ต้นไม้ตีลังกา...นวัตกรรมปลูกพืชไม่ธรรมดา !!!

เกษตรพอเพียง

ในขณะที่การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเมือง ได้ทอนพื้นที่ว่างบนผืนดินให้ลดน้อยลงไปทุกที วงการเกษตรจึงต้องพยายามคิดค้นวิธีการปลูกพืชที่สามารถประหยัดเนื้อที่พร้อมๆกับพึ่งพาดินให้น้อยลง จึงทำให้เกิดการปลูกพืชด้วยรูปแบบใหม่ๆขึ้นมา เป็นต้นว่า การปลูกพืชลอยฟ้า ซึ่งก็คือการปลูกพืชบนดาดฟ้า บนหลังคาตึกสูง การปลูกผักไฮโดรโปนิกซึ่งใช้แต่น้ำไม่ต้องใช้ดิน และการปลูกพืชแนวตั้ง ทำสวนบนผนังอาคาร หรือซ้อนกันเป็นชั้นๆ ที่เรียกว่า การปลูกผักคอนโดฯ...นี่ก็ว่าเก๋แล้วนะคะ แต่ตอนนี้ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ค่อนข้างแหวกแนวจนคิดไม่ถึงว่า จะปลูกแบบนี้ได้ด้วย นั่นก็คือ...การปลูกพืชกลับหัว

หากสวนผักของใครเริ่มมีปัญหาจากการถูกโรคและศัตรูพืชรุกราน ลองเปลี่ยนมาใช้วิธีนี้ดูสิคะ เขาว่าช่วยลดปัญหาเรื่องศัตรูพืช และได้ผลผลิตมากกว่าการปลูกแบบธรรมดาอีกด้วย สามารถปลูกในครัวเรือนก็ดี หรือปลูกในเชิงพาณิชย์ก็ได้ และที่ว่ากลับหัวนี้ เขาเอาพืชมาห้อยหัวลง ให้รากชี้ฟ้า แบบตีลังกาจริงๆค่ะ แต่รับรองว่า ต้นไม้ของเราจะไม่หลุดเผละจากกระถางลงมาโหม่งพื้นดับอนาถอย่างแน่นอน

ดร.สิริวัฒน์ สาครวาสี สาขาพืชผัก ภาควิชาพืชสวน คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ได้ทดลองปลูกพืชกลับหัว โดยการนำวัสดุปลูก เช่น ขุยมะพร้าวหรือดิน ใส่ลงในกระถางให้เต็ม แล้วนำแผ่นกระเบื้องสี่เหลี่ยมมาปิดด้านบนของกระถาง ใช้นิ้วหนีบกระเบื้องไว้กับกระถางเพื่อป้องกันวัสดุปลูกร่วงหล่น แล้วคว่ำกระถางเพื่อให้ก้นกระถางหันขึ้นด้านบน นำต้นกล้าพืชลงปลูกในรูก้นกระถาง รดน้ำให้ปุ๋ยตามปกติ (ในกรณีที่ปลูกในขุยมะพร้าวควรรดด้วยสารละลายปุ๋ย) รอจนต้นโตสูงอย่างน้อย 1 ฟุต แล้วจึงพลิกกระถางเพื่อให้ต้นพืชกลับหัว เจาะรูที่ขอบกระถางสำหรับร้อยลวด แล้วจึงนำไปแขวน นอกจากนี้ด้านบนของกระถางยังสามารถปลูกผักขนาดเล็กชนิดอื่น เช่น สลัดได้อีกด้วย

ตามปกติแล้วส่วนยอดของต้นพืชทุกชนิดจะเจริญเติบโตในทิศทางตรงกันข้ามกับแรงโน้มถ่วง ในขณะที่ส่วนรากจะชอนไชลงดินตามแรงโน้มถ่วง การเจริญเติบโตในลักษณะเช่นนี้ทำให้ใบของพืชสามารถได้รับแสงอย่างเต็มที่ และรากก็สามารถดูดซึมน้ำและแร่ธาตุต่างๆจากดินเพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการสังเคราะห์แสงและหล่อเลี้ยงต้นพืช

