ใส่บาตรข้าวเหนียวเที่ยว "เชียงคาน" สืบสานประเพณีแห่ต้นดอกไม้บ้านแสงภา ที่ "เมืองเลย"

ที่นี่...รายการตะวันหรรษา

หลายปีที่ผ่านมา ดิฉันพยายามค้นหาที่มาของคำว่า "ดินแดนแห่งสัจจะและมิตรไมตรี" ทุกครั้งที่ได้รับเชิญหรือชวนให้มาเยือนเมืองเลย จึงตอบรับทันที ด้วยเชื่อว่า ปริศนานี้ จะมีคำตอบให้ในสักวันหนึ่ง

จังหวัดเลยห่างจากรุงเทพฯ ประมาณ 520 กิโลเมตร โอบล้อมด้วยขุนเขาที่สลับซับซ้อน อุดมด้วยพืชพรรณป่าไม้นานาชนิด อากาศเย็นสบาย มีประเพณีวิถีชีวิตที่มีเอกลักษณ์ เรียบง่าย สะท้อนให้เห็นถึงความรักความผูกพัน และความสามัคคีของชาวชุมชนได้อย่างชัดเจน ในอดีตเป็นเพียงชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่งของอาณาจักรล้านช้างที่เคยเจริญรุ่งเรือง แล้วอ่อนแอลง จึงมาขึ้นอยู่กรุงศรีอยุธยา จนถึงในสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จึงได้ยกฐานะขึ้นเป็นเมือง เรียกว่า "เมืองเลย" นับแต่นั้นมา
พัฒน์มาศ วงศ์พัฒนศิริ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำคณะสื่อมวลชน 5 ท่านเดินทางไปร่วม งานประเพณีสงกรานต์และแห่ต้นดอกไม้ พร้อมสำรวจแหล่งท่องเที่ยวของ จ.เลย (เส้นทาง เชียงคาน-ภูเรือ-ด่านซ้าย-นาแห้ว) โดยมี น้องมิ้นท์ (ภัททิรา คำอภิวงศ์) เป็นผู้ประสานงาน เดินทางโดยสายการบินนกแอร์ DD9216 เวลา 16:30 น. ดอนเมือง-อุดรธานี
เดินทางผ่าน จ.หนองบัวลำภูเข้าสู่ จ.เลย รับประทานค่ำที่ ร้านอาหารล้านช้าง ได้พบกับ เฉลิมชัย รุจิวรารัตน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเลย ให้การต้อนรับ แล้วเข้าพักที่ เชียงคาน ริเวอร์ เมาท์เท้นน์ รีสอร์ทแห่งใหม่ใกล้ชิดริมฝั่งแม่น้ำโขง อัจพรรณ บุญเจริญ ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเลย ทรงศักดิ์ ศรีเคลือบ ประธานอนุกรรมการด้านตลาดในประเทศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รอรับและจัดสถานที่ให้มีการรดน้ำขอพรผู้ใหญ่คือ อาทร จุลโลบล มานพ คำหอม และ พัฒน์มาศ วงศ์พัฒนศิริ เนื่องในโอกาสวันสงกรานต์ไทย ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นด้วยรักและผูกพัน
วันรุ่งขึ้น 06:00 น. ไปร่วม ใส่บาตรด้วย "ข้าวเหนียว" เอกลักษณ์ชุมชนตามวิถีของเชียงคาน อาคารบ้านไม้เรียงรายเป็นแถวยาว มีคุณตาคุณยายคุณปู่คุณย่ามานั่งรออยู่หน้าบ้าน ในมือถือกระติ๊บข้าวเหนียวหุงสุกใหม่ๆ เตรียมไว้ใส่บาตร ภาพความสำรวมของพระสงฆ์ในการเดินรับข้าวใส่บาตรและปิดผา สวดมนต์ให้พร แล้วเดินจากไปอย่างสงบ ไม่วุ่นวาย มองซ้าย ขวา ดูเรียบง่าย สง่างาม สมกับเป็นเมืองแห่งพระพุทธศาสนา ยังคงเป็นมนต์เสน่ห์ที่ทำให้ประทับใจ และอยากกลับมาเยือนทุกครั้งที่มีโอกาส
