ม่านมายา

เดือง ทู เฮือง เขียน ไกรวรรณ สีดาฟอง แปล
หนังสือคือแสงจันทร์

ถ้าไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็น่าเสียดาย

"ตะวันดวงกลมสุกปลั่งลอยเหนือทิวเขาสีน้ำเงิน ในฤดูนี้เมฆขาวสกาวงดงามล่องลอยช้าๆผ่านท้องฟ้า นกกาบินฉวัดเฉวียนน่าพิศวง มนุษย์อาจจะตกอยู่ในภวังค์กับบรรยากาศอันเวิ้งว้างเป็นใจ "ชีวิตก็เหมือนสายน้ำ นำมาซึ่งความมั่งคั่งและความยากจน ชื่อเสียงและความทุกข์"

ก่อนหน้านี้ฉันรู้ว่ารูปร่างประเทศเวียดนามคล้ายตัวเอสในภาษาอังกฤษ มีเมืองหลวงชื่อฮานอย อยู่ทางภาคเหนือ โฮจิมินห์อยู่ภาคใต้ มีองเชียงสือ เวียดนามเป็นประเทศสังคมนิยม ส่วนเรื่องวรรณกรรมก็เคยผ่านตาเรื่องสั้นของเวียดนามมาน้อยนิดซึ่งก็นับว่าน้อยมาก สำหรับเรื่อง ม่านมายา ที่นำมาอ่านก็เพราะชื่อของหนังสือ ปกหนังสือ ชื่อผู้แปลและชื่อบรรณาธิการ เมื่ออ่านจบแล้วยิ่งเกิดความประทับใจอันคาดไม่ถึงในฝีมือการแต่งเรื่องของนักเขียนหญิงท่านนี้ เดือง ทู เฮือง

ม่านมายา เดือง ทู เฮือง เขียน ไกรวรรณ สีดาฟอง แปล พจนา จันทรสันติ บรรณาธิการ สำนักพิมพ์คบไฟ พ.ศ. 2547

"เดือง ทู เฮือง เกิดที่เวียดนามในปี พ.ศ.2490 เมื่ออายุยี่สิบเธอเป็นผู้นำหน่วยยุวชนคอมมิวนิสต์ที่ถูกส่งไปแนวหน้าในช่วงสงครามเวียดนาม เป็นหนึ่งในสามของอาสาสมัครสี่สิบคนที่รอดชีวิต เธอเป็นปากเสียงสำคัญในด้านสิทธิมนุษยชนและการปฏิรูปประชาธิปไตย จึงเป็นเหตุให้ถูกขับออกจากพรรคคอมมิวนิตส์ ในปี 2533 หลังจากนั้นไม่นานก็ถูกจับกุมคุมขังโดยไม่ขึ้นศาลเป็นเวลาเจ็ดเดือน ในปี 2534 เธอยังคงพำนักและทำงานเขียนอยู่ในฮานอย"

เดือง ทู เฮือง เขียน ม่านมายา เมื่ออายุ 40 ปี (พ.ศ.2530) หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเรียกร้องให้ "นักเขียนและปัญญาชนวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาต่างๆซึ่งรุมเร้าประเทศที่ยากไร้และเสื่อมทรามหลังสงครามโดยอิสระ ซึ่งก่อนหน้านั้นบรรดานักหนังสือพิมพ์และนักเขียนถูกบังคับให้เขียนถึงแต่ความรุ่งโรจน์และวีรกรรมของผู้คน ห้ามแตะต้องความสลดหดหู่และสิ้นหวัง"

เป้าหมายของ ม่านมายา จึงถูกเขียนขึ้นเพื่อสะท้อนความจริงนำเสนอเนื้อหากว้างขวางรอบด้าน ใช้แก่นความรักในการดำเนินเรื่อง ขนานไปกับเรื่องการเมือง ความด่างพร้อยของการปกครอง ทำหน้าที่เปิดบาดแผลและจุดด่างพร้อยที่เคยปกปิดไว้ ม่านมายาได้กระชากหน้ากากให้เห็น ไม่ว่าจะปกครองบ้านเมืองด้วยระบอบใดปัจเจกชนย่อมสำคัญที่สุด เพราะคนนั้นแหว่งวิ่นและมักใช้ความโลภกอบผลประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง

"ฉันเคยรักเขาถึงเพียงนั้นได้อย่างไร"

คำรำพึงบรรทัดแรกทำให้ฉันสะดุ้งวาบ เคยรักแล้ว หมดรัก เรื่องอย่างนี้ชวนใจหาย แต่จะทำอย่างไรได้เล่า เรื่องของหัวใจนั้นพูดยากแท้ รักเป็นแรงขับให้เกิดสิ่งต่างๆ ลินห์เป็นผู้หญิงที่มีความตั้งใจเด็ดเดี่ยว มีอุดมการณ์เข้มข้นเป็นกำแพงขีดล้อมตนเอง คนแบบลินห์จึงมักจะบกพร่องในเรื่องการประนีประนอม

ตอนเรียนปีสอง ลินห์หลงรักอาจารย์หนุ่มซึ่งเฉลียวฉลาดและหัวก้าวหน้า เขาเป็นเหมือนรูปบูชาของเธอ ลินห์ถอนหมั้นกับหนุ่มบ้านใกล้เรือนเคียงผู้แสนดีและช่างเอาใจ เธอต้องทำงานกลางคืนเพื่อนำเงินไปชดใช้ค่าสินสอน หลังจากอยู่กินกันแล้วเงวี้ยนผันตนเองมาเป็นนักหนังสือพิมพ์ ทั้งคู่มีความรักความสุขเสมอมา

"ฟั่นเฟือนอะไรเช่นนี้ ฉันรักเขามากขนาดนั้นได้อย่างไร"

ม่านมายา เริ่มต้นจากความปวดร้าวของคู่แต่งงาน เมื่อฝ่ายหนึ่งสูญสิ้นศรัทธา ในระยะแรกๆทั้งสองลำบากอยู่บ้าง ต่อมาเงวี้ยนต้องการให้ครอบครัวสุขสบายทางวัตถุมากขึ้น เขาจึงยอมเขียนบทความโป้ปดมดเท็จตามความต้องการของบรรณาธิการ เมื่อลินห์รู้เข้าเธอจึงยอมหักไม่ยอมงอ ชีวิตครอบครัวก็พังภินท์

"ลินห์อธิบายไม่ได้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร หล่อนตระหนกกับความเจ็บปวดจากการสูญเสียความรักนี้กับอนาคตที่ทำท่าจะมลาย แต่ก็แอบหวังว่าจะรักษาชีวิตที่สุขสงบร่วมกันเอาไว้ได้ แต่ความเป็นผู้หญิงช่างคิดในตัว หล่อนรู้ว่าหล่อนได้จากเงวี้ยนไปแล้ว บัดนี้หล่อนได้เห็นเขาอย่างชัดแจ้ง ทั้งชิงชัง ทั้งขยะแขยง อย่างที่หล่อนรู้สึกเมื่อเคราบนคางของเขามาสัมผัสถูกตัวหล่อน"

"คนโกหกต่ำช้า ฉันยังนอนร่วมเตียงกับคุณได้อย่างไร"

รสสุขที่สิ้นสลาย ลินห์ไม่ให้อภัยสามีเลยแม้แต่น้อย แม้เขาจะมีเหตุผลอธิบายอย่างไรก็ตาม เงวี้ยนเองนั้นเจ็บปวดกว่าเพราะเขายังรักลินห์เสมอ

ม่านมายา ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ภายในเวลาสองอาทิตย์ขายได้มากถึง 60,000 เล่ม เพราะหนังสือได้สะท้อนความจริง การเมือง เคราะห์กรรมของครอบครัว แล้วยังเจาะลึกถึงปัจเจกบุคคลซึ่งล้วนมักใหญ่ใฝ่สูงและเห็นแก่ประโยชน์ตัวเอง

