เครื่องถมไทย ความภูมิใจของไทยนคร

สถานีศูนย์วัฒนธรรม
ช่างภาพ: 

ภายในตู้กระจก เครื่องเงินหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นของใช้หรือเครื่องประดับถูกจัดวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ เมื่อสังเกตดูแต่ละชิ้นอย่างละเอียดจะพบความพิเศษที่ต่างจากเครื่องเงินที่พบเห็นโดยทั่วไป นั่นคือทุกชิ้นล้วนมีลวดลายไทยที่ถูกเขียนขึ้นอย่างวิจิตรบรรจงลงบนพื้นผิว ตัดกับสีดำของพื้นหลัง ซึ่งขับให้ลวดลายบนเครื่องเงินเด่นชัดสะดุดตา "เครื่องถม" คือชื่อของเครื่องเงินชนิดนี้ ศิลปหัตถกรรมที่อยู่คู่ประเทศไทยมายาวนานหลายร้อยปี

"เครื่องถม" เกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ยุคสมัยใด และเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้นไม่ปรากฏหลักฐานยืนยันแน่ชัด มีแต่เพียงการสันนิษฐานไว้ ๓ แนวทางด้วยกัน ได้แก่ แนวทางที่ ๑ ไทยรับศิลปหัตถกรรมเครื่องถมจากโปรตุเกสที่เข้ามาค้าขายในประเทศไทย แนวทางที่ ๒ ไทยรับจากประเทศอินเดีย ผ่านทางการค้าขายกับชาวไทยที่เมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นเมืองท่าที่มีชาวมลายู ชาวชวา และชาวอินเดียเข้ามาค้าขาย และแนวทางที่ ๓ เป็นภูมิปัญญาของคนไทย โดยเชื่อว่ายาถมไทยไม่ได้รับอิทธิพลมาจากชาติใดเลย แต่เกิดขึ้นในประเทศไทยโดยภูมิปัญญาของชาวนครศรีธรรมราช ศูนย์กลางอาณาจักรศรีวิชัย

ต่อมาในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ผู้คนได้อพยพโยกย้ายจากจังหวัดต่างๆ เข้ามาตั้งถิ่นฐานในกรุงเทพมหานคร และได้ประกอบอาชีพต่างกันตามความถนัดของตนจนเกิดเป็นชื่อเรียกขานชุมชนตามความเชี่ยวชาญ เช่น ชุมชนบ้านพานถม ใกล้แยกวิสุทธิกษัตริย์ แต่เดิมเป็นชุมชนของช่างฝีมือที่ทำเครื่องถม ประเภทขันน้ำ พานรอง โดยนำรูปแบบเครื่องถมมาจากนครศรีธรรมราช แต่ปัจจุบันชุมชนแห่งนี้มิได้มีการทำเครื่องถมเฉกเช่นอดีตอีกต่อไป อันเนื่องจากการเสื่อมความนิยมของงานหัตถกรรมไทยโบราณ อย่างไรก็ตาม ใกล้บริเวณชุมชนบ้านพานถม ยังคงมีร้านที่ทำและจำหน่ายเครื่องถมมายาวนานเกือบหนึ่งศตวรรษ ยืนหยัดผ่านกาลเวลาจนถึงปัจจุบัน ชุมพล เที่ยงธรรม ทายาทรุ่นที่ ๒ ของร้านไทยนคร เล่าถึงงานฝีมือโบราณชนิดนี้

"เด็กสมัยนี้ไม่รู้ว่าเครื่องถมคืออะไร ต่างจากเครื่องเงินยังไง เครื่องถมจะไว้เรียกเครื่องเงินที่ลงยาถม โดยยาถมนี้คือโลหะผสม ซึ่งมีลักษณะเป็นแท่ง นำมาผ่านความร้อนหลอมละลายลงบนเครื่องเงินที่วาดลวดลายไว้ ยาถมจะเข้าไปตามร่อง เกิดเป็นพื้นสีดำ ช่วยทำให้ลวดลายบนเครื่องเงินเด่นชัดขึ้น ที่ต้องใช้เป็นเครื่องเงิน เพราะยาถมนั้นเกาะเงินได้ดีที่สุด ถ้าเป็นทองคำก็ทำได้ แต่ต้องใช้กรรมวิธีอย่างอื่นช่วยเพื่อให้ถมนั้นติดภาชนะ เครื่องถมที่ร้านเราทำมีสองแบบคือ เครื่องเงินถมดำ เป็นการถมที่มีมาแต่โบราณเก่าแก่สุด ลักษณะที่เห็นได้ชัดคือ ลวดลายสีเงินบนพื้นสีดำ อีกแบบหนึ่งคือถมตะทอง จุดเด่นคือลวดลายเป็นสีทองบนพื้นดำ

