อ่านจิตให้กระจ่างใจ ใน "จิตตนคร"

สมุทัยรักษาพืชพันธุ์แห่งมนุษย์และสัตว์
หนังสือแห่งธรรม
ช่างภาพ: 

 ตอน 17

สิ่งที่สมุทัยระดมพลังเพื่อสืบรักษาไว้มากที่สุดก็คือ พืชพันธุ์แห่งมนุษย์และสัตว์ดิรัจฉานทั่วไป ตลอดถึงพืชพันธุ์แห่งต้นไม้ใบหญ้าทั้งปวงในโลก สมุทัยได้สอดแทรกความรู้สึกทางเพศไว้แก่ชาวจิตตนครทั้งปวงโดยแบ่งออกเป็นเพศคู่ ซึ่งมีความรู้สึกไวต่อกันอย่างยิ่งเพื่อสืบรักษาพืชพันธุ์ของคนไว้ จนถึงท่านผู้รู้ได้กล่าวไว้ว่า "ยังไม่เห็นรูปอย่างอื่น เสียงอย่างอื่น กลิ่นอย่างอื่น รสอย่างอื่น สิ่งถูกต้องทางกายอย่างอื่น สักอย่างหนึ่งที่จะครอบงำจิตของบุรุษได้เหมือนอย่างรูปของสตรี เสียงของสตรี กลิ่นของสตรี รสของสตรี สิ่งถูกต้องทางกายของสตรี สิ่งทั้ง 5 นี้ของสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่" ในทางตรงกันข้าม ท่านก็ได้กล่าวไว้ว่า "ยังไม่เห็นรูปอย่างอื่น เสียงอย่างอื่น กลิ่นอย่างอื่น รสอย่างอื่น สิ่งถูกต้องทางกายอย่างอื่น สักอย่างหนึ่งที่จะครอบงำจิตของสตรีได้ เหมือนอย่างรูปของบุรุษ เสียงของบุรุษ กลิ่นของบุรุษ รสของบุรุษ สิ่งถูกต้องทางกายของบุรุษ สิ่งทั้ง 5 นี้ของบุรุษย่อมครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่"

ในบรรดากิเลสทั้งหลายที่เป็นสิ่งเกาะติดจิตใจ เป็นสิ่งหมักดองหมักหมมอยู่ในใจ ทำให้จิตใจเศร้าหมองขุ่นมัว กิเลสตัวที่ได้ชื่อว่ามีอำนาจดึงดูดใจมนุษย์ไว้ได้มากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นอำนาจของกามราคะ "กามราคะ" เป็นกิเลสชนิดหนึ่งที่จิตพึงพอใจในกาม ได้แก่ความพึงพอใจ ติดตรึงใจในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสทางกาย อันที่จริงความหมายของกามราคะนั้นครอบคลุมกว้างขวาง เพราะหมายถึงอาการที่จิตยินดีเพลิดเพลินในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ซึ่งเรียกว่ากามคุณ จนหลงใหลไม่ปล่อยวางง่าย และยังหมายรวมถึงอาการที่จิตยินดีเพลิดเพลินในกามคุณเช่นนั้นด้วยอำนาจกิเลสกาม มีกิเลสกามเป็นเหตุให้ทำ นำให้มีความยินดีเพลิดเพลิน เช่น ยินดีเพลิดเพลินในรูปและเสียงด้วยความอยาก เป็นคำที่กว้างกว่าความต้องการทางเพศ พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมไว้ว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสของสตรีเป็นที่พึงใจของบุรุษ และรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสของบุรุษเป็นที่พึงใจของสตรี ดังนั้น เรื่องของเพศตรงข้ามจึงจัดเป็นกามราคะที่ร้ายแรงมาก

