60 พรรษาเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร

ลุยป่าฝ่าฝน
วิถีไทย-วิถีอาเซียน

ในช่วงสงกรานต์ของปี 2537 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯไปทรงเยือนมาเลเซียอีกครั้ง ระหว่างวันจันทร์ที่ 11 เมษายน-วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน 2537 นับเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่เคยเสด็จฯไปร่วมประชุมสภากาชาดและสภาซีกวงเดือนแดงของกลุ่มประเทศอาเซียนเมื่อหลายปีก่อน

นับเป็นโอกาสดีที่ได้ทอดพระเนตรเกี่ยวกับการบริหารจัดการสวนป่าและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศมาเลเซียซึ่งยังคงความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้และธรรมชาติไว้ได้เป็นอย่างดี สามารถนำมาปรับใช้ในประเทศไทยของเราได้ ในวันแรก เสด็จฯที่ Agriculture Park ตั้งอยู่ที่ Bukit Cahaya เมือง Shaah Alam เขตรัฐสลังงอร์ ซึ่งเป็นสวนป่าเกษตรแห่งเดียวในโลก เริ่มโครงการมาตั้งแต่ ค.ศ.1986 เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ ค.ศ.1989 สามารถตกปลา เดินป่า ขี่จักรยานและเข้าพักในหมู่บ้านที่มีให้เลือกหลายแบบ นอกจากนี้ยังมีโรงรียนให้การอบรมแก่ชาวสวนชาวนา แม้แค่การหัดกรีดยาง การเลี้ยงปลา การทำนา เกษตรกรที่มาเยี่ยมชมที่นี่จะได้แนวคิดกลับไปพัฒนาการเกษตรของตัวเองได้เป็นอย่างดี

จากนั้น เสด็จฯทอดพระเนตรสวนแคคตัส ซึ่งรวบรวมพันธุ์ไม้ประเภทกระบองเพชรและพืชที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น พญาไร้ใบ อากาเว่ ป่านศรนารายณ์ อากาเว่บุญชู ลิ้นมังกร ส้มเช้า สลัดได เสมาถึง 3,000 กว่าชนิดในจำนวนนี้ เป็นของมาเลเซียเพียง 15 ชนิด มีการติดป้ายชื่อทั้งชื่อสามัญ ชื่อมาเลย์ และชื่อวิทยาศาสตร์ ตลอดจนที่มาเหมือนเป็นทะเลทรายย่อส่วน มีรับสั่งถามว่าประเทศมาเลเซียมีฝนตกมากแคคตัสจะอยู่ได้อย่างไร คำตอบคือส่วนมากจะเลือกเอาเฉพาะแคคตัสทนฝนมาปลูก แต่ต้องทำทางระบายน้ำให้ดี ดาโต๊ะ ซานูซิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรถวายรายงานว่า สวนแห่งนี้ได้แนวคิดมาจากการเดินทางไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์กับสวนทริเวลี่ในอิตาลีซึ่งคนสร้างสวนปรารถนาที่จะเป็นสันตะปาปาแล้วไม่ได้เป็น นอกนั้นยังได้แนวคิดจากสวนมุสลิมในสเปน ถือกันว่าเป็นสวรรค์บนดิน

ที่นี่ยังมีส่วนที่เรียกว่า Forest watching ซึ่งจะมีคนมาจ้องต้นไม้กันเป็นชั่วโมง มีสวนแสดงอากาศ4ฤดูในเขตอบอุ่น คือฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูฝนในรอบปีซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรได้แรงบันดาลใจมาจากพาแม่และยายไปที่ญี่ปุ่นและเห็นหิมะเป็นครั้งแรกมีความพอใจและอยากให้คนมาเลเซียได้เห็นบ้าง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มีรับสั่งว่าไม่แน่ใจสวนแห่งนี้จะคุ้มค่าหรือไม่ เพราะคนเราพอดูอะไรแปลกๆ ไปได้พักหนึ่งก็จะหมดความสนใจ ค่าใช้จ่ายจะสูงมาก ทั้งค่าไฟ ค่าดูแลต้นไม้ ถ้าเป็นพื้นที่ทีมีการวิจัยด้วยก็คงจะคุ้ม