เชียงคาน เป็นอำเภอเล็กๆ ริมฝั่งของแม่น้ำโขง มี การใส่บาตรด้วยข้าวเหนียว เช่นเดียวกับที่เมืองหลวงพระบาง ของสาธารณรัฐประชาชนลาว ประเทศเพื่อนบ้านที่มีความใกล้ชิดกันดุจดั่งบ้านพี่เมืองน้อง ห่างไกลกันเพียงมีแม่น้ำโขงขวางกั้นไว้
อัจฉพรรณ บุญเจริญ ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเลย กล่าวว่า การใส่บาตรด้วย "ข้าวเหนียว" อย่างถูกต้อง จะใช้มือหยิบข้าวเหนียวจากกระติ๊บ จำนวนพอเหมาะปั้นเป็นก้อน เฝ้ารอพระสงฆ์เดินมารับบาตร แล้วจึงชักชวนให้ลูกหลานนำอาหารคาวหวาน น้ำดื่ม ผลไม้ ดอกไม้ และปัจจัยอื่นๆ ไปจัดสำรับถวายที่วัด ด้วยความเมตตา(ความปรารถนาดี)ที่มีต่อพระสงฆ์ เพื่อท่านจะได้ไม่ต้องอุ้มบาตรข้าว พร้อมกับข้าว น้ำ ผลไม้ ของหวาน ดอกไม้มากมาย สวดมนต์ให้พรแก่ญาติโยม แล้วเดินกลับวัด ซึ่งอาจจะไม่สะดวก
หากจะถวายเงินทำบุญควรจัดใส่ซองหรือใส่ตู้ทำบุญในโบสถ์ เท่านี้ก็ถือว่าได้ทำบุญครบถ้วนแล้ว ไม่ควรนำธนบัตรใส่ปะปนกับข้าวเหนียวในบาตรพระ เพราะจะทำให้ท่านไม่กล้าฉันท์ข้าวเหนียวนั้น อีกสิ่งหนึ่งคือ ต้องล้างมือด้วยน้ำให้สะอาดและไม่ควรทาครีมหรือโลชั่น เนื่องจากอาจมีกลิ่นติดไปกับข้าวด้วย
ททท.สำนักงานเลย ได้ร่วมกับผู้ประกอบการด้านธุรกิจท่องเที่ยวในเชียงคาน(บางส่วน) ให้มาร่วมกันทำความเข้าใจ และจัดให้บริษัททัวร์ที่จะนำนักท่องเที่ยวเข้ามา ร่วมรณรงค์ใส่บาตรข้าวเหนียวตามแบบวิถีเชียงคานอย่างถูกต้อง โดยให้ใส่บาตรเฉพาะข้าวเหนียวเช่นเดิม (ราคากระติ๊บละ 20-30 บาท) แทนการ ใส่บาตรสำเร็จรูป (ข้าวเหนียว กับข้าว น้ำ ขนมหวาน ดอกไม้และธูปเทียน) ที่มีให้ซื้อหรือสั่งจองชุดละ 50 บาท
นักท่องเที่ยว (ไทยและต่างชาติ) ที่ได้ร่วม ใส่บาตรข้าวเหนียว(อย่างถูกต้อง) จะได้รับ เกียรติบัตร จากชุมชนไทเชียงคานและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานเลย เพื่อแทนคำขอบคุณที่ท่านเป็นผู้หนึ่งที่ ร่วมอนุรักษ์การใส่บาตรข้าวเหนียววิถีไทยเชียงคาน ขอรับได้ที่ วัน-เดือน-ปี เกสท์เฮ้าส์ ซอย 9 (ล่าง) และ สองผัวเมีย เกสท์เฮาส์ & แฮนดิคราฟท์ อยู่ระหว่างซอย 8-9 ถนนชายโขง
ถนนชายโขง(ถนนคนเดิน) และชุมชนบ้านไม้โบราณ 100 ปี เป็นถนนสายสั้นๆ มีความยาวประมาณ 2 กิโลเมตร มีชุมชนของผู้คนซึ่งสืบเชื้อสายมาจากชาวเมืองสานะคาม อาณาจักรล้านช้าง ที่ยังคงรักษารูปแบบวิถีชีวิตอันเนิบช้า ทว่าเปี่ยมล้นด้วยมิตรไมตรีเอาไว้อย่างไม่เสื่อมคลาย จนกลายมาเป็น "เสน่ห์เชียงคาน" ดึงดูดผู้คนจากต่างถิ่นให้ถวิลหาจะมาสัมผัสบรรยากาศงามสงบของอำเภอเล็กๆ แห่งนี้