"สมุทัยแทรกความรู้สึกของบุคคลทั้ง 2 เพศไว้ให้มีต่อกันรุนแรงถึงเพียงนี้ ก็ด้วยความกลัวว่าโลกจะสูญสิ้นพืชพันธุ์ จะไม่มีใครเหลืออยู่ให้สมุทัยครอบครองใจ เพราะสมุทัยทราบดีว่าจิตตนครมีภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงที่ชาวจิตตนครจะต้องประสบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะได้เล่าในเมื่อถึงวาระ ถ้าไม่มีพืชพันธุ์สืบต่อก็จะสิ้นสูญไปหมดเมืองในเวลาไม่เกินร้อยปี หรือจะเกินไปบ้างก็ไม่มากนัก และร่างกายของบุคคลทั้ง2เพศนี้เล่าก็แสนที่จะสกปรก สมุทัยจำต้องแทรกความรู้สึกดังกล่าวไว้อย่างแรง ไม่เช่นนั้นต่างก็จะเมินเฉยเมยต่อกันและกัน ทั้งภาระในการครองเรือนก็หนัก สมุทัยต้องสร้างแทรกความรักในบุตรธิดาเป็นอย่างยิ่งไว้ด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีใครอยากมีลูก อยากเลี้ยงลูก สมุทัยจึงจำต้องระดมพลังแหล่งความรู้สึกดังกล่าวหรือที่เรียกกันว่า ความรัก ความใคร่ เพื่อรักษาพืชพันธุ์ไว้ในจิตใจของชาวจิตตนครมากเป็นพิเศษ แม้จะให้เกิดผลตามประสงค์ แต่ก็ให้เกิดผลเดือดร้อนเสียหายหลายอย่าง เช่น ชาวจิตตนครผู้ถูกพลังความรักใคร่ครอบงำให้กระวนกระวาย ก็ปฏิบัติระงับหรือบำบัดความรู้สึกเช่นนี้ในทางที่ผิดต่างๆ บรรดาพรรคพวกของสมุทัยอีกมากมายก็ได้โอกาสแทรกแซง แสดงตัวผสมผสานไปกับเรื่องนี้ ก็เป็นที่พอใจของสมุทัยอีกอย่างหนึ่ง"

กามราคะ เกิดขึ้นเพราะจิตไม่รู้เท่าทันความไม่มีสาระของกาย จิตจึงเพลิดเพลินพึงใจที่จะหาความสุขทางกาย ด้วยการมองหารูปที่ต้องตา ต้องใจ มองหาคนสวย คนหล่อ อยากได้ยิน ได้ฟังน้ำเสียงไพเราะ ได้กลิ่นหอม สัมผัสที่พอใจ ฯลฯ เมื่อไหร่ที่จิตเกิดรู้เห็นตามเป็นจริงว่า กายเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา กิเลสกามก็จะอ่อนกำลังลงทันที

ในพระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 5 มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ โปตลิยสูตร แสดงเรื่องราวเมื่อครั้งพระพุทธองค์เสด็จประทับอยู่ที่อังคุตตราปชนบท ทรงแสดงให้เห็นโทษของกามแก่โปตลิยคฤหบดีไว้ 7 ประการดังนี้

1. กามทั้งหลายไม่ทำให้บุคคลอิ่มในกามได้เลย เหมือนกระดูกสัตว์ที่ไม่มีเนื้อติดอยู่ เปื้อนเลือดอยู่เพียงเล็กน้อย ไม่ทำให้สุนัขตัวที่แทะกระดูกนั้นอิ่มได้ สุนัขนั้นเหนื่อยเปล่า กามทั้งหลายมีรสอร่อยน้อย มีโทษมาก มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก เมื่อเห็นโทษของกามอย่างนี้แล้ว ทำจิตใจให้วางเฉยในกาม ไม่ยึดมั่นในเหยื่อของโลก (คือกาม) (อฏฐิกงกลูปมา กามา) หมายถึงว่า กามเปรียบเหมือนสุนัขหิวแทะท่อนกระดูกเปื้อนเลือด ยิ่งแทะยิ่งเหนื่อย ยิ่งหิว ถึงเอร็ดอร่อยแต่ก็ไม่เต็มอยาก ไม่เต็มอิ่ม ไม่หายหิว เช่นเดียวกับความสุขทางเนื้อหนังมังสา ความสุขทางโลก เป็นความสุขที่ไม่เคยอิ่มจริงๆสักที เป็นความสุขเพียงแค่ชั่วครู่ชั่วยาม อิ่มแล้ว เดี๋ยวก็กลับมาหิวใหม่ ก็ต้องไปเสาะแสวงหากามมาปรนเปรออีก

