ดร.ทิพวรรณ อินนันทนานนท์ กับพิพิธภัณฑ์ของพ่อ

นัดพบ

"พิพิธภัณฑ์ฉลอง อินน้อย" แม้ไม่ใหญ่โตมากมายนัก แต่อบอวลไปด้วยความรักระหว่างพ่อกับลูก เนื่องจากเป็นทั้งพิพิธภัณฑ์และที่พักของ พี่หญิงน้อย - ดร.ทิพวรรณ อินนันทนานนท์ ลูกสาวของพ่อฉลอง อินน้อย ชาวบ้านท่าไม้ อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ พี่หญิงน้อยเล่าให้ฟังว่า ข้าวของทุกชิ้นพ่อสะสมไว้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป เครื่องลายคราม เบญจรงค์ หรือของเก่าชิ้นอื่น มีวิธีการได้มาที่แตกต่างกันออกไป ทั้งใช้ข้าวแลก ขอซื้อ และเจ้าของให้มาฟรีๆ เพราะฉะนั้นของทุกชิ้นจึงมีที่มาที่ไป "เสียดายที่ไม่ได้บันทึกเรื่องราวไว้ ทั้งๆที่ตอนที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ ท่านพยายามเล่าให้ฟังถึงวิธีการที่ได้มา

ส่วนใหญ่แล้วของเก่าทุกชิ้นที่จัดแสดงอยู่คือคุณพ่อของพี่หญิงน้อยสะสมไว้ทั้งหมด

ใช่ค่ะ พ่อเป็นคนชอบของพวกนี้มาก คงต้องเท้าความกลับไปว่า ครอบครัวเราเป็นคนบ้านท่าไม้ อำเภอชุมแสง นครสวรรค์ ดั้งเดิมพ่อมีอาชีพค้าขาย ก่อนที่จะมาตั้งโรงงานปั่นนุ่น โดยใช้ชั้น 3 ของบ้านเป็นที่ตั้งโรงงาน ส่วนชั้น 2 เป็นที่เก็บวัตถุโบราณมีพ่อสะสมไว้ และความที่พ่อเป็นพ่อค้ามาก่อนท่านจึงได้เดินทางไปทั่ว จึงได้ของเหล่านี้มาสะสมไว้ บ้างก็ใช้ข้าวแลกมา บ้างซื้อ บางชิ้นเจ้าของให้มาฟรีๆ ก็มีอันนี้พ่อเล่าให้ฟังนะคะก่อนท่านจะเสียชีวิตไปตอนอายุ 76 ปี

พ่อไม่เก่งเรื่องทำสวน ทำไร่ แต่พ่อเก่งเรื่องค้าขาย ฉะนั้นไม่ว่าจับอะไรก็จะเป็นเงินเป็นทองหมด คนที่ชุมแสงจะรู้จักพ่อฉลองหมด จำได้ว่าพ่อเป็นคนหล่อเหลา ใจดี โกรธง่าย หายเร็ว ซื้อพืชผลทางการเกษตรก็มักจะไม่ค่อยต่อใคร พ่อเป็นผู้ที่ริเริ่มการก่อตั้งสหกรณ์การเกษตรชุมแสง จำกัด และร้านค้าสหกรณ์ และปั๊มน้ำมันบางจากในนามสหกรณ์ฯ คนแรก พ่อยังได้เคยเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ วังสวนจิตรลดา ในฐานะผู้นำสหกรณ์ และมีความสามารถพิเศษ ด้านการคัดเลือกพันธุ์ข้าวปลูก และตรวจสอบข้าวเมล็ดพันธุ์ดีไว้เป็นพันธุ์ข้าวให้กับชาวนาจังหวัดนครสวรรค์ ใช้เป็นข้าวปลูกในคราวต่อไปทั้งนาปี และนาปรัง พ่อจึงได้รับคัดเลือกให้เป็นพ่อดีเด่นระดับจังหวัดของนครสวรรค์ และได้รับโล่รางวัล ครอบครัวประชาธิปไตยดีเด่นระดับประเทศ ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักเอกลักษณ์ของชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี

แม้พ่อจะยึดหลักประชาธิปไตยเป็นสำคัญ เลี้ยงลูกทั้ง 3 คน แบบให้อิสระทางความคิด แต่เราก็ยังถือคติโบราณ คือ "รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี" มีทั้งการยกย่อง ชมเชย และลงโทษ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ พ่อจะสอนให้แต่ละคนรู้จักหน้าที่ของตนเอง ต่อบุพการี ต่อการเรียน รู้จักการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ พร้อมกับดูตัวอย่างของพ่อแม่ที่ดีเพื่อให้ครอบครัวอยู่อย่างเป็นสุข โดยเฉพาะสอนให้รู้จักการให้ "พี่ต้องให้น้อง" มีไข่ต้ม 1 ลูก พ่อก็จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ให้เราสามคนได้กินด้วยกัน (น้ำตาซึม)

พิพิธภัณฑ์ 3 แห่งนี้ตั้งมานานหรือยังคะ

ตั้งขึ้นหลังจากที่พ่อเสียเมื่อตอนปี 2552 แล้วพี่ก็จบปริญญาเอกตอนปี 2553 ทำงานได้ปีกว่าๆก็เออร์ลี่ เพื่อมาทำงานพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านของเราเอง ใช้เวลา 5 ปี นะคะกว่าจะเสร็จ แต่เปิดอย่างเป็นทางการจริงๆ เมื่อปี 2556 ที่ผ่านมานี่เอง เดิมที่ทำงานที่กระทรวงวัฒนธรรม ปีกว่า มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลเกี่ยวกับงานวัฒนธรรมของนครสวรรค์

ข้าวของต่างๆที่เห็นพ่อสะสมไว้ตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นก็สงสัยว่า เอ...พ่อจะขยันเก็บข้าวของพวกนี้ไว้ทำไมเยอะแยะมากมายเสียขนาดนี้ ตอนนั้นพ่อบอกแต่เพียงว่าเป็นความชอบ และต่อไปนับวันวัตถุโบราณพวกนี้จะหายากมากยิ่งขึ้นทุกวัน พ่อเคยบอกว่าถ้าว่างเมื่อไหร่ก็มาถ่ายรูป แล้วพ่อจะบอกประวัติให้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ทำซักที ได้แต่เดี๋ยว ครั้นพอพ่อเสียไปเราจึงไม่รู้เลยว่าแต่ละชิ้นพ่อได้มาจากไหนบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก

ภาพที่เราเห็นคือเวลาที่พ่อได้ของเหล่านี้มา ก็จะนำมาขัด มาล้าง มาถูก แล้วก็เก็บใส่ตู้ ซึ่งก็เป็นของเก่าที่พ่อซื้อไว้อีกเช่นกัน ทุกชิ้นในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่เคยซื้อมาใหม่เลยเป็นของเก่าทั้งหมด บ้านเดิม 3 ชั้นที่อยู่ลึกเข้าไปอีกหลังจากที่เลิกทำการค้า พ่อจะใช้ชั้นบนเป็นที่เก็บพระพุทธรูป ส่วนชั้นที่ 2 ก็จะเก็บพวกเครื่องลายคราม ชั้นล่างสุดก็จะเป็นพวกเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะมุก ฯลฯ คือเป็นของที่มีน้ำหนัก พ่อจะเก็บไว้ชั้นล่างทั้งหมด ปีไหนน้ำท่วมพ่อก็จะเหนื่อยกับการขนข้าวของเหล่านี้หนีน้ำ โต๊ะมุกบางตัวก็ชำรุด ขาโยกบ้างอะไรบ้างไปตามสภาพ เพราะของโบราณมักจะไม่ได้ตอกตะปู ใช้สลัก

