"วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร"

ตำนานสร้างกว่า300ปี
ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

ตอนที่ 3 นมัสการพระนอน ขอพรพระอินทร์แปลง

พระพุทธรูปองค์สำคัญในวัดเสนาสนารามราชวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่พุทธศาสนิกชนเลื่อมใสศรัทธา พากันมากราบไหว้เพื่อรำลึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ "พระอินทร์แปลง" พระประธานประดิษฐานอยู่ในเรือนแก้ว ของพระวิหารก่ออิฐถือปูนหลังนี้ มีพระสาวกยืนถวายสักการะอยู่ทั้ง 2 ข้าง

หลังคาพระวิหารมุงกระเบื้องดินเผาเคลือบ ส่วนหน้าบันและเครื่องประดับเป็นปูนปั้น บานประตูหน้าต่างด้านนอกเขียนลายรดน้ำ ด้านในเขียนสีลายทวารบาล พื้นปูหินอ่อน ยกพื้นขึ้นเป็นอาสนสงฆ์ เพดานปิดทองลายฉลุ รูปดาวล้อมเดือน เมื่อ พ.ศ.2401พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้อัญเชิญ "พระอินทร์แปลง" มาจากเมืองเวียงจันทน์ดังปรากฏในพระราชหัตถเลขาฯที่ทรงมีถึง พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า

"...ยังมีพระที่มีชื่อเอามาแต่เมืองเวียงจันทน์อีกสองพระองค์ พระอินแปลง น่าตัก สองศอกเศษ พระอรุณ น่าตักศอกเศษพระสององค์นี้ องค์ที่ออกชื่อก่อนฉันจะรับประทานไปไว้เป็นพระประธานในพระอุโบสถ วัดมหาพฤฒาราม วัดตะเคียนที่ให้ไปสร้างขึ้นไว้ใหม่..."

วัดมหาพฤฒารามหรือวัดตะเคียนที่ทรงออกชื่อในพระราชหัตถเลขาฯ ว่าจะเชิญพระอินทร์แปลงไปเป็นพระประธานนี้ เป็นวัดเก่าที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบูรณะเป็นการใหญ่ ตั้งแต่ต้นรัชกาล เล่ากันว่ามูลเหตุมาจากครั้งเมื่อยังทรงผนวชในรัชกาลที่ 3 เสด็จฯมาทรงทอดผ้าป่าที่วัดซึ่งขณะนั้นยังมีชื่อว่าวัดท่าเกวียน พระอธิการแก้วเจ้าอาวาสซึ่งมีอายุถึง 107 ปีแล้วได้ถวายพยากรณ์ว่า "จะได้เป็นเจ้าชีวิตเร็วๆนี้" มีรับสั่งตอบว่า "ถ้าได้ครองแผ่นดินจริงจะมาสร้างวัดให้อยู่ใหม่" เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์จึงทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดท่าเกวียนใหม่ทั้งพระอาราม ซึ่งใช้เวลายาวนานตั้งแต่ปี 2397 จนถึง 2409เป็นเวลาถึง 12 ปี ส่วนพระอธิการแก้ว พระราชทานแต่งตั้งสมณะศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่พระมหาพฤฒาราม ตามสมณศักดิ์ของพระอธิการแก้ว

หากพิจารณาช่วงเวลาก็เห็นได้ว่าเมื่อเชิญพระอินทร์แปลง และพระพุทธรูปล้านช้างองค์อื่นๆลงมาในปี 2401 นั้น ได้พักพระพุทธรูปดังกล่าวไว้ที่พระนครศรีอยุธยาก่อน ขณะนั้นการปฏิสังขรณ์วัดมหาพฤฒารามเพิ่งดำเนินไป ได้เพียง 4 ปี และยังใช้เวลาต่อไปจากนั้นอีกถึง 8ปี จึงแล้วเสร็จ ในระหว่างการก่อสร้างคงมีความไม่สะดวกอยู่มากภายในวัด ดังที่โปรดให้ภิกษุสามเณรย้ายไปอยู่ยังวัดปทุมคงคาชั่วคราว จึงอาจเป็นเหตุหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงสถานที่ ประดิษฐานพระอินทร์แปลงไปเป็นวัดเสนาสนารามที่พระนครศรีอยุธยานั้นเอง ซึ่งก็เป็นวัดที่ทรงปฏิสังขรณ์ใหญ่เช่นกันและแล้วเสร็จก่อนวัดมหาพฤฒารามหลายปี

พระอินทร์แปลง เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ ศิลปะล้านช้างปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ หน้าตักกว้าง 2 ศอกเศษ สูงตลอดพระรัศมี 3 ศอก 3 นิ้ว ประดิษฐานบนฐานซุกชี ด้านหลังทำเป็นรูปซุ้มศรีมหาโพธิ์ทำด้วยปูนปั้น เนื่องจากฐานเดิมมีพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ประดิษฐานอยู่ เมื่อคราวให้บูรณะพระอาราม ไม่อาจจะนำพระอินทร์แปลงวางทับที่เดิมจึงทำซุ้มครอบองค์เดิม แล้วนำพระอินทร์แปลงประดิษฐานไว้ด้านหน้า ส่วนพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์อยู่ในซุ้มด้านหลังจะไม่มีลิงและช้างคอยอุปัฏฐาก เมื่อไม่มีลิงและช้าง สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 5จึงทรงให้ช่างเขียนภาพช้างและลิงถูกนายพรานไล่ล่าไปจนหมด เพราะฉะนั้น พระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ในวิหารนี้จึงไม่มีลิงและช้างให้เห็นอีกต่อไป