2. กามทั้งหลายเปรียบเหมือนชิ้นเนื้อที่สัตว์แย่งกัน จิกตีกันเพื่อได้เนื้อชิ้นนั้น ถ้าไม่ปล่อยเสียมีหวังถูกตีจนตาย (มํสเปสูปมา กามา) หมายถึงว่า กามเปรียบเหมือนชิ้นเนื้อที่แร้งหรือเหยี่ยวคาบบินมา ย่อมต้องถูกแร้ง กา หรือนกอื่นเข้ารุมจิกแย่งชิงเอา ต้องคอยระแวดระวัง ต่อสู้ ปกป้องรักษาไว้ตลอดเวลา ยิ่งเป็นทรัพย์สินมีค่ามาก หรือเป็นของรักของหวงมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้เหน็ดเหนื่อยกายใจมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

3. กามทั้งหลายเปรียบเหมือนคบเพลิงที่คนเดินถือทวนลม ย่อมทำให้ผู้ถือร้อน อาจไหม้มือพอง ถ้าไม่วางเสีย (ติณุกกูปมา กามา) หมายถึงว่า กามเปรียบเหมือนคนถือคบเพลิงที่ทำด้วยหญ้าลุกโพลงเดินทวนลมไป คือ ถือได้ไม่นานก็ต้องทิ้งไป ไม่อย่างนั้นก็ไหม้มือเอา มิหนำซ้ำยังต้องถูกควันไฟรมเอาอยู่ตลอดเวลาที่ถือ ดังเช่นยศถาบรรดาศักดิ์ทั้งหลาย เมื่อได้มาก็ต้องทำให้สมหน้าสมตาสมฐานะ ยิ่งมียิ่งได้ก็ยิ่งเหน็ดเหนื่อยที่จะปกป้องรักษา ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง คอยระแวดระวังไม่ให้ล่วงล้ำก้ำเกิน ไม่มากไปหรือน้อยไป แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องสละทิ้งหมด

4. กามทั้งหลายเปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิงลึกท่วมหัวคน เต็มไปด้วยถ่านเพลิงอันร้อนแรง (องคารกาสูปมา กามา) ใครตกลงไปย่อมเดือดร้อนถึงตาย หมายถึงว่า กามเปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิงอันร้อนแรง หลุมถ่านเพลิงอันเร่าร้อนลึกท่วมหัวคนนั้น หากตกลงไปแล้วย่อมทุกข์ทรมานแสนสาหัส แต่ทั้งๆที่รู้อยู่ว่า ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ ครั้นถึงเวลาแล้วก็คล้ายมีพลังดึงดูดมาฉุดให้เดินลงหลุม เห็นทุกข์เป็นสุขร่ำไป ทั้งๆที่การใช้ชีวิตคู่ หรือชีวิตการครองเรือนนั้น พระท่านว่าไม่ต่างจากการเดินลงหลุมถ่านไฟ

5. กามทั้งหลายเปรียบเหมือนสิ่งที่เห็นในฝัน (สุปินกูปมา กามา) หมายความว่า กามเปรียบเหมือนความฝัน ในความฝัน สิ่งที่เห็นย่อมสวยงามเพริศแพร้ว เมื่อยังไม่ได้มาก็คิดแต่ว่าเมื่อได้มาแล้วคงเป็นสุข คือ เห็นแต่ด้านสุข เพราะยังไม่เคยพบจริงๆ แต่เมื่อได้พบ ได้เผชิญเข้าจริงๆ สิ่งที่เป็นความฝันอันสวยงามนั้น กลับเป็นเรื่องที่เหน็ดเหนื่อยเต็มไปด้วยความลำบาก ดังเช่นการใช้ชีวิตครองเรือน