การที่จะครอบครองวัตถุโบราณเหล่านี้ได้ แสดงว่าครอบครัวต้องมีฐานะพอสมควร

เรียกว่าฐานะปานกลางจะดีกว่า พ่อจะชอบทำการค้า สมัยก่อนพ่อค้าพืชไร่ ค้าข้าว มีเรือโยงบรรทุกข้าว ล่องไปถึงปากน้ำโพ กระทั่งสะพานพุทธฯ ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พ่อเล่าว่าวิ่งหลบระเบิดด้วย เมื่อไปกรุงเทพฯ พ่อจะชอบไปเดินที่เวิ้งนาครเกษม กับสนามหลวง ซึ่งสมัยก่อนมีตลาดนัดขายของเก่า พ่อบอกว่ามีหลายชิ้นที่อยากได้แต่ไมมีสตางค์ ดังนั้น จึงมีของเก่าๆหลายชิ้นที่ฝรั่งซื้อไป ซึ่งน่าเสียดาย เพราะเป็นสมบัติของชาติเรา หาไม่ได้อีกแล้ว

พ่ออาจจะมีโอกาสในการหาของเหล่านี้ได้หน่อยมาก เพราะพ่อค้าข้าวก็ได้เข้าไปหมู่บ้าน บางชิ้นชาวบ้านก็ทิ้งขว้าง ใช้เป็นภาชนะใส่อาหารให้ก็มี พ่อก็จะขอซื้อมา 20 -30 บาทก็ว่ากันไป มีโถใบนึงใหญ่มาก ชำรุดปากบิ่น พ่อก็เอามาซ่อมโดยใช้ปูนขาว แล้วก็ใช้สีเขียนลวดลายให้เหมือนเดิม เท่าที่ได้สมัยเรียนชั้นประถม พวกเครื่องเบญจรงค์ยังไม่ค่อยมากเท่าไหร่ พ่อมาสะสมมากตอนเรียนมัธยมปลาย พ่อจะเป็นคนละเอียดมาก เพราะเป็นลูกชายคนเล็กต้องทำกับข้าวกับปลาให้คุณย่า พ่อชอบปลูกต้นไม้มาก รอบพิพิธภัณฑ์จะเต็มไปด้วยผลหมากรากไม้ แต่ตายหมดตอนน้ำท่วมตอนปี 2554 ตอนที่ยังแข็งแรง พ่อชอบมาทำสวนตรงนี้ทุกวัน พร้อมกับพูดขึ้นว่าอยากสร้างพิพิธภัณฑ์ตรงบริเวณนี้ ถัดไปข้างๆ จะเป็นบ้านของท่านบุญชู โรจนเสถียร ตอนเย็นท่านชอบมาคุยกับพ่อเพราะมีแนวคิดคล้ายๆกัน

แต่ถ้าถามว่าของที่ได้มาทั้งหมดได้มาอย่างไรบ้าง ส่วนใหญ่พ่อก็จะออกไปหาซื้อเอง มีชาวบ้านเอามาขายให้บ้าง แต่พอหลังๆมาหายากขึ้น พ่อก็จะนั่งรถไปกรุงเทพฯเพื่อไปที่สนามหลวง ทุกครั้งที่กลับมาพ่อก็จะเล่าให้ฟังว่าคนที่มีสตางค์ก็จะได้ของดีๆไปหมด บางชิ้นฝรั่งก็มาซื้อไป ขนไปเมืองนอกหมดจนบ้านเราไม่มีอะไรเหลือแล้ว ของที่พ่อซื้อมาท่านจะห่อใสกล่องมาอย่างดี เรา 3 คนพี่น้องก็จะคอยแอบเปิดดูว่าพ่อซื้ออะไรมาบ้าง เพราะเราไปทำงานที่อื่น พอกลับบ้านมาที่ไรก็จะเห็นของแปลกๆเพิ่มขึ้นเต็มบ้านไปหมด พ่อจะเข้ากรุงเทพฯเป็นประจำเพื่อไปหาซื้อของพวกนี้เดือนละไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง ยิ่งชาวบ้านตอนนี้ไม่ต้องไปถามหาแล้ว พวกขันทองเหลือง ขันเงิน