ในกระบวนการลำเลียงน้ำและสารอาหารจากดินขึ้นสู่ส่วนยอดนั้น พืชต้องอาศัยการคายน้ำออกจากใบซึ่งจะก่อให้เกิดแรงดึงน้ำจากด้านล่างเข้ามาแทนที่น้ำส่วนที่หายไปในท่อลำเลียงน้ำ ที่เรียกว่า ไซเลม (Xylem) กระบวนการเช่นนี้ทำให้น้ำและธาตุอาหารซึ่งถูกดูดซึมโดยรากสามารถเคลื่อนที่จากดินผ่านทางไซเลมขึ้นไปเลี้ยงส่วนยอดได้ อย่างไรก็ตามหากเกิดความไม่สมดุลกันระหว่างการคายน้ำและปริมาณน้ำในดิน เช่น หากสภาพอากาศร้อนจัดทำให้มีการระเหยของน้ำมาก แต่ปริมาณน้ำในดินมีน้อย ก็อาจทำให้เกิดช่องว่างในไซเลม ส่งผลให้การลำเลียงน้ำและธาตุอาหารหยุดชะงักได้

การปลูกพืชกลับหัวช่วยทำให้น้ำและธาตุอาหารไหลไปเลี้ยงส่วนยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าปกติ และสามารถบรรเทาปัญหาการหยุดชะงักของการลำเลียงน้ำและธาตุอาหาร อันมีสาเหตุมาจากการเกิดช่องว่างในไซเลมได้ เพราะในสภาพที่ต้นพืชกลับหัว แรงโน้มถ่วงจะสามารถช่วยผลักน้ำให้ไหลลงไปเลี้ยงส่วนยอด นอกจากนี้การปลูกพืชแบบกลับหัวยังช่วยลดปัญหาเรื่องวัชพืชและการเข้าทำลายของโรคและแมลงได้ดีอีกด้วย

ในอเมริกา การปลูกผักกลับหัวได้รับความนิยมอยู่พอสมควร บริษัทบางแห่งถึงกับมีการทำชุดการปลูกมะเขือเทศแบบกลับหัวออกวางจำหน่าย โดยชาวสวนหลายคนที่ทดลองปลูกผักกลับหัวระบุว่าการปลูกพืชบางชนิด เช่น มะเขือเทศ กะเพรา ในสภาพกลับหัวให้ผลผลิตดีกว่าการปลูกในแนวปกติ

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เชื่อว่า คงมีหลายคนเริ่มรู้สึกสนใจกันแล้วใช่ไหมคะ "ผักหวาน" เองก็ตั้งใจแล้วว่า จะต้องลองปลูกดูบ้างแน่ๆ แต่จะปลูกต้นอะไรดีนะถึงจะเหมาะที่สุด ให้ดร.สิริวัฒน์ แนะนำให้ดีกว่านะคะ

"ในการเลือกชนิดของพืชสำหรับการปลูกแบบกลับหัว สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือลักษณะทรงต้นครับ พืชที่มีลักษณะลำต้นเตี้ยกว่า 1 ฟุต มีใบอัดกันที่ฐานลำต้นแน่น ใบซ้อนอัดกันเยอะ เช่น ผักสลัด ผักชี ปวยเล้ง ต้นหอม หรือผักคะน้า ไม่เหมาะกับการปลูกแบบนี้ เนื่องจากสองสาเหตุ หนึ่งคือเวลากลับหัวแล้วนำไปแขวน ต้นจะถูกกระถางด้านบนบังแสงทำให้เจริญเติบโตช้าและต้นแคระได้ครับ ในกรณีที่เป็นพืชที่มีลำต้นสูง เช่น กะเพรา โหระพา แมงลัก มะเขือเทศ และพริก เมื่อต้นเจริญเติบโตยาวขึ้นจะสามารถโผล่พ้นจากเงากระถางเพื่อรับแสงแดดได้ครับ เหตุผลที่สองที่ทำให้พืชต้นเตี้ยมีใบอัดแน่นที่ฐานลำต้นไม่เหมาะกับการปลูกแบบนี้คือ เวลารดน้ำพืชกลับหัวจากด้านของบนกระถาง น้ำจะมาขังอยู่ที่ก้นกระถางซึ่งเป็นส่วนที่ฐานลำต้นปกคลุมอยู่ ทำให้ฐานลำต้นชื้นและต้นเน่าได้ง่ายครับ"