และทั้งหมดนี้คือผลพวงที่เกิดขึ้นจริงในสังคมที่ เดือง ทู เฮือง ได้เปิดโปงผ่านวรรณกรรม มีคำกล่าวถึงหนังสือ ม่านมายา อีกว่า "พลังทางการเมืองในนวนิยายเล่มนี้ถูกเล่าคู่ขนานไปกับความฝันเฟื่องในอุดมการณ์ของนางเอก กับความรู้สึกของผู้ประพันธ์เอง ว่าถูกทรยศโดยพรรค ที่คนรุ่นเธอได้สูญเสียเวลาช่วงเยาว์วัยช่วยให้พรรคขึ้นสู่อำนาจ"

ลินห์เปรียบเสมือนผู้อ่อนโลก หัวใจเต็มล้นคือแก้วที่เต็มล้นไปด้วยอุดมการณ์และหวังให้สังคมเป็นเหมือนที่เธอฝัน ลินห์ไม่ได้ผิด คนเหมือนเธอมีอยู่น้อยเกินไปในสังคม ความยึดมั่นเหมือนแก้วบางเมื่อพายุสาดซัดแก้วก็แตกร้าวในทันที เธอหมดสิ้นความนับถือสามีและไม่สามารถจะกอบเก็บชิ้นส่วนเหล่านั้นมาประกอบใหม่ได้

"ผมออกไปปฏิบัติภารกิจ แล้วผมก็ได้พบเห็นความจริงอันขมขื่น แต่ผมไม่เคยได้เรื่องจริงๆ ปัญหาต่างๆที่จำเป็นสำหรับการเขียนบทความเสนอความเป็นจริง ไม่มีใครอยากให้ผมเห็นภาพรวม จะมีประโยชน์อะไรที่จะเอาตัวเองซึ่งเป็นเพียงกรวดเม็ดหนึ่ง โยนลงไปในฟันเฟืองของเครื่องจักรที่กำลังแล่นเต็มกำลัง ผมจะถูกบดเป็นฝุ่นผงในชั่วพริบตา"

โลกด่างพร้อยไม่มีใครเถียง แต่จะให้ยอมรับเห็นด้วยกับการบิดเบือน หลอกลวง ฉันเชื่อว่าน้อยคนนักจะเห็นด้วย ทว่าก็ยังมีคนเป็นจำนวนมากสร้างโลกแปดเปื้อนสกปรกอย่างหน้าตาเฉย ความจริงในสังคมอาจจะถูกปกปิดซ่อนเร้น แต่เชื่อเถิดว่าวันใดวันหนึ่งความจริงย่อมจะถูกเปิดเผยขึ้นเสมอ

โชคชะตายังดำเนินไป ลานป้าของลินห์พาเธอไปดื่มกาแฟ ทำให้เธอได้พบกับเตริ่นเฟือง นักแต่งเพลง เขามีความอ่อนไหวทว่าฉลาดแกมโกง เจ้าชู้ เอาตัวรอดและมีผู้หญิงอยู่เสมอแม้ว่าจะแต่งงานแล้ว ทั้งสองก็ตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น

"ความรักอาจค่อยๆตายไปอย่างทุกข์ทรมาน หรือไม่ก็สิ้นสุดอย่างรวดเร็วและไร้ปรานีเมื่อมีรักใหม่แทรกเข้ามา"

"ทุกข์จากรักนั้นเกิดขึ้นกับทุกผู้ทุกนาม มนุษย์นั้นดูเหมือนจะตามหาอีกครึ่งของตนเสมอ เขาเหล่านั้นตกหลุมรัก ยอมจำนน ผิดพลาด ตาสว่าง หยุดพินิจพิเคราะห์ความผิดพลาดของตนแล้วตกหลุมรักอีก ครั้งแล้วครั้งเล่า มือลึกลับที่มองไม่เห็นอะไรเล่ามาสับไพ่ความรักก่อนแจกจ่าย?"