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากนำเงินที่เป็นแท่งหรือเป็นเม็ดมาหลอม แล้วขึ้นรูปพรรณตามรูปร่างที่ต้องการ สมมติจะทำกรอบรูปก็ต้องทำเป็นแผ่น นำมาตัดแล้วเชื่อม ต่อจากนั้นนำมาเขียนลาย เมื่อได้ลายเรียบร้อยจึงตามด้วยการลงเทียน โดยลงเทียนทับไปบนลวดลายที่วาดไว้ หรือบริเวณที่เราไม่ต้องการให้กรดกัดออกไป พอลงเทียนเสร็จเรียบร้อย ตามด้วยการใช้กรดกัดเนื้อเงินให้เป็นร่อง ซึ่งขั้นตอนนี้ในสมัยโบราณจะใช้การตอกสลักเงินจนเกิดร่อง แต่คุณพ่อของผมคิดค้นการใช้กรดกัดแทน ซึ่งสะดวกและรวดเร็วกว่า เมื่อกรดกัดจนได้ความลึกที่ต้องการแล้ว นำถมมาลงให้ทั่ว จะเห็นว่าเป็นสีดำไปหมดเลย จากนั้นจึงตะไบตกแต่งให้สวยงาม อาจจะมีการแกะแรให้ลวดลายมีมิติขึ้น หรือจะปล่อยไว้เรียบๆก็ได้ เป็นอันเสร็จกระบวนการ สำหรับถมตะทองเป็นการนำทองไปฉาบไว้โดยใช้สารเคมีช่วยในการยึดเกาะ ถ้าไม่ไปขัด ทองที่ฉาบจะไม่หลุดและอยู่ได้นาน แต่ถ้าเป็นถมเงินแบบโบราณจะมีระยะเวลาคงสภาพได้นานกว่า เพราะหลอมรวมจนแน่นเป็นเนื้อเดียว"

ร้านไทยนครดำเนินกิจการมายาวนานเกือบหนึ่งร้อยปี โดยนำภูมิปัญญาการทำเครื่องถมโบราณพัฒนาและต่อยอด เกิดเป็นสินค้าหลากหลายรูปแบบ อีกทั้งยังเป็นเจ้าแรกที่ส่งสินค้าไปขายต่างประเทศด้วย

"ร้านเราเปิดมา ๙๐ ปีได้แล้ว แต่ถ้านับจากที่จดทะเบียน เราจดตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๕ แต่คุณพ่อเปิดก่อนหน้านั้นแล้ว แรกเริ่มมาจากสมัยวัยหนุ่มคุณพ่อไปทำงานที่เหมืองแร่ดีบุก จังหวัดนครศรีธรรมราช และได้รู้จักกับช่างทำเครื่องถมที่นั่น จึงชักชวนกันมาเปิดร้านขายเครื่องถม โดยร้านแรกตั้งอยู่ตรงปากคลองตลาด ต่อมาได้ย้ายทำเลที่ตั้งไปเชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้าเมื่อตอนสะพานสร้างเสร็จใหม่ๆ และเปิดสาขาอีกแห่งหนึ่งที่ถนนประชาธิปไตยใกล้ชุมชมบ้านพานถม แม้ว่าเราจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับชุมชนบ้านพานถมโดยตรง แต่ด้วยความที่ตั้งร้านใกล้กับชุมชนแห่งนี้ ซึ่งปัจจุบันไม่มีการทำเครื่องถมแล้ว เหลือไทยนครร้านเดียวที่ยังอยู่ เราจึงเสมือนเป็นตัวแทนชุมชน ตัวแทนผู้ที่ยังประกอบวิชาชีพหัตถศิลป์นี้

