล่าง เป็นฝีมือศิลปิน เสงี่ยม ยารังสี ที่เขียนภาพจักรวาล เริ่มต้นจากทิศตะวันออกตรงกับซุ้มพระอินทร์ เป็นภาพท้องฟ้ายามอรุณรุ่ง เวียนประทักษิณาวรรตทางทิศใต้เป็นท้องฟ้ายามเที่ยงวัน เมื่อเดินมาจนถึงซุ้มพระกุเวรตรงทิศเหนือ เปรียบเหมือนชีวิตที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ทุกอย่างย่อมเป็นไปตามสังสารวัฏ การเอาธรรมะออกมาให้คนได้สัมผัส เสาพระชาติให้คนมาจับลูบคลำ ทำให้เกิดความสุข แล้วธรรมะก็มา เพราะธรรมะที่แท้จริงอยู่ในตัวคน ไม่ได้อยู่ในหนังสือ

รูปหล่อโลหะสำริดปิดทองหลวงพ่อคูณ ซึ่งอยู่บนดาดฟ้าชั้นบน คือ ธาตุใจ มีพระพุทธเจ้าอยู่ด้านหลังคอยดูแลสั่งสอน เป็นพระพุทธรูปประทับยืนปางประทานพร และธาตุว่าง คือความว่างเปล่า หมายความว่าตัวตนเราสุดท้ายแล้วก็ไม่มีอะไรกลับไปสู่ความว่างเปล่า

เป็นเวลา 2 ปี กับอีก 164 วัน ชาวบ้านจำนวน 600 คน ที่ถนัดมือซ้ายหรือถนัดมือขวาไม่ได้เป็นอุปสรรคในการทำงานฝีมือ ทั้งวี่ทั้งวันตั้งแต่เช้ายันเย็นด้วยความวิริยะอุตสาหะ ร่วมใจกันด้วยมือน้อยๆที่บรรจงแปะติดเซรามิคด้วยกาวซีเมนต์ตราจระเข้เขียว ใจเปี่ยมสมาธิ เซรามิคเคลือบเงาชิ้นเล็กๆนับล้านชิ้นมาอยู่ด้วยกันแล้วสวยเหมือนภาพวาด วิจิตรตระการตาในงานศิลปะ โดยเฉพาะงานจิตรกรรม ประติมากรรมและเซรามิคกรรม ทำได้อย่างผสมกลมกลืนสวยงาม งานเซรามิคมีหัวหน้าช่างควบคุมงาน คือ เชิดชัย เทียมทะนงค์ หัวหน้าใหญ่ ฐิติพงศ์ ทับทิม อำนาจ จันทร์ลอย กิตติกานต์ สุขสถาน จีระพรรณ สมตัว ทั้งนี้แรงงานชาวบ้านเป็นผู้ติดเซรามิคอย่างละเอียดด้วยจิต ศรัทธา สมาธิ เพราะ1วัน1คนสามารถติดเซรามิคได้เพียงไม่เกิน1ตารางเมตร ขุนสว่าง อนุศิลป์ หัวหน้าประติมากรที่ควบคุมดูแลงานประติมากรรมทั้งหมด

"ผมได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปินคนสำคัญของสเปน อันโตนิโอ เกาดี้ สถาปนิกผู้ทำให้เมืองบาร์เซโลน่า เป็นเมืองแห่งสีสัน งานของเกาดี้ มองไกลๆแล้วสวย มองใกล้ไม่สวย แต่งานวิหารเทพวิทยาคมมองใกล้และไกลสวยงาม เหมือนภาพวาด สำคัญที่สุดมีความทนทานอยู่ได้นานนับร้อยนับพันปี เพราะกระเบื้องโมเสกเหล่านี้ต้องผ่านการเผาถึง 2 ครั้ง ที่อุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส และ 1.260 องศาเซลเซียส งานที่ปราบเซียนมากที่สุด คือ หัวช้าง ด้วยความสูงถึง 40 เมตรจากพื้นดิน ทำให้ต้องตั้งร้านทีละชั้นๆ ขึ้นไปทำงานท่ามกลางเปลวแดดแผดกล้าและกระแสลมแรงตลอดเวลา เวลาทำงานต้องคอยฟังคำสั่งที่มีคนส่องกล้องจากด้านล่าง คอยวิทยุบอกว่าตรงไหนเป็นอย่างไร"

