ตามรอยรัก

เปาโล คูเอลญู เขียน ประโลม บุญรัศมี แปล
หนังสือคือแสงจันทร์

เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยได้ยินชื่อเสียงของนักเขียนชาวบราซิล เปาโล คูเอลญู มีผลงานของเขา ที่แปลเป็นภาษาไทยหลายเล่ม เช่น ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน เวรอนิก้าขอตาย 11 นาที เมืองทดสอบบาป เป็นต้น มีคำพูดถึงเขาว่า

"นักเขียนที่มีผู้อ่านผลงานมากที่สุดในโลก"

ฉันไม่เคยอ่านหนังสือเล่มอื่นๆของ เปาโล คูเอลญู เพื่อนรักของฉันส่งหนังสือ "ตามรอยรัก" มาให้อ่าน หนังสือที่ผ่านการอ่านของเธอ เป็นหลักประกันว่าสามารถนำมาอ่านต่อได้อย่างเพลิดเพลินและได้ประโยชน์ เหมือนขุมทรัพย์จากเธอที่ส่งมาให้ฉัน และย่อมหมายถึงใครก็ตามที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ก็จะพบขุมทรัพย์เหมือนกัน

ตามรอยรัก เปาโล คูเอลญู เขียน ประโลม บุญรัศมี แปล สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์เอโนเวล พิมพ์ครั้งที่ 1 กันยายน 2459 ก่อนอ่านหนังสือสิ่งแรกๆที่จะต้องอ่านก็คือคำนำผู้แปล และคำนำสำนักพิมพ์ เพราะคำนำคือการนำเสนอประเด็นสำคัญของเรื่อง สำหรับในเล่มนี้ ประโลม บุญรัศมี ผู้แปลซึ่งแปลหนังสือของ เปาโล คูเอลญู ทุกเรื่อง ได้เขียนบอกว่า

"เสน่ห์ในงานเขียนของ เปาโล คูเอลญู อยู่ที่การนำเสนอปรัชญาความคิดอันลึกซึ้งที่สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตจริงโดยใช้ภาษาง่ายๆ รูปประโยคไม่ซับซ้อน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผลงานเรื่องต่างๆจะเป็นที่นิยมและมีหลายคนอ่านเรื่องเดียวกันมากกว่าหนึ่งรอบ นอกจากนี้งานเขียนของโล คูเอลญู ยังมีเสน่ห์อยู่ที่การกล้าพูดความคิดของตัวเองออกมาดังๆ กล้าตั้งคำถามที่ท้าทายสัญชาตญาณของมนุษย์ที่โดยปกติแล้วมักจะไม่ค่อยกล้า เพราะมันหมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะทำให้วิถีชีวิตประจำวันของตัวเองสั่นคลอน"

หนังสือ ตามรอยรัก เปาโล คูเอลญู บอกว่าเขาเขียนเพื่อมอบแด่ภรรยา เรื่องเล่าในหนังสือคือเรื่องราวของคู่แต่งงาน หลังจากที่ความรักได้นำพาให้คนสองคนเลือกใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว ต่อจากนั้นคือหลังแต่งงาน พวกเขายังต้องใช้ความรักที่หนักแน่นและเป็นจริงมากขึ้น ถ้าจะเปรียบให้ความรักแบบหนุ่มสาวก่อนแต่งงานเป็นลำดับต้น ความรักหลังแต่งงานก็จะเข้มข้นขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ศิลปะการใช้ในการใช้ชีวิตคู่นั้นต้องการมากกว่าความรัก นอกจากความสุขสมหวัง ชีวิตหลังแต่งงานก็คือข้อสอบข้อใหญ่

ชีวิตหลังแต่งงานคือความท้าทายในทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเล็กขี้ปะติ๋วหรือมหึมา ล้วนส่งแรงสะเทือนถึงอีกคน ทั้งคู่จะต้องร่วมกันฝ่าฟันอุปสรรคชีวิตและความรู้สึกนานา ทั้งยังต้องรักษาดูแลความสัมพันธ์ให้หวานชื่นพอดีอยู่เสมอ ความรักเท่านั้นจะเป็นต้นไม้แข็งแกร่งและให้กำเนิดผลที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตคู่