6. กามทั้งหลายเปรียบเหมือนของที่ยืมเขามา (ยาจิตกูปมา กามา) เป็นของใช้ชั่วคราว ไม่นานต้องคืนเจ้าของไป หมายถึงว่า กามเปรียบเหมือนสมบัติที่ยืมเขามา ไม่เป็นสิทธิ์ขาดของเรา เมื่อเจ้าของเขาไม่อยู่ เราเอาออกมาใช้มาแสดง คนทั้งหลายได้เห็นก็นึกว่าเราเป็นเจ้าของ ทำให้ดูดี ใครเห็นก็ชม แต่ก็เป็นได้เพียงชั่วคราว เพราะเราย่อมรู้แก่ใจว่าเป็นสมบัติที่ยืมเขามา เจ้าของเขาทวงมาเมื่อไหร่ ก็ต้องเอาคืนเมื่อนั้น จิตใจจึงไม่เป็นสุข เพราะของที่ยืมเขามา อย่างไรเสียก็ต้องคืนเจ้าของเขาไป ความสุขจากกามทั้งหลายจึงเป็นสิ่งแปรปรวน เป็นสิ่งชั่วคราว เข้ายึดถือครอบครองไว้ไม่ได้

และ 7. กามทั้งหลายเปรียบเหมือนต้นไม้มีผลดก (รุกขผลูปมา กามา) หมายถึงว่า กามเปรียบเหมือนต้นไม้มีผลดกอยู่ในป่า ผู้ผ่านไปมาได้เห็นเข้า นึกพอใจก็ตรงเข้าเด็ดผลหักกิ่งเอาตามชอบใจ บางคนเห็นว่าไม้นี้มีผลดกน่าเก็บเอาไปให้มาก แต่ขึ้นต้นไม่เป็น ถึงกับโค่นเอาต้นไม้นั้นลงก็มี เจ้าของที่คอยดูแลรักษาด้วยความลำบากลำบน จึงต้องประสบทุกข์สาหัส

"จำนวนสำมะโนครัวคนของจิตตนครมากขึ้นผิดสังเกตโดยรวดเร็ว เช่นเดียวกับจำนวนคนของประเทศต่างๆในโลก ทำให้เกิดปัญหาว่าคนจะล้นโลกขึ้น ทั้งไม่ขวนขวายที่จะควบคุมยับยั้งแต่ประการใด เพราะสมุทัยมีพลังในการทำลายอยู่ในมือพร้อมแล้ว ไม่น้อยกว่าพลังแห่งการสร้าง อาจจะยิ่งกว่าเสียอีก เช่น ในโลกปัจจุบันนี้ อาวุธปรมาณูที่พากันทำไว้ มีกำลังแห่งการทำลายมหาศาล จะทำลายสิ่งทั้งปวง พร้อมทั้งชีวิตคนทั้งโลกได้ในเวลาพริบตาเดียว ถึงเวลามิคสัญญีเมื่อไหร่ สมุทัยจะระดมพลังแห่งการทำลายเมื่อนั้น สมุทัยได้แทรกแซงความรู้สึกทางทำลายเข้าในใจแห่งชาวจิตตนครไว้แล้ว จึงไม่วิตกว่าคนจะล้นโลก"

จนถึงทุกวันนี้โลกเรามีจำนวนประชากรราว 7,200 ล้านคน และจากการคาดการณ์ขององค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ระบุว่า ประชากรโลก อาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 8,100 ล้านคน ภายในปี 2568 และ 9,600 ล้านคน ภายในปี 2593 จำนวนประชากรที่เพิ่มทวีขึ้นย่อมส่งผลให้แต่ละประเทศต้องสรรหาทรัพยากรมา บำรุงเลี้ยงดูแลประชาชนของตน อีกทั้งย่อมเกิดความยากลำบากในการแก่งแย่งแข่งขันเป็นเงาตามมา

