60 พรรษา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร

วิถีไทย-วิถีอาเซียน

ลาวใกล้บ้านอ่านหนังสือ

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์กับราชอาณาจักรไทยอย่างยาวนานผ่านการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หลายครั้ง โดยระหว่าง 28 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน 2537 ได้เสด็จฯไปทรงเยือน สปป.ลาว อีกวาระ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสนพระทัยด้านการศึกษาเป็นอย่างมาก มีพระราชดำริว่าการศึกษาคือรากฐานแห่งการพัฒนาบ้านเมือง มิเพียงจะมีพระกรุณาธิคุณต่อผู้ด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดารของไทยที่จะพระราชทานความช่วยเหลือให้ทุกคนได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันเท่านั้น ในประเทศลาวทรงติดตามความก้าวหน้าและพระราชทานความช่วยเหลือในด้านการศึกษาแก่เยาวชนในบ้านพี่เมืองน้องอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

การเสด็จฯคราวนี้จึงได้มีโอกาสทอดพระเนตรหอสมุดแห่งชาติของ สปป.ลาว ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับโรงแรมล้านช้าง โดยมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ท่านบัวซอน และอธิบดีกรมพิมพ์จำหน่าย ท่านคำแสง และผู้อำนวยการนางกงเดือนให้การต้อนรับ และกราบบังคมทูลรายงานว่า รัฐบาลลาวได้ให้ความสนใจกับการเก็บหนังสือเก่าที่มีอายุมากกว่า 400ปี ซึ่งเดิมหนังสือเหล่านี้ถูกเก็บไว้ในหอไตรของวัดต่างๆ และยังคงมีมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อฝรั่งเศสเข้ายึดครองประเทศจึงได้สร้างหอสมุดเล็กๆขึ้นแต่ก็จำกัดคนที่จะเข้าไปใช้บริการ ต่อมา USIS ได้เข้ามาสร้างห้องสมุดตามแขวงใหญ่หลายแห่ง แม้จะเป็นห้องสมุดขนาดเล็ก หนังสือส่วนมากเป็นภาษาอังกฤษ แต่ก็เปิดกว้างให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น จนกระทั่งภายหลัง ค.ศ.1975 กระทรวงศึกษาธิการลาวจึงได้สร้างหอสมุดที่มวลชนทั่วไปสามารถใช้ได้ และให้มีหนังสือลาวไว้บริการด้วย ซึ่งนโยบายเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทางการลาวให้ความใส่ใจเป็นอย่างมาก กระทรวงศึกษาธิการได้สร้างห้องสมุดขึ้น 15 แห่ง สถาบันการศึกษาและโรงเรียนสร้างห้องสมุดของตัวเองอีกกว่า 60 แห่ง มีโครงการตู้สมุดเคลื่อนที่และหีบหนังสือเล็กๆอีกประมาณ 3,000 กว่าหีบ สามารถนำออกบริการตามโรงเรียนประถม 3,000 แห่ง โดยตั้งเป้าว่าใน ค.ศ.2000 จะให้บริการแก่ โรงเรียน 7,000 แห่ง

หอสมุดแห่งชาติลาวเป็นสถานที่เก็บเอกสารใบลานและหนังสือหายาก ทั้งวรรณคดี ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ การเมือง กฎหมาย การแพทย์ และศาสนา ได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศในการจัดระบบ มีเจ้าหน้าที่ 30 คน เปิดทำการวันจันทร์ถึงอาทิตย์ เป็นห้องสมุดแห่งเดียวที่เปิดทุกวัน ผู้มาใช้บริการมีตั้งแต่เด็กอายุ 3 ขวบ จนถึงครูอาจารย์ ไม่จำกัดการศึกษา จากสถิติร้อยละ70 ของผู้ใช้บริการเป็นนักเรียนนักศึกษาอีกร้อยละ30 เป็นประชาชน เจ้าพนักงานของรัฐ และร้อยละ 10 เป็นผู้เชี่ยวชาญ เจ้าหน้าที่สถานทูต ผู้ที่มาจากต่างประเทศ มีการส่งเสริมโครงการการอ่านจากประเทศไทยเข้าไปเสริมด้วยแต่ก็ยังให้บริการได้เพียงหนึ่งในสี่ของประชากรเท่านั้น คาดว่าถ้ามีงบประมาณหรือผู้สนับสนุนจะทำให้โครงการปลูกฝังให้ประชาชนคนลาวรักการอ่านหนังสือเป็นไปอย่างกว้างขวางมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาประชาชนทั่วไปยังขาดความกระตือรือร้นในการอ่าน เพราะประชาชนในชนบทไม่สามารถเข้าถึงห้องสมุดได้