เรื่อง ตามรอยรัก ที่ เปาโล คูเอลญู เขียนขึ้นนี้จึงให้ประโยชน์แก่ทุกคน จะช่วยสร้างสรรค์และจรรโลงการใช้ชีวิตให้ดำเนินไปในทางที่ดีขึ้นได้ ตามรอยรัก เริ่มต้นเรื่องอย่างน่าสนใจ...หลังจากคนสองคนใช้ชีวิตร่วมทุกข์สุขกันแปดปี "ผม" จึงเป็นผู้ต้องสงสัยถูกจับกุมด้วยเหตุว่า "เอสเทอร์" ภรรยาได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

"ผม" เป็นนักเขียนมีชื่อเสียงโด่งดัง เธอซึ่งเป็นภรรยาเป็นผู้สื่อข่าวสงคราม อายุ 30 ปี ได้รับรางวัลผู้สื่อข่าวนานาชาติถึง 2 ครั้ง ทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกันมาประมาณ 8 ปี คู่ที่ดูเพียบพร้อมในทุกๆด้านอย่างไม่บิดเบือน มีเงิน มีความคิดและดูราวกับว่าจะใช้ชีวิตแต่งงานอย่างรู้เท่าทัน ก่อนที่ผมจะเป็นนักเขียนมีชื่อเสียงนั้นได้เป็นนักแต่งเพลงที่เก่งฉกาจมาก่อน ความสำเร็จในการเป็นนักเขียนของ ผม เกิดขึ้นได้เพราะภรรยาเป็นคนผลักดันให้นำความสามารถความคิดสร้างสรรค์ที่มีมาใช้ในการเขียนหนังสือ เพราะเธอนั่นเองที่รู้ว่าเขาสามารถทำได้และจะทำได้ดี ทว่าหลังจากนั้นไม่นานเธอก็กลับหายตัวไปอย่างปราศจากร่องรอย ไม่มีแม้แต่คำร่ำลา และ

"ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ ทำให้เขากลายเป็นผู้ถูกทิ้ง"

ใครก็ตามที่ถูกทิ้งย่อมงุนงงและเจ็บปวด และพยายามคิดหาคำตอบ หลังจากรู้สึกตระหนกอยู่ช่วงหนึ่ง "ผม" รู้สึกถึงอิสรภาพ คนทุกคนโหยหาคำๆนี้ ทั้งๆที่รู้ว่าตนย่อมติดอยู่ในห่วงรัดของสิ่งหนึ่งสิ่งใดเสมอ ซึ่งคู่สามีภรรยาที่อยู่กันมานานหลายปีหลายคนก็คงจะรู้สึกคล้ายๆกับ "ผม" เส้นเชือกที่ผูกรัดคนสองคนไว้แม้จะด้วยความรักความปรารถนา แต่คนทุกคนก็ยังโหยหาอิสระอยู่เสมอ

"แต่อิสรภาพคืออะไร"

อิสรภาพเป็นคำที่หอมหวาน มีรสชาติชวนใหลหลง และคราใดที่คว้ามาได้เราก็จะหลงติดอยู่ในกับดัก ดังที่ เปาโล คูเอลญู เขียนบรรยายไว้ในบทแรกของหนังสือว่า

"ระหว่างที่ผมต่อสู้ ผมได้ยินคนพูดกันถึงอิสรภาพ แต่ยิ่งพวกเขาปกป้องสิทธิ์หนึ่งเดียวนั้นมากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าได้ตกเป็นทาสตามความต้องการของพ่อแม่มากเท่านั้น เป็นทาสการแต่งงานที่ต่างสัญญาว่า จะอยู่ด้วยกันชั่วฟ้าดินสลาย เป็นทาสเครื่องชั่งน้ำหนัก การควบคุมอาหาร แผนการที่เลิกล้มกลางคัน เป็นทาสความรักที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่สามารถบอกอีกฝ่ายหนึ่งได้ว่า 'ไม่' หรือ 'พอแล้ว' เป็นทาสวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ที่ต้องรับประทานอาหารกับคนที่ไม่อยากจะรับประทานด้วย"