"การทำพญานาค 19 เศียร ตอนแรกแข็งๆ ทื่อๆ งานทั้งหมดต้องมีการวิจารณ์ ดู และวิจารณ์ด้านนอก ศิลปินเป็นนักมวย หูช้างมันต้องพับ ทีแรกศิลปินนึกอนาโตมี่ของหูช้างไม่ออก ผมเลยไปซื้อหัวหมูหัวใหญ่ ต้มให้สุก เอาไปตั้งบนโต๊ะประชุม แล้วเฉือนหูหมูให้ดูแกนกระดูกหูหมูเป็นแบบ ดูกันไป กินกันไป คุยกันไป เลยได้ออกมาแบบนี้ เพราะกระดูกหูตรงนี้สำคัญมาก อย่างม้าพระกุเวร ทีแรกช่างปั้นออกมาเป็นม้าเทศ ผมให้ไปดูม้าไทย ม้าเทศ ม้าอาหรับ แล้วมารวมกันให้เป็นเทพแห่งม้า ด้านหลังวิหารทางลงไปห้องน้ำ เปรียบเสมือนทางลงจากสรวงสวรรค์ จะมีเทวดา นางฟ้า 6 องค์ เป็นตัวแทนของอายตนะ 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ"

ด้วยแรงศรัทธาและบารมี หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ประทีปธรรมแห่งแดนอีสาน "ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้นจักเป็นองค์ศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย โดยกาลที่เราล่วงลับไปแล้ว" มหาปรินิพพานสูตร

เบื้องหลังการทำงานปั้นและติดเซรามิคบนหัวช้าง ต้องมีวิธีบริหารให้คนหนึ่งถือกล้องส่องจากที่ไกลๆ แล้วพูดวิทยุกำกับคนที่ทำงานอยู่ข้างบน เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด เฉพาะส่วนที่เป็นตาของช้าง จำเป็นต้องแก้ไขอยู่หลายครั้ง จึงได้ออกมาเหมือนจริง ดูมีชีวิตชีวา รวมทั้งงวงทำออกมาทีแรกนั้นต้องมองไกลเหมือนงวงหงายขึ้นมา จำเป็นต้องปรับแก้ไขใหม่ แต่เมื่อมาดูด้านหน้าของช้าง งวงกลับสั้นจุ๊ดจู๋ ต้องต่องวงข้างให้ยาวออกไปอีก5เมตร

นับเป็นความมหัศจรรย์อย่างยิ่งในการทำงานด้วยความศรัทธาถวายหลวงพ่อคูณ เพื่อเป็นพุทธบูชา ถึงแม้จะเป็นการทำงานบนที่สูงกว่า 45 เมตรจากพื้นดิน แต่ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุแม้เพียงครั้งเดียว เซรามิคทุกชิ้นติดกันด้วยใจอย่างแท้จริง จากชาวบ้านธรรมดาๆที่ไม่เคยมีความรู้ด้านงานศิลปะใดๆมาก่อน วันนี้เขาสามารถเรียนรู้สร้างสรรค์ด้วยตัวเอง ทำงานด้วยความอิ่มเอิบ มีความสุข ภาคภูมิใจกับผลงานชิ้นโบแดงที่พวกเขาได้มีส่วนร่วมในการสร้างงานด้วยฝีมือตัวเองอย่างแท้จริง ทั้งยังสามารถประกอบเป็นอาชีพ ขณะนี้เรากำลังให้ชาวบ้านติดเซรามิคบนเฟอร์นิเจอร์โต๊ะ เก้าอี้ตามออเดอร์ ใครชอบอะไรสามารถให้ติดเซรามิคเป็นรูปการ์ตูน หรือรูปภาพสมาชิกในครอบครัวได้ทั้งหมด

ความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจากคนจำนวนมากมาทำงานร่วมกันย่อมมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง แต่เนื่องจากแต่ละคนมีหลักธรรมะอยู่ภายในจิตใจ ทำให้ศิลปินโอนอ่อนผ่อนปรนเข้าหากัน อภินิหารในการทำงานจนประสบความสำเร็จจึงเกิดขึ้นจากความศรัทธาโดยแท้

งานจิตรกรรมเขียนสีบนแผ่นเซรามิคเต็มพื้นที่เสา15ตารางเมตร28ต้น มีผนังกำแพงรอบนอกภาพละ 48 ตารางเมตร 10 ภาพเล่าเรื่องราวของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งเสวยพระชาติ 547 พระชาติ (537 พระชาติ ประดับเสา 28 ต้น 10 พระชาติสุดท้ายประดับที่ผนังกำแพง) เป็นผลงานของศิลปินมืออาชีพ มือสมัครเล่น รวมถึงเด็กนักเรียนชั้นประถม "เพื่อนคนหนึ่ง ดร.สุภาพร ศรีเรืองสกุล เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนศุภวรรณ ถามว่าให้เด็กๆช่วยวาดพระชาติบนเสาสักต้นไม้มั้ย ให้ครูอ่านพระไตรปิฏกประมาณ1เดือน แล้วเด็กๆ ชั้น ป.2ถึง ป.5จำนวน420คน ช่วยกันเขียนภาพ ภาพสวยงามมาก เสาที่ 18 จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ศิลปินอื่นๆเข้ามาร่วมกันทำงาน เป็นเสาพระชาติ 28 ต้น 28 สไตล์"

ทุกคนที่มาอุทยานธรรมวัดบ้านไร่ จะแวะไปที่ศาลาปริสุทธาร (หอน้ำมนต์) ที่เก็บน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์ ปลุกเสกโดย หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ให้ผู้ที่เข้าชมวิหารได้ดื่มกิน ล้างหน้า และนำกลับบ้านเพื่อความเป็นสิริมงคล ทั้งนี้ในช่วงบ่ายสองโมง ผู้ที่มาเที่ยวอุทยานธรรมวัดบ้านไร่ สามารถกราบไหว้หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ผ่านห้องกระจกใส รวมทั้งพร้อมใจกันสวดมนต์ด้วยศรัทธามหาชน

ที่นี่เป็นพระไตรปิฎกวิหารที่เล่าเรื่องหลักธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทรงแสดงไว้นับจากที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ จนถึงเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระวินัยปิฎก พระสุตตันตะปิฎก พระอภิธรรมปิฎก รวมแล้วได้ 84,000 พระธรรมขันธ์ ให้มีความสวยงาม จดจำง่าย นับเป็นงานที่ท้าทายที่สุด ที่ต้องสรุปเอาธรรมะของพระพุทธเจ้าในหนังสือพระไตรปิฎกมาถอดความแล้วคิดเป็นภาพวาด เป็นรูปปั้นให้ได้ เป็นการทำงานด้วยจิตที่มีพลังศรัทธาต่อหลวงพ่อคูณ

อุทยานธรรมวัดบ้านไร่ ทำบุญสบายใจกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยผ่าน "บัตรเติมบุญ" จัดการเงินบริจาคเพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ บัตรเติมบุญนำไปทาบตามจุดทำบุญ ฟังเสียงติ๊ด รับการ์ดคืน จะได้ของที่ระลึก หากผู้ใดต้องการเก็บบัตรนี้เป็นที่ระลึกก็บริจาคเงิน 100 บาท จะมีภาพหลวงพ่อคูณขณะเคาะหัวลูกศิษย์อยู่ภายใต้ต้นคูน ด้านหลังเป็นอุทยานธรรมวัดบ้านไร่ พร้อมข้อความ สุคโต จงเป็นผู้เจริญไปดีเหมือนพระพุทธองค์ บัตรนี้ยังสามารถนำไปซื้ออาหารและเครื่องดื่ม รับของที่ระลึกภายในวิหารเทพวิทยาคมได้

