ญาณี ตราโมท บ้านนี้มีความรักที่ผูกพัน

แต่งบ้านด้วยรัก

หากเราต้องจากกัน จะเป็นด้วยเหตุใด เก็บความคิดที่คล้ายกัน กับความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันนั้นไว้

เพลง ด้วยรักและผูกพัน ของ ธงไชย แมคอินไตย์ เพลงนี้ บ่งบอกความรู้สึกรัก ห่วงใย และผูกพันที่มีต่อคนที่จากไปแล้วได้เป็นอย่างดี ซึ่งผมเชื่อว่า คงเป็นความรู้สึกเดียวกับที่ พี่โย-คุณญาณี ตราโมท ศิลปินนักแสดงอาวุโส มีต่อคุณพ่อ ครูมนตรี ตราโมท ศิลปินแห่งชาติ สาขาดนตรีไทย พ.ศ.2528 ที่ได้ถึงแก่กรรมไปแล้วด้วยเช่นกัน และเพราะคุณญาณีเป็นสถาปนิก จบการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงมีความเอาใจใส่ในการออกแบบ ตกแต่ง ดูแลบ้านของตัวเองอย่างมาก จนสามารถสัมผัสได้ถึงความรักและความผูกพันที่คุณญาณีมีต่อคุณพ่อ มนตรี ตราโมท ได้ในทุกบริเวณของบ้านเลยทีเดียวครับ

"คุณพ่อย้ายมาอยู่ที่นี่ตอนผมอายุ 10 ขวบ ตอนนั้นเรียนมัธยมอยู่โรงเรียนวัดบวรนิเวศ ซึ่งแต่ก่อน ที่ตรงนี้บรรยากาศเป็นท้องนา มองไปข้างนอกจะไม่เห็นบ้านคนเลย จะเห็นมีกองฟางกอไผ่อยู่ไกลๆ มีควาย มีคันนา แล้วก็มีบ้านสวนเดิม มีบ่อน้ำล้อมรอบจนดูเหมือนเกาะ มีต้นมะพร้าว 32 ต้น ต้นมะม่วง 24 ต้น ที่ผมจำได้เพราะเป็นคนรดน้ำต้นไม้เอง (ยิ้ม) ซึ่งบ้านสวนเดิมที่มีอยู่ก็คือบ้านของคุณพ่อในปัจจุบัน ที่ตอนนี้ปรับปรุงเป็นเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อปัญญา มีลักษณะเป็น Life Museum ที่แสดงถึงวิถีชีวิตของคุณพ่อ ที่มาจากคนธรรมดา แต่ขึ้นไปสู่มีลาภมียศ มีตำแหน่ง เหรียญตรา เครื่องราชอิสริยาภรณ์ จนบั้นปลายชีวิตได้รับพระราชทานโกศ ซึ่งตรงนี้ต่างหากที่เราอยากให้คนภายนอกได้มาสัมผัสเป็นแรงบันดาลใจ นำทางให้คนไปสร้างงานต่อ ส่วนบ้านของลูกๆ ทั้ง 3 หลัง ซึ่งผมเป็นคนออกแบบทั้งหมดนั้น ก็ตั้งอยู่ด้านข้าง กระจายไปสามทิศ โดยมีบ้านของคุณพ่อเป็นอาคารประธานอยู่ตรงกลาง"

แนวความคิดในการออกแบบบ้านของพี่โยนั้น "ผมจะเป็นคนที่ออกแบบอาคารขึ้นมาแล้ว ไม่อยากให้คนเห็นอาคาร จึงชอบใช้ต้นไม้ ไม้เลื้อยหรือทำสวนปิดบัง ให้มองเห็นแต่หลังคาก็พอ แล้วเวลาออกแบบ ผมจะไม่ใช่แต่ให้ดูจากข้างนอกเข้ามาแล้วสวยอย่างเดียว แต่ต้องดูจากภายในออกไปว่าไม่เกะกะสายตาด้วย ผมเน้นประโยชน์ใช้สอยมากกว่าความงามนะ เพราะความงามมันเถียงกันไม่จบ คนหนึ่งบอกว่าสวย คนหนึ่งบอกไม่สวย แต่ถ้าประโยชน์ใช้สอย มันเถียงกันได้ ว่าอยู่ตรงนี้สบายหรือไม่สบาย ทำยังไงให้สะดวก สำหรับผม สวยไม่สวยไม่ค่อยสนใจ แต่อย่าให้รุงรัง รกสายตาก็พอ"

ซึ่งบ้านของพี่โยเองนั้น "ผมพยายามเอาธรรมชาติมาใช้ให้มากที่สุด หลังคาทรงสูง ทำเป็นแบบไทย มีช่องแสงให้มีแสงธรรมชาติเข้ามา ช่องหน้าต่างก็ให้มีอากาศไหลเวียนได้ ก็ไม่ร้อนหรอก ผนังภายนอกแต่ก่อนเป็นไม้ตาลทั้งหลัง แต่ปัจจุบันต้องเปลี่ยนเป็นผนังเฌอร่า เพราะไม้ตาลมันผุ สู้ไม่ไหว ก็ต้องยอม แม้ว่าเราจะอยากได้ธรรมชาติ แต่ถ้าเราก็ไม่ได้ยึดติด เพราะมันก็มีวัสดุทดแทน"

"ผมเป็นคนชอบอยู่บ้าน ชอบรดน้ำต้นไม้ แล้วในความรู้สึกว่าเราเคยทำอะไรให้พ่อ ก็ต้องทำอย่างนั้นต่อไป ด้วยความรักที่ผูกพัน ก็ดีใจที่เอาความรู้สึกของพ่อในเรื่องความคิดต่าง ๆ เก็บมาเป็นหลักในชีวิตของเรา ในชีวิตนี้ ผมได้ธรรมะจากบ้านหลังนี้สามครั้ง ครั้งที่หนึ่งคือได้จากพ่อว่าพ่อทำอะไร ครั้งที่สองจาก มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ตอนมาที่บ้าน ผมถามคุณชายว่าธรรมะคืออะไร คุณชายตอบว่า ธรรมะคือสิ่งที่เป็นธรรมชาติ สิ่งที่เป็นธรรมดา ผมเลยได้เข้าใจธรรมะแบบง่าย ๆ ที่นี่ และครั้งที่สาม จากวันที่ผมบวช และมีเทศน์สอนนาคที่สนามนี่ครับ"

พี่โยขอฝากข่าวเชิญชวนลูกศิษย์ลูกหาของคุณพ่อทุกคนว่า "ในวันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ.2558 ที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดคุณพ่อ ผมจะใช้บ้านหลังนี้เป็นสถานที่จัดงานรำลึก มีข้าวหม้อแกงหม้อให้กิน ใครอยากเล่นดนตรีก็เล่น เป็นงานแบบสบาย ๆ ผมอยากจะให้บรรยากาศแบบนี้กลับมาสู่บ้านหลังนี้อีกครั้งครับ"

อยากจะบอกว่าไม่เพียงแต่เฉพาะภายในบ้านที่ตกแต่งได้อย่างสวยงามเท่านั้น แต่บรรยากาศโดยรอบบ้านก็สวยงาม ร่มรื่น น่าอยู่เช่นเดียวกัน ฉบับหน้ามาชมกันต่อครับ


โปรดอ่านต่อฉบับหน้า