จากนั้นไปชม การเผาข้าวหลามกระบอกยาวที่สุดของประเทศไทย ของดีขึ้นชื่อของเชียงคานและเมืองเลย รู้จักกันดีในนาม ข้าวหลามสองพี่น้อง ไส้ในใส่ฟักทองและเผือกหอม ทำใหม่สดทุกวัน ทำด้วยไม้ไผ่ข้าวหลามช่วงยาว (ไม้เปลือกแดง) ใช้เวลาในการเผาถึง 2 ชั่วโมงจึงจะได้ข้าวหลามหอมอร่อยกลมกล่อม หลายคนชิมแล้วติดใจ เดินทางกลับที่พักเพื่อรับประทานอาหารเช้า แล้วเดินทางจากเชียงคานไปสู่ อ.ภูเรือ
เส้นทางเลย-ภูเรือ มีจุดชมวิว อ่างเก็บน้ำห้วยกระทิง อยู่ในวนอุทยานหริรักษ์ เป็นอ่างเก็บน้ำสันเขื่อนดินยาว 800 เมตร ขนาดความจุ 26 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่ 1,500 ไร่ สร้างขึ้นเพื่อการชลประทาน มีทัศนียภาพสวยงามของป่าไผ่และภูเขาที่โอบล้อม มีบริการเรือแพไม้ไผ่ จำหน่ายอาหารพื้นเมืองสำหรับนักท่องเที่ยว
การสำรวจแหล่งท่องเที่ยวเริ่มที่ บ้านหนองบงแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร มี สวนกล้วยไม้ลุงวุฒิ (สวนไม้ดอกไม้ประดับลุงวุฒิ) เปิดให้เข้าชมฟรี มีกล้วยไม้สีสันสวยงาม ไม้ประดับเมืองหนาว และไม้ประดับที่หากยาก เช่น สับปะรดสี หม้อข้าวหม้อแกง ฯลฯ เลือกซื้อกลับมาเป็นของที่ระลึก ช่วยกันปลูกต้นไม้เพื่อลดโลกร้อน แวะชม ตลาดไม้ดอกเมืองหนาวบ้านหนองบง มี เทอร์โมมิเตอร์ยักษ์ วัดองศาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตั้งตระหง่านสะดุดตา ใครๆ ผ่านมาก็ต้องถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก
ชม-ชิม-ช๊อปสินค้าผลิตภัณฑ์ OTOP และลิ้มรสไอศกรีมโฮมเมด กุหลาบมอญ เสาวรส ชาเขียว และผลไม้ต่างๆ ที่ชาโต้ เดอ เลย แล้วไปรับประทานอาหารกลางวันที่ รังเย็นรีสอร์ท ท่ามกลางขุนเขาและดอกไม้เมืองหนาว อากาศเย็นสบายตลอดปีของ อ.ด่านซ้าย มีอาหารจานเด่นเพื่อสุขภาพคือ เห็ดหอมย่าง น้ำพริกเห็ดหอม และแกงผักหวานกับไข่มดแดง
เมื่อเข้าสู่ดินแดน อ.ด่านซ้าย สิ่งแรกที่ดิฉันนึกถึงคือ ผีตาโขน เป็นผีน่ารัก และมีประเพณีผีตาโขนในงานบุญหลังวันออกพรรษา วันนี้ได้เข้าพักที่ ภูนาคำ รีสอร์ท รีสอร์ทสวยและพักสบาย ออกแบบกลมกลืมกับสภาพแวดล้อมโอบล้อมด้วยภูเขาและทุ่งนา นีรชา วงศ์มาศา กรรมการผู้จัดการ ให้การต้อนรับ
ในช่วงบ่ายเดินทางไปที่ วัดโพธิ์ชัย บ้านนาพึง อ.นาแห้ว สร้างขึ้นปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นโบราณสถานและโบราณวัตถุที่มีค่ายิ่งแห่งหนึ่งของจังหวัดเลย กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียน วัดโพธิ์ชัย เป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2530 ได้พบ คุณตาถ่วง ยศปัญญา อายุ 75 ปี ปราชญ์ชาวบ้าน เล่าเรื่อของพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ 2 องค์ว่า มีประธานปางขัดสมาธิประดิษฐานอยู่ในวิหาร ชาวบ้านเรียกว่า พระเจ้าอินแปลง มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสงดงาม นายช่างได้สร้างขึ้นตามแบบใบหน้าของสาวงาม