แม้ว่าแท้จริงแล้ว อิสระเสรีนั้นคล้ายดังสายลม แม้จะสัมผัสได้ทว่าก็ไร้ตัวตน นับแต่เอสเทอร์หายตัวไป "ผม" ได้คิดทบทวนถึงสิ่งต่างๆในชีวิตแต่งงาน คิดพินิจถึงเธอถึงอดีตในการอยู่ร่วมกันและพยายามหาเหตุผลของการที่เธอหนีหาย เหตุเพียงเล็กน้อยทว่ายิ่งใหญ่มากพอที่จะสร้างแรงสะเทือนราวแผ่นดินไหว สิ่งนั้นคือความหวาดกลัวที่เห็นการเปลี่ยนแปลงซึ่งปลายทางของมันคือการสิ้นศรัทธาจากความรักที่เหือดแห้งไป

"เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมควรสนใจในตอนนี้คือความเงียบของเรา ไม่ใช่การพูดคุยทุกครั้งของเรารวมกัน เพราะความเงียบจะให้อิสระทั้งหมดที่ผมต้องการสำหรับทำความเข้าใจช่วงเวลาที่ทุกสิ่งทุกอย่างระหว่างเราเป็นไปอย่างราบรื่น และยามที่ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มผิดปกติ"

ในการใช้ชีวิตคู่ย่อมมีช่วง "บ่อลึกของความระแวงหวาดกลัว" จากสาเหตุหลายๆประการ คู่รักใดก็สามารถก้าวผ่านพ้นไปได้พวกเขาก็จะพบกับชีวิตใหม่ ตามรอยรัก เกิดขึ้นเพราะเหตุผลนี้ และ "ผม" ก็ได้ตระหนักว่าเขาขาดเธอไม่ได้ หลังจากใช้ชีวิตเพียงลำพังผ่านไปสองปีผ่านไปเขาก็ออกตามหาเธอ

"ในพวกท่านมีคนใดที่มีแกะร้อยตัว และตัวหนึ่งหายไป

จะไม่ละเก้าสิบเก้าตัวนั้นไว้ที่กลางทุ่งหญ้า

และไปเที่ยวหาตัวที่หายไปจนกว่าจะพบหรือ"

การติดตามหาคนรัก(อดีตภรรยา) ไม่ใช่เพียงแค่ต้องการพบและเรียกร้องให้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกันดังเคย และ ตามรอยรัก ไม่ใช่การติดตามหาคนรักเพียงเพื่อนขอคืนดี ระหว่างการติดตามค้นหาเธอ จิตวิญญานของเขาเองกลับเติบโต ค้นพบถึงความจริงอันลึกซึ้ง ความจริงที่ช่วยให้เข้าใจถึงสาเหตุที่ภรรยาหายตัวไป นอกจากนั้นยังทำให้รู้จักตนเองอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อน ที่สำคัญก็คือเพิ่งตระหนักแก่ใจว่ารักและปรารถนาเธอมากมายเพียงใด

"เธอครอบครองอยู่เต็มพื้นที่ เธอคือเหตุผลประการเดียวที่ทำให้ผมมีชีวิตอยู่ ผมมองดูไปรอบๆ ผมกำลังเตรียมตัวสำหรับงานเสวนา แล้วผมก็เข้าใจว่าที่ผมต้องเผชิญกับหิมะ จราจรติดขัด และลูกเห็บบนพื้นถนน ก็เพื่อจะย้ำเตือนตัวเองว่าทุกๆวันผมต้องสร้างตัวเอง และเพื่อให้ยอมรับว่า...ผมรักคนคนหนึ่งมากกว่าตัวเองเสียอีก นี่เป็นครั้งแรก"

"ผมโตพอแล้วที่จะเลิกหลอกตัวเองด้วยการแสร้งทำเป็นไม่สนใจเรื่องนี้ ผมเคารพการตัดสินใจของเธอที่เลือกจากไป แต่คนคนเดียวกับที่ช่วยให้ผมเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้เกือบทำลายชีวิตผม เธอเป็นคนกล้ามาแต่ไหนแต่ไร แต่ทำไมคราวนี้เธอจึงหนีไป

