บรรพชา อุปสมบท

เฉลิมพระเกียรติครบ 5 รอบพระชนมายุฯ
อิ่มใจ ได้บุญ
ช่างภาพ: 

เนื่องในโอกาสศุภมงคลสมัย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เจริญพระชนมายุครบ 5 รอบในวันที่ 2 เมษายน 2558 พระราชวิสุทธิมุนี (หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล) เจ้าอาวาสวัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร จังหวัดสุรินทร์ได้จัดโครงการบรรพชา-อุปสมบทเฉลิมพระเกียรติ น้อมถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต เป็นพระอุปัชฌาย์ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร บางลำพู กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้สามเณร และพระภิกษุ 191 รูป เดินทางไปธุดงค์อบรมกรรมฐาน ณ วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์

พระราชวิสุทธิมุนี (หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล) ให้โอวาทกับพระและสามเณรที่บวชใหม่ว่า...พึงระลึกเสมอว่า เราเป็นภิกษุ สามเณร ที่เพิ่งบวชใหม่ จึงควรสยดสยองต่อการกระทำบาป กระทำชั่ว กระทำผิดพระวินัยเสมอๆ ภิกษุทั้งหลาย พึงจำไว้เถิดว่า บัดนี้เราได้ตัดขาดจากเรือนแล้ว ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว หนทางนี้จักเป็นหนของเราผู้ไม่มีภาระทางโลกเพียงลำพัง เราจักไม่กระทำแบบอย่างชาวบ้าน ไม่มีพฤติกรรมแบบชาวโลกอีกต่อไป เพราะเราเป็นทายาทของพระอริยะเจ้า เป็นทายาทของพระตถาคตแล้ว...

จากหนังสือ "ธรรมปฏิบัติ เล่ม 1" และหนังสือ "พ่อสอนลูก" ของ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ (พระราชพรหมยาน) วัดท่าซุง กล่าวว่า...คำว่า "บรรพชา" หมายความว่า บวชเป็นเณร คำว่า "อุปสมบท" หมายความว่า บวชเป็นพระ ซึ่งพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า การอุปสมบทบรรพชามีอานิสงส์พิเศษ ซึ่งอานิสงส์อย่างอื่น มีการสร้างวิหารก็ดี การถวายสังฆทานก็ดี ทอดกฐินผ้าป่าก็ดี จัดว่าเป็นอานิสงส์สำคัญ แต่อานิสงส์นั้น บุคคลที่จะพึงได้ต้องอนุโมทนาก่อน แต่ว่าการอุปสมบทบรรพชานี้แปลกกว่านั้น องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ว่า สมมติว่าบุตรชายของท่านผู้ใดออกจากครรภ์มารดาวันนั้น บิดามารดาก็จากกัน ลูกกับพ่อแม่ย่อมไม่รู้จักกัน เวลาที่อุปสมบทบรรพชานั้น บิดามารดาไม่ทราบ แต่บิดามารดาย่อมได้อานิสงส์นั้นโดยสมบูรณ์ การอุปสมบทบรรพชาจึงจัดว่าเป็นกุศลพิเศษ

ท่านที่บวชเป็นเณรเข้ามาในพระพุทธศาสนาแล้วประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามระบอบพระธรรมวินัย มีอานิสงส์ถ้าตายจากความเป็นคน ถ้าจิตของตนมีกุศลธรรมดาไม่สามารถจะทรงจิตเป็นฌาน ท่านผู้นั้นจะเสวยความสุขบนสวรรค์ได้ถึง 30 กัป ถ้าหากว่าทำจิตของตนเกือบเป็นฌาน ได้ฌานสมาบัติ ตายจากความเป็นคนจะเกิดเป็นพรหม มีอายุอยู่ถึง 30 กัปเช่นเดียวกัน อายุเทวดาหรือพรหมย่อมมีกำหนดไม่ถึง 30 กัป ก็หมายความว่า เมื่อหมดอายุแล้วก็จะเกิดเป็นเทวดาใหม่ เกิดเป็นพรหมใหม่อยู่บนนั้นไปจนกว่าจะถึง 30 กัป หรือมิฉะนั้นก็ต้องเข้าพระนิพพานก่อน ส่วนบิดามารดาของสามเณร ย่อมได้อานิสงส์คนละ 15 กัป ครึ่งหนึ่งของเณร บุคคลผู้มีวาสนาบารมี คือมีศรัทธาแก่กล้า ตั้งใจอุปสมบทในพระพุทธศาสนาเป็นพระสงฆ์ บวชแล้วปฏิบัติชอบ ประกอบไปด้วยคุณธรรม คือ มีพระธรรมวินัยเป็นสำคัญ ท่านที่บวชเป็นพระด้วยตนเอง จะมีอานิสงส์อยู่เป็นเทวดาหรือพรหม 60 กัป บิดามารดาจะได้คนละ 30 กัป

