ปูทะเลย์มหาวิชชาลัย กสิกรรมธรรมชาติ

โรงเรียนสร้างสรรค์

โรงเรียนปูทะเลย์มหาวิชชาลัย หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า ศูนย์การเรียนกสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 16 ไร่ มีการเรียนการสอนแบบอยู่ประจำ เพื่อการขับเคลื่อนร่วมกัน ในลักษณะของ "บวร" คือ บ้าน วัด และ โรงเรียน แต่มีความต่างจากที่อื่นๆ ก็ตรงที่โรงเรียนเกิดขึ้นก่อน จากนั้นจึงเกิดชุมชน และวัดถึงได้เกิดตามมา

ปัจจุบันมีนักเรียน รวมทั้งสิ้น 24 คน ศึกษาชั้น ป.4 ถึงปริญญาตรี โดยที่มีครูอาสาวิชาชีวิตทั้งหมด 7 คน ทำหน้าที่ทั้งครูและพี่เลี้ยงในศาสตร์ต่างๆ แล้วแต่เด็กสนใจในด้านใดเพิ่มเติม เพราะทุกพื้นที่เป็นการเรียนรู้ หรือหล่อหลอมเหล่าเด็กๆให้เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ด้วยแนวคิดของอิสระทางการเรียนรู้ ในรูปแบบการกลับด้านกับ...บวร

โดยเทพผดุงพรมะพร้าว ให้การสนับสนุนการก่อสร้างวัด สำหรับการเรียนรู้ในหลักธรรม อันจะน้อมนำให้เกิดมีสติ ในการดำรงวิถีชีวิตยิ่งขึ้น ซึ่งยังเชื่อมโยงความเป็นศูนย์เรียนรู้ แบบของบ้าน วัด และโรงเรียน ได้อย่างสมบูรณ์

เกียรติศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการบริหาร เทพผดุงพรมะพร้าว ได้กล่าวถึงการสนับสนุนว่า "เด็กแต่ละคน ต่างมีลักษณะ และความสามารถเฉพาะตัว แต่สิ่งที่จะทำให้เขา ก้าวไปสู่ความสำเร็จในชีวิต ได้เหมือนกันนั้น ก็คือ การมีความรอบรู้เป็นพื้นฐาน ซึ่งต้องอาศัยการหล่อหลอมอย่างที่เป็นระบบ การกระตุ้นให้เกิดความสนใจ และความต้องการแสวงหาคำตอบอย่างต่อเนื่อง การสร้างกระบวนการเรียนรู้ ให้เขาสามารถลงมือปฏิบัติ และเห็นผลได้จริงจัง จะทำให้เด็กๆมีความมั่นใจ และพร้อมที่จะเรียนรู้ต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด เราจึงยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง ในการสร้างรากฐาน ให้เขาเติบโตขึ้นมา เป็นกำลังสำคัญของประเทศ"

โรงเรียนปูทะเลย์มหาวิชชาลัย ตั้งอยู่ที่ 114/1 หมู่ 1 ตำบลหนองบอนแดง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ได้มีการน้อมนำแนวความคิด ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นปรัชญาในการนำทาง ด้านการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อทำให้เด็กๆได้เติบโตขึ้นไปเป็นคนดีมีระเบียบวินัย มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือสามารถพึ่งพาตนเองได้ จากการนำวิชาความรู้ที่ร่ำเรียน มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการจะค้นพบตัวตนของตนเองได้ ต้องลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง

โดย เซฟ-เกริกเกียรติระพี เพ็งชนะ อายุ 10 ปี ชั้น ป.4 เล่าว่า "ผมมาอยู่ที่นี่ 10 เดือนแล้ว เพราะพ่อแม่ให้มาเรียน ช่วงแรกก็อึดอัดบ้าง แต่พออยู่ไปไม่นาน ก็ปรับตัวเองได้ และคิดว่าที่นี่คือบ้านอีกหลังหนึ่ง แต่ต่างจากโรงเรียนเดิมมาก เมื่อก่อนไม่ชอบเรียน คิดช้า ไม่ค่อยเข้าใจที่ครูสอน การบ้านก็มากทำไม่ทัน แต่การได้ลงมือปฏิบัติจริงๆ และทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับเพื่อนๆ ที่นี่ ทำให้ผมชอบเรียนรู้มากขึ้น สนุกกว่าอ่านหนังสืออย่างเดียว โดยการได้อยู่กับธรรมชาติ ในที่ที่อากาศดีๆ กินผักอินทรีย์ที่ปลูกเอง ทำให้ผมมีความสุขมาก ช่วงปิดเทอมนี้ ผมตั้งใจจะไปฝึกทำไร่เพิ่มเติม โดยเอาแนวคิดของป่า 3 อย่าง คือ ป่ากิน ป่าใช้งาน ป่าสร้างบ้าน และประโยชน์ 4 อย่าง คือ กินเป็นอาหาร ทำของใช้ เป็นไม้ซุงสร้างบ้าน และรักษานิเวศน์ ไปลองทำในพื้นที่อื่น และในปีหน้าผมก็จะกลับไปดูความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง"