นอกจากแรงบันดาลใจอันเกิดจากพ่อแล้ว พี่น้อยคิดว่าจะสร้างพิพิธภัณฑ์นี้เพื่อวัตถุประสงค์อีกคะ

สร้างเพื่อเป็นที่ศึกษาหาความรู้แก่คนทั่วไปค่ะ ที่จริงที่ตรงนี้มีประวัตินะคะ พ่อเล่าว่าปู่ซื้อมาในราคาไร่ละ 1 บาท ซื้อทั้งหมด 5 ไร่ ก็เท่ากับ 5 บาท ตอนนี้พังลงแม่น้ำไปเสีย 2 ไร่ละค่ะ พ่อต้องการใช้ตรงบริเวณนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ เพราะตรงบริเวณนี้สูง น้ำไม่ท่วม เมื่อสร้างแล้วต้องอยู่อย่างมั่นคงถาวร พ่อขนหินขนทรายมาเตรียมการก่อสร้าง 2 ปีก่อนที่น้ำจะท่วม

รูปแบบการจัดวางที่นี่ถือว่าเป็นหมวดหมู่พี่น้อยได้แนวคิดมาจากที่ไหนคะ

ตอบตรงๆว่า จัดเองตามความชอบของตัวเองทั้งหมดค่ะ เพราะเดิมที่อาคารหลังนี้จะแบ่งเป็น 3 ห้อง มีโถงกลางและห้องทางปีกซ้ายและปีกขวา เชื่อมต่อกันมีทางเดิน แต่ปรากกฎว่าช่างสร้างผิดแบบ แต่กลายเป็นข้อดี เพราะโล่ง ดูแลได้ง่าย และก็วางของได้มากกว่า

ส่วนการตกแต่งเราจะเริ่มต้นที่จัดเป็นหมวดหมู่ก่อน ว่าฝั่งทางขวาจะเป็นเครื่องลายคราม ฝั่งทางซ้ายจะเป็นเครื่องเงิน เครื่องทองเหลือง ด้านหลังของทั้งสองฝั่งก็จะเป็นพระพุทธรูป คนที่เข้ามาชมพิพิธภัณฑ์มักจะมีคำถามเดียวกันคือ ไม่กลัวเหรอ พักอยู่ในนี้ด้วย ก็จะตอบว่า ไม่ค่ะเพราะตรงนี้ค่อนข้างปลอดภัย เพราะละแวกนี้เป็นญาติกันหมด ส่วนใหญ่เป็นญาติพี่น้องทางพ่อ น้องชายก็เป็นตำรวจด้วยค่ะทุกวันเขาก็จะมาคอยดูแล ก่อนที่พิพิธภัณฑ์จะเสร็จเราต้องใช้เวลาเตรียมของอยู่คนเดียว 4 เดือนเต็มๆ เพราะต้องห่อกันกระแทกอย่างดี หนักเอาการทีเดียวค่ะ กว่าจะพอเดินไม่เป็นเลยค่ะ เพราะต้องยกคนเดียวขาแทบจะเดินไม่ไหว

เนื่องจากเส้นทางค่อนข้างลึก และเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เปิดตัวใหม่อยากทราบว่ามีนักท่องเที่ยวสนใจเข้าเยี่ยมชมมากมั้ยคะ