สำหรับผู้ที่ช่วยในการบวช การอุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา ด้วยจตุปัจจัยมากบ้าง น้อยบ้าง ช่วยขวนขวายในกิจการงานในการที่จะอุปสมบทบ้าง อย่างนี้สมเด็จพระศาสดากล่าวว่า ท่านผู้นั้นมีอานิสงส์เสวยความสุขอยู่บนสวรรค์ หรือในพรหมโลกคนละ 8 กัป อานิสงส์กุศลบุญราศีที่ท่านผู้เป็นเจ้าภาพ ในฐานะคนที่บวชไม่ได้เป็นบุตรของเรา แต่ว่าเป็นผู้จัดการขวนขวายในการอุปสมบทบรรพชาให้ องค์สมเด็จพระศาสดากล่าวว่า ท่านผู้จัดการบวชจะได้อานิสงส์ 12 กัป มีผลลดหลั่นกันไป

พระอาจารย์ กิตฺติวุฑฺโฒ ภิกฺขุ วัดสัมมาชัญญาวาส (ถนนพระยาสุเรนทร์ แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต )เขียนบทความเรื่อง "บวชทำไม" ไว้ว่า

...มูลเหตุที่ทำให้พ่อแม่ทุกคน ผู้ให้กำเนิดบุตรออกมาเป็นชาย และอยากได้บวชลูกชายนั้น เกิดมาจากการอยากได้บุญ อยากได้กุศล ที่ตนถือว่าเป็นครั้งสำคัญมาก พ่อแม่บางคนมีลูกชายแล้ว ถ้าไม่ได้บวช สังเกตดู พ่อแม่เหล่านั้นไม่ค่อยสบายใจ บางคนก็มีลูกชายประพฤติตนดี ไม่ทอดทิ้งพ่อแม่ หาเงินหาทองได้แล้วก็ส่งเสียเลี้ยงดู มิให้อดอยาก แต่เงินทองข้าวน้ำขนมนมเนย ที่ลูกนำมาให้แม่นั้น ก็ยังไม่สามารถทำให้แม่เกิดปีติโสมนัสจนกระทั่งน้ำตาไหล แต่ถ้าพ่อแม่ได้บวชลูกชายแล้ว บางคนดีใจเกิดปีติโสมนัสจนกระทั่งน้ำตาไหล เมื่อพ่อแม่ได้เห็นลูกได้ห่มผ้าย้อมน้ำฝาด อันเป็นธงชัยของพระอรหันต์ พ่อแม่ทุกคนจะเกิดความสุขใจอย่างสุดซึ้ง...

...ในสมัยพุทธกาล เคยมีผู้ตั้งปัญหาทูลถามพระพุทธเจ้าว่า พรหมจรรย์นี้ ท่านประพฤติไปเพื่ออะไร พระพุทธองค์ตรัสแก่ภิกษุสงฆ์ว่า ภิกษุทั้งหลาย พรหมจรรย์นี้ เรามิใช่ประพฤติเพื่อหลอกลวงตน มิใช่เพื่อเรียกร้องตนให้มานับถือ มิใช่เพื่ออานิสงส์ลาภ สักการะ และความสรรเสริญ มิใช่เพื่ออานิสงส์ เป็นเจ้าลัทธิ และแก้ลัทธิ อย่างนั้นอย่างนี้ มิใช่เพื่อ ให้ใครมารู้จักว่า เราเป็นอย่างนั้น เราเป็นอย่างนี้ ที่แท้พรหมจรรย์นี้ เราประพฤติเพื่อสวระ คือ ความสำรวมระวัง เพื่อปหานะ คือ ความละ เพื่อวิราคะ คือ ความคลายกำหนัดยินดี เพื่อนิโรธ คือ ความดับทุกข์....

ตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบกับพราหมณ์นั้น เป็นการชี้ให้เห็นถึงเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดของการประพฤติพรหมจรรย์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น ที่ตรัสว่า "การประพฤติพรหมจรรย์นี้เพื่อสวระ" คือความสำรวมระวังนั้น เป็นตัว ศีล หมายถึง สำรวมกาย วาจา มิให้ทำบาป สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ประการ "เพื่อป้องกันมิให้ อกุศลกรรม อันลามก" คือ "ความรัก ความชัง เกิดขึ้น" นี้เป็นอานิสงส์เบื้องต้นของการประพฤติพรหมจรรย์ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า "เพื่อปหานะ" ที่แปลว่า "ความละ" นั้น หมายถึง "การละเว้นทำลายความชั่วร้ายต่างๆให้หมดไป จากกาย วาจา และใจ ในระหว่างที่ตนเองมิได้ประพฤติพรหมจรรย์ ย่อมทำอะไรได้ตามใจชอบหลายอย่าง แต่เมื่อเข้ามาประพฤติพรหมจรรย์แล้ว "ก็ต้องละเว้นสิ่งทั้งหลาย ที่เป็นมลทินแก่พรหมจรรย์ทั้งหมด" ที่พระพุทธองค์ ตรัสว่า "เพื่อวิราคะ" คือ "ความคลายความกำหนัดยินดี" นั้น หมายถึง พรหมจรรย์นี้ เราประพฤติเพื่อคลายความรัก เพราะความกำหนัดยินดี เพราะความรักนั้น เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ เป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าโศก จึงมีการปฏิบัติ เพื่อทำลายเหตุแห่งทุกข์เหล่านี้ไปเสีย ข้อสุดท้าย ที่พระพุทธองค์ตรัสว่า "เพื่อนิโรธะ" คือ "ความดับทุกข์" การดับทุกข์ในที่นี้หมายถึง ดับทุกข์ที่เกิดจาก ชาติชรา พยาธิ มรณะ พรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา จึงมีความดับทุกข์เป็นอานิสงส์สูงสุด อันเป็นจุดหมายในทางพระพุทธศาสนานี้

ตั้งแต่พระสงฆ์สวดญัตติ ยกผู้บวชเป็นพระภิกษุขึ้นไว้ในพระพุทธศาสนา ท่านผู้นั้นก็ได้รับสมัญญาถึง4อย่าง คือ 1. คนทั้งหลายเรียกว่า "พระ" แปลว่า "ผู้ประเสริฐ" เป็นคำยกย่องบุคคลที่มีคุณธรรมสูงส่ง เพราะบุคคลเหล่านั้น เป็น "ผู้มีศีลธรรม" 2. ภิกษุ แปลว่า "ผู้เห็นภัยในวัฏฏะสงสาร" หรือผู้ "ทำลายความชั่ว มิให้มีปรากฏอยู่ในตัว" คือเป็นผู้มีความสะอาดทางกาย ทางวาจา และทางใจ เป็นเครื่องหมายของ "ผู้มุ่งทำลายกิเลส" 3. บรรพชิต แปลว่า "ผู้งดเว้น" คือผู้ทำลายล้างความชั่วได้สำเร็จนั้น ต้องเป็นผู้งดเว้นจากความชั่วทางกาย วาจาเสียก่อนแล้ว "บำเพ็ญความดี ด้วยการปฏิบัติธรรม โดยเว้นจากการเบียดเบียนตน และผู้อื่น" ให้ได้รับความทุกข์ ความเดือดร้อน จึงได้นามว่าเป็น "บรรพชิต" และ4. สมณะ แปลว่า "ผู้สงบระงับ" จากความชั่วร้ายและบาปต่างๆ

นิตยสารหญิงไทยขอร่วมอนุโมทนาบุญกับพระภิกษุสามเณรทุกรูปในการบวชครั้งนี้ด้วยค่ะ