และ พระเจ้าองค์แสน (พระเจ้าฝนแสนห่า) พระพุทธรูปโบราณคู่บ้านคู่เมือง ประทับขัดสมาธิราบ พระพักตร์ยาวรี ยอดพระเมาลีเป็นเปลวเพลิง พระสังฆาฏิเป็นท้องนาค สันนิษฐานว่าเป็นพระเชียงแสน ประดิษฐานอยู่ในกุฏิเจ้าอาวาส และมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า ท่านเคยมีดวงแก้ววิเศษประดับที่ยอดพระเกศ เมื่อดวงแก้วหายไป จึงเสด็จไปสถานที่ต่างๆ ไม่ได้ จึงประดิษฐานอยู่ในแผ่นดินไทยมาจนถึงปัจจุบัน
ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเลยได้มาให้การต้อนรับและถ่ายภาพที่ระลึกร่วมกับคณะของผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และคณะนักท่องเที่ยวที่เดินทางมากับบริษัท ฟูจิทัวร์ จำกัด ณ อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย เพื่อร่วมกิจกรรมการมีส่วนร่วมส่งเสริมและสนับสนุนรักษาวิถีวัฒนธรรมที่ดีงามนี้ ด้วยการ ตกแต่ต้นดอกไม้ขนาดเล็ก ที่ได้จัดเตรียมโครงต้นไม้และดอกไม้สดไว้ให้ เพื่อนำไปร่วมขบวนแห่กับชาวบ้าน และดิฉันไม่พลาดโอกาสที่จะไปทักทาย เจ้าฮีโร่ ลูกเต่าปูลู ตัวน้อยน่ารัก เช่นทุกครั้ง
ที่ หมู่บ้านแสงภา ชาวบ้าน ทำต้นดอกไม้ เพื่อเตรียมถวายเป็นพุทธบูชาในวันสงกรานต์ หรือวันขึ้นปีใหม่ไทย และถือว่าเป็นมงคลกับชีวิตอย่างยิ่ง การทำต้นดอกไม้ต้องทำให้แล้วเสร็จภายในวันเดียว วิธีทำต้นดอกไม้ เริ่มจากเช้าตรู่ ผู้ชายจะไปตัดไม้ไผ่ในป่าแล้วนำมาผูกยึดเป็นโครงรูปทรงปราสาทผึ้งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สูงตั้งแต่ 2 เมตรขึ้นไปถึง 20 เมตร มีฐานกว้างผูกยึดกับคานหาม เอวกิ่วคอด ตรงกลางป่อง ยอดแหลม
ส่วนผู้หญิงจะไปเก็บดอกไม้สดที่มีอยู่ภายในหมู่บ้าน เช่น ดอกคูณ ดอกหางนกยูง ดอกจำปา ฯลฯ มามัดรวมจัดเป็นช่อๆ นำมาประดับหรือผูกไว้กับโครงตกแต่งให้สวยงาม ดิฉันเชื่อว่าความสุขที่ได้จากการร่วมแรงร่วมใจกันทำต้นดอกไม้ให้สำเร็จขึ้นมาคือ บุญกุศลที่ได้ทำบุญร่วมกัน แล้วถวายเป็นพุทธบูชา
เป็นเวลากว่า 400 ปีที่ ชาวบ้านแสงภาสืบสานงานบุญใหญ่ ณ วัดศรีโพธิ์ชัย เรียกว่า ประเพณีแห่ต้นดอกไม้ โดยมีความเชื่อที่สืบทอดกันมาว่า การได้บูชาพระพุทธศานาจะเป็นสิริมงคลแก่หมู่บ้าน ข้าวกล้าในนาอุดมสมบูรณ์ ฝนตกต้องตามฤดูกาล ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บหรือเหตุร้ายใดๆ เกิดขึ้นในหมู่บ้านแห่งนี้