จากนั้นได้ทอดพระเนตรสวนเห็ดผ่านสวนฝรั่งเศสซึ่งเขาได้แรงบันดาลใจมาจากสวนที่พระราชวังลูฟร์ที่ฝรั่งเศส มีทั้งเห็ดหูหนู เห็ดนางฟ้า เห็ดหอม เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดหลินจือ มีชื่อติดอธิบาย และยังมีพิพิธภัณฑ์เห็ดเล็กๆแสดงเรื่องการปลูกเห็ดในโลก อุปกรณ์ที่ใช้ปลูกเห็ด การเพาะเห็ด ตามด้วยสวนเครื่องเทศและเครื่องดื่มบนเนื้อที่ 17 เอเคอร์ ปลูกเครื่องเทศ ยาสมุนไพร และพืชคั้นน้ำมีมะเขือชนิดหนึ่งเมล็ดเอาไปทำน้ำตาลได้หวานกว่าน้ำตาลจริงๆ 3,000 เท่า หญ้าหวานมีความหวาน 300 เท่าของน้ำตาล นอกนั้นเป็นตะไคร้ มิ้นท์ หมาก อบเชย กระเจี้ยบแดง และพริกไทย

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้รับทราบว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของมาเลเซียคนนี้ ดาโต๊ะ ซานูซิ เป็นคนที่ขยันขันแข็งและมีความคิดใหม่ๆในการรณรงค์ให้เกิดผลดีแก่ชาวมาเลเซีย เช่น รณรงค์ให้ดื่มน้ำมะพร้าว คนก็หันมาดื่มกันใหญ่ ชาวสวนมะพร้าวก็ขายมะพร้าวได้มากขึ้น ให้เอายางรถยนต์มาเลี้ยงหอย เลี้ยงปลา แม้แต่หน่อไม้ยอดผักกูดก็ขายได้ เพราะรณรงค์ให้คนบริโภค ตอนนี้กำลังรณรงค์ให้คนกินกระต่าย แต่ยังไม่ค่อยสำเร็จ ให้คนเลี้ยงปลาและกินปลาน้ำจืดโดยจัดแข่งขันทำกับข้าวเมนูปลา

วันพุธที่ 13 เมษายน2537 เสด็จฯไปทรงเยี่ยมชมบรรษัทพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ซาราวัก ทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์ไม้ซึ่งเริ่มเปิดให้ประชาชนชมใน ค.ศ.1988 มีการจัดแสดงเรื่องป่าไม้ต่างๆ หุ่นจำลองภูเขามูลู ถ้ำมูลู ป่าไม้รูปแบบต่างๆทั้งป่าชายเลย ป่าพรุ ป่าเบญจพรรณ ประวัตการทำป่าไม้ซึ่งแบ่งเป็น 6 สมัย ตั้งแต่สมัยก่อนมีราชาปกครอง สมัยราชาองค์ที่1และ2 สมัยราชาองค์ที่ 3 สมัยญี่ปุ่นยึดครอง สมัยเป็นอาณานิคมอังกฤษ เมื่อ Sir Charles Vyner Brooke มอบซาราวักเป็น Crown Colony เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ.1946 มีการทำป่าไม้อย่างถูกต้อง แต่นโยบายต่างๆไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก จนมาเลเซียเป็นรัฐอิสระ ในค.ศ.1963 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน จึงมีการสำรวจป่าไม้ และจัดตั้งบรรษัทพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ซาราวักขึ้น เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ.1973 การรักษาป่าไม้ดีขึ้นเป็นลำดับด้วยความช่วยเหลือของ FAO มีโรงเรียนสอนการทำป่าไม้ แสดงอุปกรณ์ที่ใช้ทำป่าไม้ จากการได้ทอดพระเนตรสิ่งของที่ทำจากไม้ เช่น พาหนะต่างๆ เครื่องดนตรี มีรำมนา พิณ ลูกข่าง หมากหลุม เครื่องหีบน้ำมัน เครื่องมือการเกษตร เครื่องมือตัดไม้ เครื่องเรือน