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทอดพระเนตรห้องหนังสือโบราณ ซึ่งมีคัมภีร์ใบลานอยู่มาก บางเล่มมีคำอธิบายอยู่เพราะเคยนำไปจัดแสดงนิทรรศการในต่างประเทศ เนื้อหามีความน่าสนใจ อาทิ หนังสือเทศน์ ค่าวคำสอน ตำนานเรื่องการตั้งเมืองหลวงพระบาง นิทานพื้นเมืองเรื่องท้าวผาแดง-นางไอ่ ตำนานเมืองเวียงจันทน์ เรื่องไสยศาสตร์ เวทมนตร์ การดูฤกษ์ยาม และโหราศาสตร์ คำสาบานในพิธีถือน้ำสำหรับผู้เข้ารับตำแหน่งใหม่ ตำรายา นอกจากนี้ยังมีหนังสือจดหมายเหตุที่เห็นตั้งแต่ค.ศ.1923ทางหอสมุดมอบหมายให้อาจารย์บุนเลิดสอนพนักงานดูแลให้สามารถอ่านหนังสือโบราณได้

สาเหตุที่หอสมุดสามารถรวบรวมใบลานไว้ได้มากมายก็เพราะเจ้าเพดชะราดได้รวบรวมไว้ตั้งแต่ค.ศ.1957 ตั้งเป็นราชบัณฑิตยสภา แต่ในค.ศ.1968 เลิกงานจึงมอบให้หอสมุดเป็นผู้สานต่อ โดยมูลนิธิโตโยต้าเข้าไปสนับสนุนในการอนุรักษ์ตามหลักวิชา ทำให้มีทั้งการเก็บใส่ตู้แบบสมัยใหม่ และเก็บใส่หีบแบบโบราณ จัดทำโครงการทำบัญชี บันทึก บางเรื่องทำเป็นไมโครฟิล์มเพื่อแลกเปลี่ยนกับต่างประเทศด้วย

ผู้อำนวยการห้องสมุดถวายรายงานด้วยว่าหอสมุดแห่งชาติของลาวไม่เหมือนห้องสมุดทั่วไปที่จะเงียบสงบ ที่นี่จะมีเด็กวิ่งกันวุ่นวายเพราะต้องทำหน้าที่หอสมุดแห่งชาติ ห้องสมุดประชาชน และห้องสมุดเฉพาะวิชา ที่ต้องให้เด็กเข้ามาเพราะมีนโยบายในการปลูกฝังการอ่านตั้งแต่เยาวชนอายุยังน้อย

วันที่ 29 ตุลาคม 2537 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้เสด็จฯไปที่แขวงไซยะบุรี ซึ่งมีแม่น้ำฮุงเป็นแม่น้ำสำคัญ ต้นน้ำอยู่ในไทยเนื่องจากแขวงนี้มีพื้นที่ติดประเทศไทยถึง 4 จังหวัด ได้แก่ เลย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และน่าน เจ้าแขวงไซยะบุรี จึงมีการประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนเหล่านี้อยู่เป็นประจำ ท่านเจ้าแขวงอวดว่านอกจากสักทองแล้วที่นี่มีประดู่และไม้มะค่าที่มีค่ามาก มีต้นงิ้วและปอสาทำกระดาษ ปัจจุบันทางราชการไม่ให้ชาวบ้านตัดไม้ทำลายป่าและปลูกเพิ่มเติมแทน เจ้าแขวงเองเป็นคนหลวงพระบาง อยู่ที่นี่มา 6 ปีแล้ว เคยเป็นครูมาก่อน คนลาวเชื่อกันว่าครูเป็นผู้ที่มีความรู้มากที่สุด สมัยก่อนคนมีความรู้น้อย จึงให้ครูซึ่งมีความรู้มาเป็นนักปกครองด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทอดพระเนตรโรงเรียนสร้างครูบ้านเด็ดภูศรีและโรงเรียนชนเผ่า