จากที่ได้เห็นอาจารย์สิริวัฒน์ทดลองปลูกพืชไว้ทั้งด้านบนและด้านล่างในกระถางเดียวกัน ทำให้อดสงสัยตงิดๆไม่ได้ว่า รากของต้นด้านบนกับด้านล่างจะงอกไปพันกันอยู่ตรงกลางไหม และพืชชนิดใดควรปลูกอยู่ด้านบน ชนิดใดอยู่ด้านล่าง อาจารย์ได้กรุณาตอบข้อข้องใจให้ดังนี้ค่ะ

"ตามปกติแล้วถ้าปลูกแบบกลับหัวกระถางด้านบนจะมีพื้นที่ว่างซึ่งถ้าปล่อยไว้จะทำให้น้ำในกระถางระเหยสู่บรรยากาศเร็วส่งผลให้ต้องรดน้ำบ่อยกว่าปกติ การปลูกพืชขนาดเล็กอีกชนิดด้านบนจะช่วยคลุมดินและรักษาความชื้นในกระถางได้ อย่างไรก็ตามพืชที่ปลูกด้านบนนี้ไม่ควรเป็นพืชที่มีขนาดใหญ่มากเกินไปครับ เพราะจะแย่งกันดูดน้ำและธาตุอาหารกับพืชที่อยู่ด้านล่างได้ ยกตัวอย่างจากประสบการณ์การปลูกสลัดไว้ด้านบนและมะเขือเทศด้านล่าง พบว่าต้นสลัดเจริญเติบโตได้น้อยกว่าต้นสลัดที่ปลูกอยู่ด้านบนและต้นแมงลักไว้ข้างล่างมากครับ สาเหตุหลักก็เพราะเวลามะเขือเทศติดผลจะกินปุ๋ยเยอะมากครับ เลยไปแย่งต้นสลัดที่อยู่ด้านบนหมด ส่วนเรื่องรากพันกันนั้น พันแน่นอนครับ แต่ถ้ามีอาหารให้เพียงพอ (ในกรณีของผมใช้การรดสารละลายปุ๋ยน้ำ) ทั้งสองต้นก็เจริญเติบโตได้ไม่มีปัญหาครับ"

แล้วดอกไม้ล่ะคะ นำมาปลูกแบบกลับหัวได้ด้วยไหม

"อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าขึ้นอยู่กับลักษณะทรงต้นของไม้ดอกที่เลือกปลูกเป็นหลักครับ ไม้ดอกที่ทรงต้นมีขนาดใหญ่หรือมีน้ำหนักมาก เช่น กุหลาบ ชวนชม ชบา และ จำปี คงไม่เหมาะครับ ไม้ดอกขนาดเล็กที่มีขนาดต้นสูงกว่า 1 ฟุต หรือไม่มีฐานลำต้นแน่น เช่น ดาวเรือง พิทูเนียต้นสูง และเทียนฝรั่ง น่าจะเหมาะครับ"

ดีใจจังค่ะที่จะได้มุกใหม่ๆมาสนุกกับการปลูกต้นไม้กันอีกแล้ว หวังว่า คุณผู้อ่านที่สนใจคงจะสามารถนำไปลองทำกันได้ไม่ยากนัก สำหรับ "ผักหวาน" คิดว่าจะลองปลูกมะเขือเทศเป็นอันดับแรก เพราะเวลาติดลูกออกมาแล้ว ก็กลายเป็นไม้ประดับที่ให้ความสวยงามไปด้วยในตัว และหากใครมีข้อสงสัย อยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ก็สามารถโทร.ไปพูดคุยกับ ดร.สิริวัฒน์ สาครวาสี ได้ที่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ โทร.0-5387-3380 08-6195-7423 ในวันและเวลาราชการ