แรกๆก็จะเป็นกลุ่มที่คุ้นเคยกับเรา เพราะเราต้องการให้ตรงนี้เป็นแหล่งเรียนรู้หลายๆด้าน ทั้งเรื่องของโบราณวัตถุ ชุมชน รวมกระทั่งเรื่องอาชีพ โดยเฉพาะการทำนา เพราะที่ชุมแสงสามารถทำนาได้ปีละ 3 ครั้ง เพราะเราเองอยากให้นักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมตรงบริเวณนี้ เพราะว่าปัจจุบันเด็กห่างไกลเรื่องวัฒนธรรมกันมาก เท่าที่สังเกตเด็กๆที่เข้ามาพร้อมกับแม่เค้าก็จะไม่สนใจ แต่ชอบที่จะวิ่งเล่นกันมากกว่า แต่ถ้าให้เค้าไปเที่ยวสวนสนุก เดินห้างสรรพสินค้า เขาจะชอบมากกว่าการมาดูของโบร่ำโบราณเหล่านี้ เรื่องของวัฒนธรรมเขาจะไม่รู้จักเลย นอกจากคนที่สนใจจริงๆ หรือคนที่อายุ 40 ขึ้นไปที่ยังพอจะสนใจอยู่บ้าง

แล้วที่นี้จะทำอย่างไรล่ะที่จะให้เด็กเหล่านี้หันมาเห็นคุณค่าเรื่องวัฒนธรรมซึ่งเป็นรากเหง้าของตัวเองบ้าง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้เราศึกษาค้นคว้า พิพิธภัณฑ์ฉลอง อินน้อย มิใช่พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านทั่วไปแต่จะเป็นการจัดแสดงในเชิงเฉพาะ เพราะของเรามีพวกเครื่องลายครามและเบญจรงค์เป็นจำนวนมากทีเดียว

มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชมมั้ยคะ

ตอนนี้ยังไม่เก็บค่าเข้าชมค่ะ แล้วก็ตั้งใจไว้เป็นการส่วนตัวด้วยว่าไม่อยากเก็บค่าเข้าชมอยู่แล้ว แต่ตามระเบียบทั่วไปก็จะตั้งตู้บริจาคไว้สำหรับผู้บริจาคที่มีศรัทธาในการเก็บรักษาของเจ้าของที่ได้เก็บรักษาไว้ให้ได้ศึกษาหาความรู้ แล้วก็บริจาคเพื่อเป็นค่าบำรุงพิพิธภัณฑ์นั้นก็เป็นอีกเรื่องนึงค่ะ เราเปิดให้เข้าชมทุกวันนะคะ

ตัวเราเองไม่ได้คิดถึงเรื่องตรงนี้เลย แค่ขอให้คนมาดู มาชื่นชมของของพ่อที่สะสมไว้แล้วมีคุณค่า ซึ่งเป็นสิ่งที่เราภูมิใจมากที่สุดแล้วค่ะ ที่นี่เราไม่มีวิทยากรนะครับ แต่เป็นการชมตามอัธยาศัย สงสัยตรงไหนก็ถามได้ค่ะ เราถึงเสียดายที่ไม่ได้บันทึกเรื่องเล่าของพ่อไว้ไงคะ ไม่เช่นนั้นเราจะมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นไปอีกเชียวค่ะ

สมัยก่อนชาวบ้านที่เห็นข้าวของเหล่านี้มักจะถามพ่อว่าเก็บไว้ทำไมตั้งมากมายก่ายกอง บางชิ้นก็แตกหักแล้ว แต่พ่อก็ยังเก็บมา ท่านจะบอกว่าสงสัยเทวดาส่งพ่อมาเกิด ความคิดจึงต่างจากคนทั่วไป พ่อจะเป็นคนไม่แตะต้องอบายมุขใดๆเลยนะ พ่อเสียไปตอนอายุ 76 ค่ะ