เสด็จฯต่อไปยัง Sarawak Culture Village ตั้งอยู่บริเวณที่เป็นหุบเขาใกล้ทะเลเมื่อเสด็จฯไปถึง มีคนมาเต้นชำเป็งถวายการต้อนรับ บริเวณนี้เป็นบ้านชนเผ่าต่างๆในซาราวัก รวมทั้งมาเลย์และจีน ได้รับถวายพาสส์ปอร์ตที่จะถือไปประทับตราตามหมู่บ้านต่างๆด้วย มีเผ่าBedayu เชี่ยวชาญในการใช้ไม้ไผ่มาทำสิ่งของ เผ่าอีบาน แสดงการสีข้าว และทอผ้า ซึ่งถือเป็นคนทอผ้ารุ่นสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ เผ่า Penan เป็นพวกเร่ร่อน ไม่ปลูกบ้าน ชอบทำไร่เลื่อนลอย พอดินจืดก็ย้ายไป ทอดพระเนตรการโชว์เป่าลูกดอก เสด็จฯไปบ้านชาวโอรัง อูลู บ้านชาว เมลาเนา แสดงพิธีโล้ชิงช้าสำหรับบวงสรวงเทวดาเพื่อการเก็บเกี่ยวและจับปลา บ้านของเขาใช้เสาสูงเอาน้ำมันมาทาเสาป้องกันไม่ให้ศัตรูปีน คนเผ่านี้กินสาคู สำหรับพวกมลายูมาจากมาเลเซียตะวันตก และคนจีนเป็นพวกกวางตุ้งและฮกเกี้ยน มีการปลูกพริกไทยและปั้นหม้อเมื่อราว 100 กว่าปีมาแล้ว มีผู้ทูลรายงานว่า ไอเดียของหมู่บ้านนี้ได้มาจากการเยี่ยมชมสวนสามพรานของไทย จึงอยากลองทำดูบ้าง

ทุกครั้งที่เสด็จฯไปทรงเยือนต่างประเทศ สถานที่ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จะไม่ทรงพลาดเข้าชมก็คือพิพิธภัณฑ์ เสด็จฯทอดพระเนตรซาราวักมิวเซียม ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาและมนุษยวิทยา มีอาคารให้เยี่ยมชมหลายหลังแต่ทรงมีเวลาชมเพียงหลังเดียว โดย อัลเฟรด รัสเซล วอลเลส ซึ่งมาอยู่ที่ซาราวักสองปี เป็นผู้คิดทฤษฎีวิวัฒนาการคล้ายคลึงกับทฤษฎีของดาร์วิน ได้รวบรวมสัตว์ต่างๆ มีทั้งงู เต่า ปลาชนิดต่างๆ ใช้วิธีหล่อยางจากปลาจริงๆแล้วทาสี แบ่งเป็นปลาแม่น้ำ ปลาน้ำจืด ปลาริมฝั่ง ปลาน้ำลึก นกมีนกพิราบ นกเขา นกที่ถือว่าได้ยินเสียงแล้วจะมีโชค เช่น นกกินปลา นกหัวขวาน นอกจากนี้ยังมีไก่ฟ้า นกเงือก นกฮูก นกแก้ว สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ลิง ค่าง บ่าง ชะนี ค้างคาว กระรอก ตัวนิ่ม เสือลายเมฆ ควายปันเต็ง หอยชนิดต่างๆ นอกจากนี้ยังจัดแสดงด้านธรณีวิทยา การค้นพบแหล่งแร่ และน้ำมัน เครื่องมือเครื่องใช้สมัยโบราณ ตั้งแต่จักรเย็บผ้าจนถึงพิมพ์ดีด ส่วนชั้นบนเป็นการจัดแสดงจิปาถะตั้งแต่เครื่องมือเครื่องใช้ จนถึงบ้านจำลองที่ไว้หัวกะโหลก ส่วนใหญ่เป็นของจริงที่มีผู้บริจาคเพราะไม่อยากเก็บของพวกนี้ไว้ที่บ้าน

วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน 2537 เสด็จฯไปวนอุทยานแห่งชาติของซาราวัก ชื่อ มูลู ซึ่งจากรายงาน ประเทศมาเลเซียมีวนอุทยาน 14 แห่ง ในจำนวนนี้อยู่ที่ซาราวักถึง 6 แห่ง อีก 2 แห่งอยู่ในรัฐยะโฮร์และปะหัง วนอุทยานมูลูเปิดให้เช่าตั้งแต่ ค.ศ.1974 มีที่พักค้างคืน ร้านอาหารและทางเดินเท้า ยอดเขามูลูสูงเป็นอันดับสองของซาราวัก มีถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก มียอดแหลมของหอนปูน การเดินทางไปชมต้องใช้เวลา มีรับสั่งว่าวนอุทยานที่นี่คล้ายกับอุทยานแห่งชาติของไทยที่มีการทำเป็นศูนย์บริการท่องเที่ยว มีคำอธิบายถึงภูมิประเทศและแผนที่ธรณีวิทยา พืชและสัตว์ที่อาศัยอยู่ในแถบอุทยาน กิจกรรมที่ทำ เช่น เดินเล่น ปีนเขา เที่ยวถ้ำ มีการติดเบอร์ตามต้นไม้ มีรายชื่ออธิบายตามเบอร์ ทอดพระเนตรถ้ำลางซึ่งมีหินงอก หินย้อย ที่ฝ่ายอุทยานพยายามรักษาธรรมชาติไว้ โดยตั้งกฎต่างๆติดไว้หน้าถ้ำ เช่น เงียบเสียง ห้ามฉายไฟสว่างเกินไป ห้ามขีดเขียนบนหิน ห้ามทิ้งขยะ ห้ามสูบบุหรี่ ห้ามดื่มกินในถ้ำ ต่อจากนั้นเสด็จฯถ้ำกวาง ซึ่งมีค้างคาวจำนวนมากถึงล้านตัว รวม 17 ชนิด หน้าปากถ้ำมีหินเป็นรูปอับราฮัม ลินคอล์น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มีพระดำริว่า เหมือนจริงอย่างที่ร่ำลือกัน จึงทรงแต่งเรื่องเป็นว่าบรรพบุรุษของอับราฮัม ลินคอล์น เป็นคนที่มีชื่อเสียงที่ซาราวัก จนมีคนสลักรูปเอาไว้ ต่อมารุ่นลูกหลานอพยพไปอยู่สหรัฐอเมริกา นอกจากค้างคาว มูลค้างคาว และซากค้างคาวแล้ว ยังมีมดยักษ์ แต่นับเป็นโชคดีที่ตัวถ้ำมีการถ่ายเทอากาศที่ดีพอสมควร ทอดพระเนตรจากปากถ้ำเห็นได้ชัดว่าเป็นถ้ำที่เกิดจากลำธารน้ำเซาะภูเขา มีหินย้อยรูปร่างเหมือนฝักบัว และมีน้ำไหลออก มานับเป็นภูมิทัศน์ที่แปลกตาไม่เคยพบเห็นมาก่อน

ในช่วงบ่ายทรงเตรียมพระองค์ที่จะเดินป่าต่อ แม้ตลอดช่วงเช้าของวันนั้นมีรับสั่งว่าถูกรองพระบาทกัด จึงต้องทรงนำพลาสเตอร์มาปิดไว้ตรงที่กัด แต่ยังคงฉลองพระบาทคู่เดิมในการเดินป่ารอบนี้ ทรงเล่าว่าเสด็จพระราชดำเนินนอกทางที่ปูด้วยแผ่นกระดาน

เพื่อจะไปทอดพระเนตรน้ำตก แต่เสด็จฯไปไม่ถึงเพราะทอดพระเนตรสิ่งต่างๆ จึงเสด็จฯช้าไป ทำให้ฝนตกลงมา จึงต้องเสด็จฯกลับโรงแรมที่ประทับ ซึ่งรัฐมนตรีคลังของซาราวักมีกำหนดการที่จะเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ ทอดพระเนตรการแสดง 3 ชุด คือ ระบำอีบาน ระบำมาเลย์ และระบำโอรัง อูลู ผู้แสดงเป็นพนักงานของบริษัทเชลล์ทั้งหมด

เสด็จฯกลับกรุงเทพฯ ในวันรุ่งขึ้น เพื่อจะได้ทรงมาทันงานสงกรานต์