สมัยก่อนการทำเครื่องถมให้สำเร็จออกมานั้นยากมาก มีหลายขั้นตอน ถ้าทำในเชิงพาณิชย์จะไม่ไหวเพราะสู้ค่าแรงไม่ได้ คุณพ่อผมเลยหาวิธีใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยจนเราได้เป็นเจ้าแรกที่ทำเครื่องถมส่งขายยังต่างประเทศ ตั้งแต่สมัยช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ เรื่อยมา สินค้าที่ผลิตมีหลายรูปแบบ ทั้งของใช้และเครื่องประดับ นอกเหนือจากขันน้ำและพานรองที่นิยมทำกัน ไม่ว่าจะเป็น ถ้วยรางวัล กรอบรูป หรือกระเป๋าถือ แต่สำหรับงานส่งออกขายยังต่างประเทศจะเป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นเล็กๆ เช่น พวกเครื่องประดับ"

ไม่เพียงแค่ความภาคภูมิใจในการเป็นร้านที่ผลิตเครื่องถมที่มีคุณภาพจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากลเท่านั้น ร้านไทยนครยังมีอีกหนึ่งความภูมิใจนั่นคือ เครื่องถมของที่นี่ถูกนำไปใช้เป็นของที่มอบให้แก่แขกบ้านแขกเมืองผู้ทรงเกียรติ

"ร้านของเราได้รับพระกรุณาจากสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า โปรดฯให้ใช้เครื่องถมเป็นของพระราชทาน นับแต่นั้นไทยนครจึงได้ทำกิจการค้ากับราชสำนักมาโดยตลอด โดยสินค้ามีทั้งข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ ของที่ไว้ใช้พระราชทานแก่พระราชอาคันตุกะที่มาเยือนประเทศไทย หรือในโอกาสที่เสด็จเยือนต่างประเทศ ทำให้ข้าราชการ กระทรวงต่างๆ รวมทั้งบริษัทห้างร้านต่างให้ความสนใจนำสินค้าของเราไปเป็นของขวัญของที่ระลึกมอบให้แขกผู้ทรงเกียรติด้วยเช่นกัน อาทิ เชิงเทียนห้าช่อสลักดุนที่ใช้เป็นของถวายสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขแห่งคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก ณ นครรัฐวาติกัน เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๖ และในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล โปรดเกล้าฯ ให้ร้านไทยนครอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับพระราชทานตราครุฑตั้งที่ชื่อร้าน"

ในยุคที่งานศิลปหัตถกรรมไทยค่อยๆ สูญหายไปทีละอย่าง ปัญหาหลักของผู้ที่ทำงานฝีมือเหล่านี้ต้องเผชิญ ได้แก่ การเสื่อมความนิยมของคนรุ่นหลัง และขาดผู้สนใจสืบทอดวิชาความรู้ ไทยนครเองก็ตระหนักถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจึงได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาสนับสนุนการฝึกช่างรุ่นใหม่

"เราร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เช่น วิทยาลัยเพาะช่าง วิทยาลัยกาญจนาภิเษกช่างทองหลวง วิทยาลัยศิลปกรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช ศูนย์ศิลปาชีพ โดยผมจะส่งช่างของเราไปสอนเด็กๆ เรื่องการทำเครื่องถม เด็กที่จบมามีวิชาความรู้ก็สามารถรับจ้างทำเครื่องถมส่งขายให้กับไทยนครต่อไป เป็นการสืบทอดความรู้และอนุรักษ์วิชาชีพนี้ไว้ โดยช่างเหล่านี้จะทำงานที่บ้านของเขา ลูกหลานที่บ้านได้เห็นพ่อแม่ทำเครื่องถมก็น่าจะทำให้เขาได้ซึมซับและรักในศิลปหัตถกรรมประจำชาติแขนงนี้ แม้ว่าบางครั้งเราอาจจะได้รับผลกระทบต่อยอดขายบ้าง แต่ก็ยังพออยู่ได้

สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ได้เคยมีพระราชดำรัสต่อคุณพ่อคุณแม่ของผมว่า 'อย่าเลิกทำนะ ให้ทำไปตลอด' ครอบครัวของผมมีชื่อเสียงและมีทุกวันนี้ได้ เพราะเครื่องถม จึงเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องอุ้มชูและส่งเสริมให้งานศิลป์แขนงนี้คงอยู่ต่อไป