การใช้ชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน แม้มนุษย์ไม่เบียดเบียนทำร้ายกัน แต่วิถีชีวิตในยุคสมัยนี้ก็เต็มไปด้วยความเสี่ยงต่อภยันตรายต่างๆอยู่มากมาย เช่น ถูกภัยธรรมชาติคุกคาม น้ำท่วม แผ่นดินไหว พายุพัดถล่ม ฯลฯ ภัยจากอุบัติเหตุต่างๆ เช่น เครื่องบินตก รถไฟตกราง ฯลฯ ภัยจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อันเกิดจากเชื้อโรคที่มีวิวัฒนาการมาต่อเนื่องทุกยุคทุกสมัย เช่น ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่ปรับตัวให้รอดพ้นจากตัวยาที่มนุษย์คิดค้นได้มากขึ้นเรื่อยๆ จึงมีเชื้อโรคดื้อยาและกลายพันธุ์ให้เห็นเพิ่มมากขึ้นทุกที

ภัยต่างๆนั้นได้เข้ามาคุกคามเป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์มาโดยตลอดอยู่แล้ว แต่ในบรรดาภัยทั้งปวงภัยจากน้ำมือมนุษย์ด้วยกันที่มุ่งเบียดเบียนบีฑา มุ่งเข่นฆ่าทำลายล้างกันเองนั้นเป็นภัยที่น่ากลัวที่สุด โดยเฉพาะอาวุธล้ำสมัยต่างๆที่มนุษย์เราได้พัฒนาให้เกิดอานุภาพในการทำลายล้างได้อย่างรวดเร็วและรุนแรงจนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากมันสมองของมนุษย์ด้วยกันเอง อย่างไรก็ตาม ภัยต่างๆทั้งหลายทั้งปวงยังไม่น่ากลัวเท่าภัยกิเลสที่แฝงฝังอยู่ในใจมนุษย์ เพราะกิเลสในใจเหล่านี้เองที่คิดค้นวิธีล้างผลาญ ประดิษฐ์คิดสร้างอาวุธร้ายแรงต่างๆ ออกมาทำลายมนุษย์ด้วยกันได้อย่างเหลือเชื่อ

"สมุทัยแห่งจิตตนครมีพลังร้ายรุนแรง น่ารังเกียจ น่าสะพรึงกลัว ยิ่งนักดังกล่าวมาแต่สมุทัยก็มีความเฉลียวฉลาดรอบคอบในการใช้พลังนั้น จนทำให้ชาวจิตตนครยอมตกอยู่ใต้พลังดังกล่าวอย่างเต็มอกเต็มใจ มิได้ระแวงสงสัยว่านั่นแหละคือสิ่งที่จะนำตนไปสู่ความพินาศหายนะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระปัญญาคุณเลิศกว่าปัญญาทั้งหลาย จึงทรงรู้เท่าทันสมุทัยทุกประการ และด้วยพระกรุณาคุณเลิศกว่ากรุณาทั้งหลาย จึงทรงแสดงไว้ให้เห็นโทษของสมุทัย เพื่อว่าชาวจิตตนครทั้งปวงผู้มีศรัทธาในพระองค์ท่านจะได้พยายามเห็นตาม และต่อต้านสมุทัย ไม่ยอมตนให้สมุทัยนำไปทำลายอย่างย่อยยับในที่สุด"

ท่ามกลางกระแสเชี่ยวกรากของสังคมบริโภค ที่เน้นระบบเศรษฐกิจซึ่งมุ่งแสวงกำไรสูงสุด ขับเคลื่อนไปอย่างเร็วรี่ด้วยกลไกการตลาดอันซับซ้อนที่แทรกซึมอยู่ทั่วทุกระบบ กระตุ้นเร้าให้ราคะ โทสะ โมหะ ได้โหมกระพือยิ่งขึ้นทุกขณะ ผู้คนต่างยินดีในการเสพบริโภคกามทางช่องทางต่างๆ ไม่ว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้งกลางวัน กลางคืนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จึงเป็นยุคสมัยแห่งการตกเป็นทาสวัตถุกันอย่างไม่รู้จักอิ่มจักพอ