เงินทำบุญ เงินบริจาคจากประชาชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา และเลื่อมใสในหลวงพ่อคูณ จะถูกจัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายในการทำนุบำรุงวิหารภูมิทัศน์วัดบ้านไร่ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า รวมถึงค่าจ้างเงินเดือนและสวัสดิการแก่เจ้าหน้าที่ ซึ่งปฏิบัติงานอำนวยการ บริการในบริเวณวิหารเทพวิทยาคม จำนวน129ชีวิต เพื่อทำให้วิหารเทพวิทยาคมเป็นศาสนสถานที่เป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมะในพระไตรปิฎกที่มีความสะอาด สงบ สง่างามในการต้อนรับสาธุชนผู้เจริญในธรรม

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการฯมีงานพัฒนา ปรับปรุง เพื่อสร้างมาตรฐานวิหารให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงศาสนาในระดับสากล ให้เป็นสถานที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายสัมผัสพุทธศิลป์ และเรียนรู้คำสอนขององค์พระพุทธศาสดา วาระศุภวัฒนมงคลที่หลวงพ่อคูณ หรือพระเทพวิทยาคม มีอายุครบ91ปี และ71พรรษาในบวรพุทธศาสนา นับเป็นมงคลที่คณะกรรมการวัดบ้านไร่ ถือโอกาสเปิดบริการให้สาธุชน และผู้สนใจเข้าชมได้ทุกวัน ระหว่างเวลา 08.30 - 17.00 น. ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ ปริญญา ญาณบุตร หมายเลขโทรศัพท์ 08-1617-2122

กิจกรรมครั้งหลังสุด พิธีมอบรางวัลใหญ่กิจกรรมปาฏิหาริย์ 1 ปี 1 ล้านคน โดยมี สุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลแก่ผู้โชคดีที่เข้าร่วมกิจกรรมรวม 6 รางวัล พล.ต.ต.มหัคฆพันธ์ สุรคุปต์ ประธานกรรมการวัดบ้านไร่ และคณะกรรมการบริหารวิหารเทพวิทยาคม ร่วมประกอบพิธีมอบรางวัลเสริมบุญ ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี (หงษ์ภักดี) นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา มีส่วนร่วมสนับสนุนงานครั้งนี้ ฯลฯ

ด้วยปณิธานของ หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ได้ตั้งจิตอธิษฐานว่าจะช่วยเหลือคนให้พ้นทุกข์และถ้ามีเงินทอง ก็จะบริจาคให้หมด ท่านต้องการให้ชาวบ้านมีกิน มีใช้ มีงานทำตลอดไป ที่นี่จึงเป็นเสมือนหนึ่งตักกศิลาทางด้านศิลปะ มีศิลปินรุ่นพี่ให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด มี เกรียงไกร จารุทวี ผู้อำนวยการโครงการก่อสร้างวิหารเทพวิทยาคมให้เป็นเสมือนบ้านหลังใหญ่ที่ให้ความรู้ให้ธรรมะ สร้างอาชีพสร้างรายได้ให้โอกาสกับชาวบ้านทั้ง 4 หมู่บ้านรอบๆวัดบ้านไร่ ตลอดชีวิตสมณเพศหลวงพ่อคูณ ได้ยึดถือปณิธานนี้มาโดยตลอด


(หนังสืออ้างอิง : พุทธศิลป์สามัคคี วิจิตรศิลปกรรม ดำรงธรรมพระศาสดา บริษัทมติชน จำกัด (มหาชน) ข้อความสรุปจาก รำไพพรรณ แก้วสุริยะ)​