บ้านแสงภาไม่ใช่หมู่บ้านแห่งเดียวที่มีการจัดงานแห่ต้นดอกไม้ หมู่บ้านอื่นๆในแถบชายแดนไทย-ลาว ก็มีการแห่ต้นดอกไม้ แตกต่างกันที่ ต้นดอกไม้ของบ้านแสงภา ที่ทำขึ้นมานั้น มีทำใหญ่กว่าที่อื่นๆ ทำให้นักท่องเที่ยวและคนต่างถิ่นต้องทึ่งในศรัทธา และความสามัคคีของชาวบ้านแห่งนี้
การแห่รอบโบสถ์ในตอนกลางคืนจะทำตั้งแต่ 1-3 ทุ่ม โดยแห่รอบพระอุโบสถสามรอบ รอบที่ 1 บูชาพระพุทธ รอบที่ 2 บูชาพระธรรม และรอบที่ 3 บูชาพระสงฆ์ โดยผู้หามต้นดอกไม้ต้องโยกซ้ายโยกขวาตามจังหวะดนตรี หมุนซ้าย ขาว เพื่อผ่อนคลายแรงกดดันจากตัวต้นดอกไม้ สร้างความเพลิดเพลินให้กับผู้ร่วมงาน บางคนถึงกับโยกตัวตามไปด้วยอย่างเข้าถึงในอารมณ์
รุ่งเช้าวันที่สาม รับประทานอาหารแล้ว เป็นกิจกรรมนำชม แปลงปลูกผักปลอดสารพิษ ที่อยู่ภายในรีสอร์ท ที่ลงมือปลูกกันเองโดยทีมงานภูนาคำ และเป็นหนึ่งในหลายๆ กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถจะเลือกมาเรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์เช่นนี้ได้ด้วยค่ะ หรือจะเลือกกิจกรรมสาธิตการทำนา ปั้นอีเอ็มบอลจุลินทรีย์ ปลูกผัก ทำเทียนหอม ขี่จักรยานสำรวจธรรมชาติและวัฒนธรรมหมู่บ้านรอบรีสอร์ท เลือกซื้อสินค้าที่ระลึกน่ารักๆ ที่มีทั้งตุ๊กตากระบือ(น้องทองดี) นาฬิกา และตุ๊กตา ผีตาโขน ฯลฯ
วัดเนรมิตวิปัสสนา อยู่บนเนินเขา พระอุโบสถและเจดีย์ก่อสร้างด้วยศิลาแลง มีองค์พระพุทธชินราชจำลองเป็นพระประธาน ฝาผนังมีภาพจิตกรรมประดับอยู่โดยรอบ พระธาตุศรีสองรัก ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำหมัน เป็นพระธาตุสำคัญของจังหวัด ศิลปล้านช้าง สร้างขึ้นเพื่อเป็นสักขีพยานในสัจจะและไมตรี ไม่ควรนำดอกไม้หรือแต่งกายที่มีแดง เพราะเป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรงและเลือดวัดโพนชัย มี พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านผีตาโขน จัดแสดงความเป็นมาของด่านซ้าย สาธิตทำหน้ากากผีตาโขน และจำหน่ายสินค้าที่ระลึก เป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการศึกษา เปิดให้เข้าชมทุกวัน
มื้อกลางวันรับประทาน อาหารฟื้นบ้านแบบชาวด่านซ้ายได้แก่ ส้มตำผักสะท้อน ไก่ย่าง ข้าวเหนียว ฯลฯ แล้วไปรับประทาน เฉาก๊วยธัญพืช หวานเย็นชื่นใจ คลายร้อนสูตรภูนาคำ จึงอำลาเมืองเลยใช้เส้นทางด่านสาย -หล่มสัก ผ่าน อ.วังทอง เข้าสู่สนามบินจังหวัดพิษณุโลก เพื่อเดินทางโดยสายการบินนกแอร์ เที่ยวบินที่ DD8413 เวลา 18:20 น. โดยสวัสดิภาพ
เมืองแห่ง "สัจจะและไมตรี" แห่งนี้ เหมือนเป็นจุดศูนย์รวมความมีอัธยาศัยอันดี ประเพณีและวัฒนธรรมระหว่าง "ภาคเหนือ"และ"ภาคอีสาน"ให้มาอยู่ใกล้ๆ กัน เป็นดินแดนที่มี "ผี" ก็เป็นผีที่ไม่น่ากลัวแต่น่ารักน่ากอด แถมไม่หลอกหลอนใครๆ นี่แหละค่ะ เสน่ห์ของเมืองเลย