ในฐานะที่เป็นเจ้าของพิพิธภัณฑ์พี่หญิงน้อยคิดว่าพิพิธภัณฑ์นั้นสำคัญอย่างไรบ้างคะ

สำคัญอย่างมากค่ะ เพราะวัตถุโบราณสามารถบอกเล่าเรื่องราวต่างๆได้ทั้งหมด ทั้งเรื่องของแหล่งที่มา และภูมิปัญญาท้องถิ่นของบรรพบุรุษ สะท้อนทั้งเรื่องของความเชื่อ เรื่องของวิถีชีวิต การหาอยู่หากินของคนโบราณ ล้วนถ่ายทอดผ่านโบราณวัตถุเหล่านี้ทั้งหมดค่ะ เราจะเห็นได้ว่าเวลาที่ชาวต่างชาติเค้ามาเที่ยวบ้านเรา เขาจะต้องไปชมพิพิธภัณฑ์ก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อที่เขาจะได้ทราบว่า บ้านนี้เมืองนี้มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างไรบ้าง แล้วจึงค่อยไปเที่ยวยังสถานที่ต่างๆต่อไป

ก็เคยถามตัวเองเหมือนกันว่า ทำไมคนบ้านเราจึงไม่ค่อยสนใจที่จะเข้าชมพิพิธภัณฑ์กันสักเท่าไหร่ สิ่งที่พอจะตอบได้คือ คงต้องลงไปที่เรื่องครอบครัว เพราะต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็กๆ รวมถึงเรื่องการศึกษาด้วยก็สำคัญอย่างมากเช่นกัน บ้านเรายังไม่ค่อยเน้นเรื่องนี้สักเท่าไหร่ ไปเน้นบางเรื่องที่สมัยใหม่เกินไป ถ้าใครที่เคยไปต่างประเทศก็จะพบเลยว่าของที่จัดแสดงบางแห่งน้อยกว่าของบ้านเราอีก แต่ก็มีคนเข้าคิวกันเข้าไปชม คนไทยเราเวลาไปเมืองนอกช็อปปิ้งต้องมาก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน ซึ่งตรงนี้คงต้องช่วยฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วละว่าทำไม? หรือว่าของเราเยอะเกินไป (หัวเราะ)

แต่สำหรับตัวพี่เองไม่โทษใคร นอกจากเรื่องการศึกษาเพียงอย่างเดียว กอปรกับตอนเด็กได้มีการปลูกฝังหรือไม่อย่างไร ได้เห็น ได้สัมผัสหรือไม่ ยกตัวอย่างสมัยที่เราเรียนบางอย่างเราไม่ได้เห็น แต่เรากลับตระหนักในคุณค่า ดังนั้น พี่จึงว่าการปลูกฝังไม่ค่อยลึกซึ้ง ระบบการศึกษาของเราเน้นความเป็นสากลมากเกินไป แทนที่จะเน้นเรื่องวิถีชีวิตความเป็นไทยตัวตน และรากเหง้าของเรา เราควรจะเรียนเรื่องใกล้ตัวของเราให้มากที่สุดจะดีกว่า

พอจะสอนเสมอเรื่องที่เราไม่ควรที่จะลืมรากเหง้าของตัวเอง ว่าเรานั้นเป็นลูกชาวไร่ชาวนา คนอื่นทำอะไรเป็นเราก็ต้องทำเป็น บางที่ตอนนั้นเราก็น้ำตาไหลนะเวลาที่พ่อให้เราไปช่วยกันรดน้ำพรวนดินต้นไม้ เพราะมันเหนื่อยมาก แต่ครั้นเมื่อกาลเวลาผ่านไปสิ่งที่พ่อสอนไว้นั้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมดเลย ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลคือความสุขที่ได้ทำตามคำพ่อสอน และได้สร้างพิพิธภัณฑ์ให้พ่อ เพื่อใช้คนทั่วไปได้มาชื่นชม และศึกษาค้นคว้าจากข้าวของที่พ่อเก็บสะสมไว้ตลอดชั่วชีวิตของท่านค่ะ?


(หมายเหตุ : สามารถติดต่อขอเข้าชมได้ที่ 081-786-9810)