พระอริยสงฆ์ผู้เปี่ยมด้วยมหาบารมีแห่งทาน

พระเทพวิทยาคม หรือหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ผู้เปี่ยมด้วยเมตตามหาบารมีแห่งทาน ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา และที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค11 ท่านเกิดวันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม 2466 ปีกุน เมื่ออายุ 11 ปี มารดาถึงแก่กรรม บิดาจึงนำไปฝากเป็นลูกศิษย์วัดบ้านไร่ เพื่อให้ลูกได้มีโอกาสเรียนหนังสือ ท่านเป็นศิษย์พระอาจารย์หลี พระอาจารย์เชื่อม พระอาจารย์ฉาย ทั้งสามพระอาจารย์ล้วนเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ในจังหวะหนึ่งของชีวิต ท่านลาออกจากการเป็นลูกศิษย์วัดบ้านไร่ เพื่อกลับมาช่วยครอบครัวน้าชาย และน้าเขย ทำนา ทำไร่ เพื่อความอยู่รอดของครอบครัวใหญ่ เมื่อถึงปีบวช ท่านตัดสินใจอุทิศกายถวายชีวิตเพื่อบวรพระพุทธศาสนา และได้เข้าอุปสมบทที่วัดถนนหักใหญ่ ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2487 มี พระครูวิจารยติกิจ เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านได้ศึกษากับหลวงพ่อคง และในเวลาต่อมา เป็นศิษย์หลวงพ่อแดง วัดบ้านหนองโพธิ์ อำเภอด่านขุนทด หลวงพ่อแดง ท่านเป็นอริยสงฆ์นักปฏิบัติทางด้านวิปัสสนา-กัมมัฏฐาน และญานสมาธิอย่างเคร่งครัด เป็นผู้ที่เรืองวิทยาคมจนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของลูกศิษย์และบุคคลทั่วไป พระอาจารย์ทั้งสองแนะนำให้ออกธุดงค์เพื่อแสวงหาโมกขธรรม หลวงพ่อคูณจึงออกธุดงค์มุ่งสู่นครพนม ประเทศลาว กัมพูชา นานถึง 4 ปี จึงได้กลับสู่มาตุภูมิ จำพรรษาที่วัดบ้านไร่ เมื่อ พ.ศ.2494

หลวงพ่อคูณ มีจิตสำนึกช่วยเหลือชาวบ้านไร่ เนื่องจากท่านรับรู้ถึงปัญหาความเดือดร้อนทั้งหลายตั้งแต่จำความได้ ความแห้งแล้ง ความยากจน เยาวชนไม่มีที่เรียน ขณะนั้นวัดบ้านไร่ทรุดโทรมมาก จึงเริ่มต้นด้วยการปฏิสังขรณ์วัดบ้านไร่ก่อน โดยสร้างศาลาการเปรียญ โบสถ์ กุฏิสงฆ์ ส่วนที่ทำคู่ขนานกัน คือ การขุดสระน้ำให้ใหญ่จนชาวบ้านพอมีน้ำกินน้ำใช้ยามหน้าแล้ง สร้างโรงเรียนเพื่อให้เด็กได้มีที่เรียนหนังสือ ภารกิจที่ช่วยฟื้นฟูชีวิตใหม่ให้ชาวบ้านไร่ได้สำเร็จตามเป้าหมาย ต่อมา หลวงพ่อคูณได้ย้ายจากวัดบ้านไร่ ไปจำพรรษาที่วัดสระแก้ว อำเภอเมืองนครราชสีมา เพื่อรักษาอาการอาพาธหนักจนซูบผอมลงไปมาก ต่อมา ท่านมาจำพรรษาที่วัดใหม่พิเรนทร์ บางกอกใหญ่ แต่เมื่อออกพรรษาท่านกลับมาอยู่ที่วัดสระแก้ว และขออนุญาตเจ้าอาวาสสร้างกุฏิสงฆ์ใหม่แทนหลังเดิมที่ทรุดโทรมลง