ท่านคำไต ศึกษาธิการจังหวัดได้ถวายรายงานว่า การสร้างครูในลาวถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าครูถือเป็นวิศวกรที่หล่อหลอมดวงวิญญาณของเด็กน้อย โครงการโรงเรียนสร้างครูเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ค.ศ.1984 เพื่อขยายการศึกษาไปสู่ชนบทห่างไกล ทำให้ลูกหลานของบรรดาชนเผ่าได้รับการศึกษาที่ดี มีนักเรียนครู 381 คน จบชั้นมัธยมจากแขวงไซยะบุรี และเขตพิเศษเชียงฮ่อนหงสา ปัญหาของที่นี่ก็คือการขาดอุปกรณ์การสอน การฝึกงานและขาดพาหนะ ส่วนโรงเรียนชนเผ่าตั้งขึ้นเพื่อให้ลูกหลานของชนเผ่าต่างๆได้ศึกษา ทั้งที่เป็นลาวลุ่ม ลาวสูงและลาวเทิง ซึ่งในลาวมีชนเผ่าอยู่ถึง 24 ชนเผ่า ร้อยละ60เป็นลาวลุ่ม นอกจากนั้นเป็นลาวเทิง และลาวสูง หลังจาก ค.ศ.1988 โรงเรียนแห่งนี้กลายเป็นโรงเรียนที่รัฐอุปถัมภ์ทุกอย่าง นอกจากสอนหนังสือแล้วยังปลูกฝังคุณสมบัติและคุณธรรมที่ดีแก่เยาวชนอีกด้วย ครูต้องทำงานหนักมาก ต้องทำตัวเหมือนพ่อเหมือนแม่ไปในตัว

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้รับทราบว่า ที่โรงเรียนสร้างครูมีความต้องการหนังสือเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมากที่สุด เป็นภาษาไทยก็ได้ นอกจากนี้ยังต้องการอุปกรณ์การสอน วัตถุทดลองซึ่งลาวไม่มีเลย เท่าที่สอนเป็นการใช้ของที่มีอยู่ในธรรมชาติหรือประดิษฐ์ขึ้นมาเอง หรือบางครั้งก็เรียนแค่ทฤษฎีไปก่อน มีพระราชดำริว่าอุปกรณ์การสอนบางอย่างเราสามารถจัดหาให้ได้ไม่ยาก จึงขอให้เขาเขียนเป็นรายการของที่อยากได้จะพระราชทานมาให้ในภายหลัง และ ทรงรู้สึกประทับใจกับคติที่เขียนติดไว้ที่ผนังห้องเรียนในโครงการโรงเรียนสร้างครูว่า "เหล็กคดเอาไว้เฮ็ดขอ เหล็กงอเอาไว้เฮ็ดเคียว คนคดลดเลี้ยวเอาไว้บ่ดี"

นอกจากนี้ยังมีป้ายประกาศใช้ปิดประกาศข้อความที่ต้องการจะให้รู้กับทั่วโรงเรียน มีให้เห็นหลากหลายทั้งกาพย์หลอน เรื่องสั้น สารคดี และเรื่องชวนหัว คล้ายกับเป็นหนังสือพิมพ์ประจำโรงเรียนแต่เป็นครูเขียนไม่ใช่นักเรียนเขียน

จากการเสด็จฯไป สปป.ลาว บ้านใกล้เรือนเคียงของไทยครั้งนี้ ทำให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทราบว่า พ่อแม่ผู้ปกครองนิยมให้ลูกเรียนหนังสือกันมากขึ้น แม้แต่ชั้นอนุบาลก็เริ่มนิยมให้ลูกเข้าเรียน ฉะนั้นลาวจึงประสบปัญหาที่เรียนไม่พอและยังขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนการสอนอยู่มาก ในเวลาต่อมาจึงทรงนำโครงการต่างๆเข้าไปส่งเสริมการศึกษาในประเทศนี้ และนำมาซึ่งความรักความเทิดทูนที่ประชาชนชาวลาวจะมีต่อเจ้าหญิงเดินดินจากประเทศไทยพระองค์นี้สืบมาจนถึงปัจจุบัน