ตอนบนสุดเขียนวิทยาธร คล้ายวิทยาธรที่พระอุโบสถวัดมัชฌิมาวาส จังหวัดสงขลา คั่นด้วยริ้วริบบิ้นตลอดทั้งสามด้าน แล้วเขียนลายดอกไม้ร่วง เหนือขอบหน้าต่างเขียนเทพชุมนุมนั่งพนมมือหันหน้าไปทางพระประธาน ระหว่างองค์เทพคั่นด้วยตาลปัตร มีเส้นลวดกั้นภาพ ระหว่างช่องประตูหน้าต่างเขียนภาพเล่าเรื่อง มีภาพวัดเสนาสนารามสามช่อง ตรงมุมด้านหน้าพระวิหารเขียนภาพพระสงฆ์เดินลงจากวิหารพระอินทร์แปลง เขียนใบหน้าเป็นภาพเหมือนมีแสงเงาน่าจะเป็นพระเถระสำคัญรูปหนึ่ง ภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ 4 นั้นยังคงความงดงามจนถึงปัจจุบัน

พระพุทธรูปองค์สำคัญอีกองค์หนึ่งของวัดเสนาสนารามฯ คือ "พระนิรันตราย" เป็นพระพุทธรูปหนึ่งในจำนวน 18 องค์ ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้สร้างสำหรับพระราชทานแด่วัดในสังกัดคณะธรรมยุติกนิกาย จำนวน 18 วัด ตามพุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปทองคำ ปางสมาธิเพชร ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ ขนาดหน้าตักกว้าง 12 เซนติเมตร สูง 20.5 เซนติเมตร ประดิษฐานอยู่บนฐานสูง 24 เซนติเมตร ขุดพบที่ชายป่าที่ อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งมีผู้นำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย โปรดฯให้อัญเชิญไว้กับพระกริ่งทองคำองค์เล็กที่หอเสถียรธรรมปริตร

ต่อมามีผู้โจรกรรมเฉพาะพระกริ่ง แต่มิได้เอาพระพุทธรูปองค์นี้ ทั้งที่เป็นทองคำหนักถึง 8 ตำลึง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริว่า พระองค์นี้แคล้วคลาดถึง 2 ครั้ง เมื่อแรกที่ขุดพบก็มิได้นำไปทำประโยชน์ ส่วนครั้งนี้ก็รอดพ้น จึงถวายพระนาม "พระนิรันตราย" แล้วโปรดฯให้หล่อพระพุทธรูปสวมไว้ชั้นหนึ่ง จากนั้นทรงออกแบบเอง เป็นพระพุทธรูปทองคำ ปางสมาธิเพชร ครองจีวรอย่างธรรมยุติกนิกาย เบื้องหลังทำเรือนแก้ว มีพระมหาโพธิ์ ยอดเรือนเป็นมหามงกุฎหล่อด้วยเงินแท้ไว้คู่กัน

พุทธศักราช 2411 พระราชดำริว่า วัดธรรมยุติฯ เกิดขึ้นหลายแห่ง วัดควรจะมีสิ่งของเป็นที่ระลึก โปรดฯให้ช่างหล่อพระพุทธรูปด้วยพิมพ์เดียวกับที่หล่อพระเงินและพระทองที่ครอบพระนิรันตรายด้วยทองเหลือง และกะไหล่ทองคำ จำนวน 18 องค์ เท่าจำนวนปีที่ทรงครองราชย์ และพระราชดำริจะหล่อเพิ่มขึ้นปีละ 1 องค์ ถวายพระนามพระนิรันตรายทุกองค์ ก็สิ้นรัชกาลก่อน ตราบถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้ทำกะไหล่ทองทั้ง 18 องค์ แล้วพระราชทานแก่วัดธรรมยุติกนิกาย ตามพระราชประสงค์เดิมของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนิรันตราย ประจำวัดเสนาสนาราม ราชวรวิหาร เป็นองค์ที่ 3 ในจำนวน 18 องค์ ที่ทรงประทานแก่วัดทั้งหมด 18 วัด

วิหารพระพุทธไสยาสน์ อยู่ติดกับพระเจดีย์องค์ใหญ่ และวิหารพระอินทร์แปลง พระพุทธไสยาสน์เป็นศิลปะแบบอยุธยา ประกอบด้วยศิลาเป็นท่อนๆ นำมาเรียงต่อกันแล้วสลักเป็นองค์พระมีขนาดยาว 14.2 เมตร แต่เดิมประดิษฐานอยู่ที่วัดพระมหาธาตุ สมัยรัชการที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างวิหารพระนอนขึ้นในวัด แล้วอัญเชิญพระพุทธไสยาสน์ จากวัดพระมหาธาตุมาประดิษฐานไว้ที่วัดนี้


หลวงพ่อพุทธอุปถัมภ์ (ปางพยาบาลภิกษุไข้) อยู่ในวิหารพระพุทธไสยาสน์ ประชาชนนิยมมาบูชาอธิษฐานขอพรให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ การเดินทางไปยัง "วัดเสนาสนาราม ราชวรวิหาร" เมื่อเข้าเกาะเมืองลงสะพานปรีดี ถึงไฟแดงเลี้ยวขวาไปจนสุดถนน จะเจอป้ายบอกทาง ให้เลี้ยวซ้าย ถึงสี่แยกแล้วเลี้ยวขวาค่ะ ท่านใดมีกุศลจิต เชิญทำบุญซื้อโลงศพ ถวายสังฆทาน ณ ฌาปนสถานวัดเสนาสนาราม หรือโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย เลขที่ 101-0-30466-6 สาขาอยุธยา ชื่อบัญชี วัดเสนาสนาราม กองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ (เพื่อภิกษุอาพาธ) ค่ะ