เป็นเวลา 16 ปีที่หลวงพ่อคูณออกจากวัดบ้านไร่ไปจำพรรษาตามหัวเมืองต่างๆ จากภาคอีสานสู่ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคเหนือ เพื่อเรียนรู้และสนทนาธรรมกับพระอริยสงฆ์ที่อยู่ในภูมิภาคต่างๆ "กูอยากจะไปดูให้เห็นว่ามันเป็นอย่างไร ดีก็จะได้รู้ ชั่วก็จะได้รู้" วันที่ศิษยานุศิษย์ชาวบ้านไร่ได้รับความปีติยินดีอีกครั้งและจดจำกันได้ คือ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2528หลวงพ่อคูณได้เดินทางกลับมาจำพรรษาที่วัดบ้านไร่ ทั้งนี่ ในวันที่ 4 ตุลาคม 2558 หลวงพ่อคูณ จะมีอายุ 92 ปี และ 71 พรรษาในบวรพุทธศาสนา

หลวงพ่อคูณชอบนั่งยองๆเป็นท่าที่คล่องตัว จะลุก ยืน เดิน ก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว และบอกว่า "กูนั่งจนชินแล้ว" ท่านจะให้พรด้วยการเคาะหัวลูกศิษย์ ท่านี้นอกจากแสดงความเมตตาแล้ว ยังใช้สมาธิส่งคำอวยพรประดุจพลังงานผ่านเครื่องมือถึงสาธุชนผู้มากราบนมัสการขอพรจากท่าน ลูกศิษย์วัดบ้านไร่อธิบายว่า "เจ็ดแปดปีที่ผ่านมา ท่านอาพาธหนัก ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลหลายหนนั้น ไม่เพียงแต่ท่านพักผ่อนน้อย ด้วยสุขภาพที่ไม่แข็งแรงเป็นทุนเดิม กับได้รับเชื้อโรคต่างๆจากสาธุชนที่มากราบนมัสการท่านคราวละมากๆทุกวัน ทำให้สุขภาพของหลวงพ่อทรุดหนัก ต้องเข้ารับการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันในโรงพยาบาลนานๆ แม้ทุกวันนี้ ท่านออกจากโรงพยาบาลมาอยู่ที่วัดบ้านไร่ก็ตาม ลูกศิษย์ทั้งแพทย์และพยาบาลต้องดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด เพื่อถนอมสุขภาพให้หลวงพ่อท่านคงสังขารอยู่เป็นมิ่งขวัญ และกำลังใจให้กับสาธุชนคนมีบุญทั่วไปได้"

หลวงพ่อคูณ เกิดในครอบครัวที่ยากจน จึงมีความคิดอยู่เสมอว่า ทำอย่างไรกูจึงจะช่วยให้คนเหล่านี้พ้นทุกข์ได้ ท่านได้สร้างสมบุญธรรมจนได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากสาธุชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ก็มุ่งมั่นที่สร้างบุญบริจาคทาน สร้างอาคารต่างๆ เพื่อเป็นประโยชน์และความเจริญกับท้องถิ่น ศาสนสถาน โรงเรียน โรงพยาบาล สาธารณประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไป เป็นเงินกว่า 7 พันล้านบาท "กูไม่เคยยินดียินร้ายกับลาภยศสรรเสริญ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นโลกธรรมที่ครอบงำเอาไว้เท่านั้น หามีความจีรังยั่งยืนเป็นแก่นสารไม่ ไม่สมควรมายึดเป็นสรณะ เพราะโลกธรรมเหล่านั้น ถือได้ว่าเป็นเครื่องพันธนาการ เป็นเครื่องผูกมัด เป็นเครื่องสมมติ เหมือนกับละครฉากหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ของแท้แน่นอน เป็นของอนิจจัง ไม่มีความเที่ยงแท้"

พระพุทธดำรัสขององค์พระศาสดาที่ตรัสไว้ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า ให้ถือเอาพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์เป็นศาสดาตลอดไป เมื่อสาธุชนได้เรียนรู้หลักธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว บังเกิดปัญญา มีความเข้าใจ จดจำง่าย และสามารถนำข้อหนึ่งข้อใดไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันตามได้นั้น นับเป็นอานิสงส์สูงสุด