"ไม่ต่างจากขโมยในตอนกลางคืน ไปโดยไม่เผชิญหน้ากับผลอันเกิดจากการกระทำของตัวเอง สิ่งที่ภรรยาของผมกระทำ (ไม่ใช่สิ อดีตภรรยาของผมต่างหาก) มันไม่ใช่วิสัยของเธอ และผมก็อยากรู้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น"

นับจากวันนั้น ตามรอยรัก จึงเกิดขึ้น เหตุผลที่เอสเทอร์หนีจากไปค่อยๆปรากฏขึ้นเป็นลำดับ ทุกครั้งที่เราออกเดินทางจุดมุ่งหมายอาจอยู่ที่ปลายทาง ทว่าในหลายๆครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทางนั้นกลับมีความสำคัญมากกว่า ดังที่ เปาโล คูเอลญู เขียนว่า

"ไม่ใช่ชีวิตหรอกที่สำคัญ การเดินทางต่างหาก"

แม้ ตามรอยรัก จะไม่ได้ทำให้หัวใจเต้นแรงโครมคราม ใจจดใจจ่อกับการตามหาความรัก เปาโล คูเอลญู คงรู้ดีว่าเขาจะเรื่องเล่าผสมผสานการเขียนแบบ how to สิ่งที่ดีมากของ how to ก็คือมันเป็นลายแทงสูตรสำเร็จ คำแนะนำเหล่านี้เหมาะสำหรับผู้คนในศตวรรษนี้ที่ทุกสิ่งแวดล้อมล้วนสั่นไหวไม่มั่นคง ทั้งธรรมชาติและเทคโนโลยี แม้พวกเขาจะต้องการ "ความนิ่ง" ก็ตาม

ในทาง ตรงกันข้าม เปาโล คูเอลญู เขียนด้วยถ้อยคำเรียบง่าย อธิบายถึงความหมายของสิ่งต่างๆโดยเฉพาะสิ่งที่คนไม่สามารถเห็นด้วยตา แต่ต้องใช้ใจสัมผัสรู้สึกถึงความหมายของสิ่งเหล่านั้น

"มนุษย์มีปัญหาใหญ่ๆอยู่สองประการด้วยกัน ประการแรก คือ การรู้ว่าเมื่อไหร่จะเริ่มต้น และประการที่สอง คือ การรู้ว่าเมื่อไหร่จะหยุด"

"หากคุณได้เล่าอะไรเรื่องหนึ่ง คุณก็จะเป็นอิสระจากมัน"

"เพราะถ้าหากคุณไม่ยอมให้อภัย คุณก็จะคิดถึงความทุกข์ที่เขาฝากไว้อยู่ร่ำไป และความเจ็บปวดนี้จะไม่มีวันหายด้วย"

เพราะอย่างนั้นในหนังสือ ตามรอยรัก จึงมีลายแทงถ้อยคำอยู่มากมาย ถ้อยคำที่จะใช้เป็นกุญแจไขเข้าสู่ความลับแห่งชีวิต ช่วยให้เปลี่ยนแปลงทัศนคติและไขเข้าถึงแก่นแท้ที่ปรารถนา

"ในเรื่องราวของผม "ความรัก" คือสิ่งที่เติบโตงอกงามจนถึงระดับหนึ่ง แล้วต่อจากนั้น ก็เป็นเรื่องของการรักษาไว้ให้ "มีชีวิตอยู่" เหมือนกับต้นไม้ที่ต้องรดน้ำพรวนดินและตัดใบทิ้งบ้างเป็นครั้งคราว

ความรักมีความหมายเดียวกับความอ่อนโยน ความมั่นคง ชื่อเสียง ความสะดวกสบายและความสำเร็จ"

และหวังว่าผู้อ่านทุกคนจะตามรอยรักจนกระทั่งได้พบกับ รักแท้ ในความหมายของการรักตนเองและรักผู้อื่นอย่างเข้าใจ