ทางด้าน จ้า-ภูริ วิพันธ์ อายุ 13 ปี ระดับชั้น ม.1 เล่าว่า "ผมมีความสุขกับชีวิตการเรียนที่นี่มาก เพราะเป็นห้องเรียนเปิด เลือกเรียนได้ตามต้องการ ต่างจากการเรียนในห้องสี่เหลี่ยม ที่เน้นแต่การอ่านตำรา ไม่ได้ใช้ชีวิตจริงๆ ตอนนี้ผมชอบเรียนเลข ซึ่งต่างจากเมื่อก่อน ผมคิดว่าเป็นวิชาที่เข้าใจยาก แต่คุณครูที่นี่สอนสนุก ด้วยการยกตัวอย่างจากสิ่งรอบตัว ทำให้วิชานี้ง่ายขึ้นมากสำหรับผม ในช่วงปิดเทอมพวกเราต้องวางแผนฝึกงาน เพื่อจะได้ผ่านเลื่อนชั้น ผมก็ตั้งใจว่า จะไปเรียนทำเบเกอรี่ กับพ่อแม่ที่สระบุรี เพราะบ้านผมเปิดร้านเบเกอรี่ วันหนึ่งผมจะต้องสืบทอดกิจการของที่บ้าน ดังนั้นการไปฝึกงานและเรียนรู้เกี่ยวกับเบเกอรี่เป็นระยะๆ จะช่วยผมได้มากเหมือนกัน เพื่อนๆที่นี่หลายคนก็จะไปเรียนกับผมด้วย นอกจากนี้ผมก็จะลองปลูกผักชนิดใหม่ รวมไปถึงสานตะกร้าหวาย ซึ่งเป็นงานฝีมือที่ผมสนใจอีกด้วย"

ขณะที่ แก้ม-กนกพร ศรีเมือง อายุ 16 ปี ชั้น ม.5 เล่าว่า "การเรียนที่นี่สนุกค่ะ โดยเฉพาะหลักสูตรการพึ่งพาตนเอง ในรูปแบบต่างๆ ทั้งการทำสวน ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ หรือผลิตสิ่งของใช้ในครัวเรือน เช่น สบู่ น้ำยาล้างจาน รวมถึงการดูแลสิ่งแวดล้อม ด้วยการปลูกป่า ส่วนด้านวิชาการ หนูก็ชอบวิชาภาษาไทย เพราะชอบสื่อสารกับคนอื่นๆ และเชื่อว่าการสื่อสารที่ชัดเจน จะช่วยให้เข้าใจกันดีขึ้น ที่นี่เปิดโอกาสให้กับทุกคน ได้แสดงความสามารถให้เต็มที่ ทั้งได้ลงมือทำจริง เรียนรู้ความผิดพลาด และหาทางแก้ไข การได้อยู่กับธรรมชาติ และการปฏิบัติธรรม มีส่วนช่วยให้เรามีสติ ไม่ประมาท และทำให้เรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น ในช่วงปิดเทอมนี้ หนูก็ตั้งใจจะไปปฏิบัติธรรมเพิ่มเติม เพื่อให้ตัวเองควบคุมอารมณ์ และมีเหตุมีผลได้ดียิ่งขึ้น"

และ จอห์น-อนุพนธ์ แก้วเนียม อายุ 15 ปี ชั้น ม.3 ประธานนักเรียนคนล่าสุด เล่าว่า "ผมตัดสินใจมาเรียนที่นี่ โดยมีครอบครัวสนับสนุน ผมมองการเรียนที่นี่แตกต่างจากที่อื่น ที่สอนให้มีความรู้จากตำรา จบแล้วก็ไปทำงาน ในระบบมนุษย์เงินเดือน แต่ผมตั้งใจจะกลับไปทำสวน เป็นเกษตรเชิงเดี่ยวที่บ้าน โดยนำความรู้ที่ได้ ไปพัฒนาผลผลิตให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการใช้การเกษตรผสมผสาน การเรียนที่นี่ทำให้ผมเห็นความต่างของผลที่ได้ จากการเรียนแบบเดิม ที่ทำให้เรารู้ไปทุกอย่าง แต่เอาไปใช้ในชีวิตจริงได้น้อยมาก และไม่รู้ว่าผลที่จะเกิดขึ้น อาจไม่เป็นไปอย่างที่คาดไว้ ซึ่งต่างจากการเรียนที่นี่ ที่ให้เรานำไปใช้ในชีวิตจริงได้ทุกแง่มุม นอกจากนี้ผมยังได้มุมมองใหม่ๆ เรื่องภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นวิชาที่ผมไม่ชอบเลย เพราะคิดว่าไม่จำเป็น ต่อมาผมได้พยายามเรียนรู้และเข้าใจว่า การที่มีภาษาที่สอง ช่วยให้เรากับชาวต่างชาติ เข้าใจกันมากขึ้น เมื่อเราได้ก้าวเข้าสู่เออีซี ส่วนช่วงปิดเทอมนี้ ผมจะไปอบรมในเรื่องโซล่าเซลล์ เพื่อการใช้ในครัวเรือน ซึ่งเป็นพลังงานทางเลือก ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งต่อไปหากมีปัญหาด้านพลังงาน เราก็ยังสามารถอยู่ได้ และผมก็จะไปปลูกป่า กับทำสวนเพิ่มเติมอีกด้วย"

เพราะการศึกษา คือ...การพัฒนามนุษย์