รสสุขที่แห้งเหือดของสามีภรรยากลายเป็นทุกข์หนัก คนหนึ่งสูญสิ้นศรัทธาแล้วทอดทิ้งจากลาและพบรักใหม่ อีกคนยังหลงใหลในรักไม่เปลี่ยนแปลง ลินห์ย้ายออกจากบ้านที่เคยเป็นรังรัก เฮืองลีลูกสาวยังอยู่กับพ่อ เธอเองก็ทรมานใจไม่ใช่น้อยเมื่อต้องจากลูกมา

"ลินห์รู้สึกถึงความมหึมาของความโดดเดี่ยว หล่อนไม่ต้องห่วงใคร และไม่มีใครห่วงหล่อน ที่นี่มีแต่วัตถุ แม้แต่ดอกไม้บนขอบหน้าต่างก็ดูเย็นชาไร้ความรู้สึก แมลงสาบจากห้องสมุดคืบคลานขึ้นผนัง จิ้งจกสีดำตัวเล็กๆ ไล่จับยุงรอบหลอดไฟหัวโล้น เสียงจุ๊ยๆอันแห้งแล้งของมันก้องไปทั่วทั้งห้อง"

"ลินห์ได้ยินเสียงลูกสาวหวีดร้อง แว่วเสียงร้องไห้อยู่ในหู คลื่นสีดำดุจน้ำหมึกสูงเป็นภูเขาสาดซัดท่วมถนน แม่น้ำ ทะเลสาบ ท้องทุ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างจมอยู่ใต้น้ำเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง เสียงเพลงดังขึ้น กังวานทั่วมหาสมุทรสีดำเหนือจริงแห่งนี้ กลบทุกสิ่งทุกอย่างในห้วงจักรวาลไม่มีสิ้นสุด ณ ที่ซึ่งความฝันของมนุษย์คละเคล้ากับความทุกข์เข็ญที่เขาเหล่านั้นแบกรับในชีวิต"

"เขารู้สึกถูกทอดทิ้งเดียวดายในห้องอันกว้างขวางเยือกเย็นนี้ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างย้ำเตือนให้นึกถึงลินห์ กางเกงของหล่อนบนพื้นกระเบื้องสีขาวสลับน้ำเงิน หมวกใบโปรดของหล่อนที่แขวนอยู่บนผนัง เสื้อคลุมมีสายรัดเส้นใหญ่ของหล่อนที่พาดอยู่บนพนักเก้าอี้ เสื้อสีม่วงมีกระดุมสีขาวที่แวววาวดุจไข่มุกของหล่อน รีบๆกินข้าวตามลำพังอย่างเศร้าสร้อย และวันอาทิตย์ที่ว่างเปล่ายืดยาวออกไป ชีวิตที่ไร้ความหมาย"

ม่านมายาแม้จะมีเนื้อเรื่องแสนสามัญเรื่องความรักความใคร่และกิเลสมนุษย์ ทว่าเดือง ทู เฮือง มีความสามารถในการเขียนบรรยาย บทบรรยายชีวิต อารมณ์ความรู้สึกและฉากต่างๆที่เธอเขียนขึ้นนั้น สื่อความหมายในภาพและประโยคต่างๆช่วยให้ผู้อ่านใกล้ชิดและเข้าถึงตัวละครแต่ละตัวได้อย่างสมจริง เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้หนังสือ ม่านมายา ขายดีและยังมีผู้แปลงานของเธอขายในต่างประเทศ เธอเป็นนักเขียนเวียดนามที่โด่งดังที่สุดนอกประเทศของตัวเอง

ตัวละครทักสามในม่านมายา ลินห์ เงวี้ยน และเตริ่นเฟืองคือมายาภาพในรูปแบบต่างกันที่ผู้อ่านจะได้เห็น และตัวละครเองที่ติดอยู่ใน มายาภาพของตน กว่าพวกเขาจะผ่านพ้นนั้นต้องอาศัยความทุกข์และประสบการณ์เป็นบทเรียน เช่นเดียวกับชีวิตคนในโลกจริง และนี่เองคือความศํกดิ์สิทธิ์ของงานศิลปะที่เรียกว่าวรรณกรรม ที่จะต้อง "ชี้บอกความจริงให้กับสังคม"