จากหนังสือ "บางแง่มุมของกามในทัศนะพุทธทาสภิกขุ" ที่ได้รวบรวมเอาคำสอนและคำบรรยาย เกี่ยวกับคำว่า "กาม" ของท่านพุทธทาสภิกขุ มานำเสนอไว้เป็นบางส่วน ท่านได้ชี้แนะแนวทางในการเกี่ยวข้องกับ "กาม" ทั้งหลายสำหรับฆราวาสว่า "ธรรมชาตินั้นมันจัดมาในลักษณะที่ว่า คนเราต้องกินอาหารทุกทาง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เพราะฉะนั้นกินให้ถูกวิธี รู้เท่าทัน ให้มันเป็นเพียงสักว่าอันนั้นเท่านั้น แล้วก็กินเข้าไปได้ เช่นว่าเกี่ยวข้องกับรูปสวยๆ เสียงไพเราะอะไรก็ได้ แต่ต้องเกี่ยวข้องด้วยสติสัมปชัญญะ แล้วก็ในปริมาณหรือในอัตราที่มันพอเหมาะสม มันก็เป็นประโยชน์ เป็นความถูกต้องที่เป็นประโยชน์ เหมาะแล้วสำหรับความเป็นฆราวาส

ตามหลักพระพุทธศาสนาไม่ได้แนะหรือไม่ได้ขอร้อง หรือบังคับให้ตัดสิ่งเหล่านี้ให้ออกไปโดยสิ้นเชิงโดยประการทั้งปวง เพราะมันทำไม่ได้ ถ้าขืนทำอย่างนั้นก็เป็นเรื่องบ้า พระพุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องบ้า เป็นเรื่องที่ต้องการจะให้สำเร็จประโยชน์ ให้ผ่านโลกไปให้ได้ เพราะฉะนั้นมันก็ต้องบริโภคโลกนี้ไปในทางที่ถูกต้อง จนกว่าจะผ่านโลกไปได้ ฉะนั้นเราจงเกี่ยวข้องกับโลกในเรื่อง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ในลักษณะที่ถูกวิธี ที่ให้มันเป็นทาสเรา อย่าให้เราเป็นทาสมัน มีหัวข้อที่จำไว้ง่ายๆว่า "ให้มันเป็นทาสเรา อย่าให้เราเป็นทาสมัน" หรืออย่างน้อยก็ให้อยู่ในระดับที่ว่า มันพอฟัดพอเหวี่ยงกัน คือ ให้มันเป็นบทเรียนแก่เราทุกกรณีไป ในการที่ไปข้องแวะกันเข้ากับ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่ไหน? เมื่อใด ? อย่างไร? ก็ตาม ให้มันเป็นบทเรียนเสมอไป"

ดังในช่วงท้ายบทที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ ได้ทรงกล่าวสรุปเป็นธรรมสังวรไว้ว่า

"อันความเฉลียวฉลาดของสมุททัยในการใช้พลังทำลายชาวจิตตนครในด้านต่างๆนั้น แม้มีมากมายเพียงใด ก็จะไม่อาจสู้ปัญญาของชาวจิตตนครที่เกิดจากการศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า แล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ดังนั้น แม้ไม่ปรารถนาจะยอมให้สมุทัยชักจูงไปตามชอบใจ จนสุดท้ายนำไปสู่ความพินาศหายนะ ก็ควรที่จะต้องศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้ถูกต้องพอสมควร เพื่อเป็นการอบรมปัญญาและสติไว้ต่อต้านสมุทัย ไม่ว่าจะแอบแฝงสอดแทรกเข้ามาในรูปใด ความมีสติและปัญญารู้เท่าทันสมุทัยว่ากำลังล่อให้โลภแล้ว ให้โกรธแล้ว ให้หลงแล้ว แล้วใช้สติปัญญาต่อต้าน ไม่ยอมโลภ ไม่ยอมโกรธ ไม่ยอมหลงไปตามสมุทัย นั่นแหละจะสามารถชนะสมุทัยได้ ไม่ถูกสมุทัยครอบครองชักนำไปสู่ความพินาศในวาระสุดท้าย"


(ขอขอบคุณภาพประกอบจากหนังสือ วจนธรรม # instanyana ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า