ลำนำกระเทียม

มั่วเหยียน เขียน มนตรี เจียมจรุงยงค์ แปล
หนังสือคือแสงจันทร์

"พระจันทร์ค่ำวันที่สิบห้ากลมไม่เท่าวันที่สิบหก

พอผ่านวันที่สิบหกพระจันทร์หายไปครึ่งหนึ่ง

ต้นกระเทียมขายออก ทุกบ้านชื่นมื่นยินดี

ต้นกระเทียมขายไม่ออก เหมือนหัวใจจะสลาย"

ความขึ้นต้นเรื่องสี่บรรทัด หยิบมาจากบทเพลงขับขานของจินโจ๋วตัวละครวณิพกที่บทเพลงของเขาสะท้อนถึงความจริงไว้อย่างแสบสันต์ ลำนำเหล่านี้เป็นบทเริ่มต้นในแต่ละตอนของหนังสือชื่อ ลำนำกระเทียม ซึ่งเขียนโดยนักเขียนรางวัลโนเบลชาวจีนชื่อ มั่วเหยียน

ลำนำกระเทียม (The Garlic Ballads) มั่วเหยียน เขียน มนตรี เจียมจรุงยงศ์ แปล จัดพิมพ์โดย A NOVEL สำนักพิมพ์ในเครือนานมีบุ๊คส์ พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ.2557

มั่วเหยียน เป็นนามปากกาของนักเขียนจีน ชื่อ Guan Moye เป็นนักเขียนสัญชาติจีนคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมเมื่อ พ.ศ.2555 ก่อนหน้านั้นเกาสิงเจี้ยนนักเขียนจีนสัญชาติฝรั่งเศสก็ได้รับรางวัลโนเบลมาแล้วใน พ.ศ.2543 หนังสือแนวสัจจนิยมเล่มนี้มีอำนาจและพลังทางวรรณกรรมอย่างหนักหน่วงเห็นชัด รองศาสตราจารย์ ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร เขียนไว้หน้าคำนิยมว่า

"มั่วเหยียน....ได้รับการยกย่องจากคณะกรรมการรางวัลโนเบลว่าผลงานของเขามีลักษณะอันโดดเด่นคือการพรรณาตัวละครแนวสมจริงอย่างหลอน(hallucinatory realism) องค์ประกอบสำคัญคือตลกร้าย(black humor)

"คำว่า มั่วเหยียน ในภาษาจีนแปลว่า "อย่าพูด" หรือ "ห้ามพูด" เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่าตอนเป็นเด็กพ่อแม่ห้ามเขาไม่ให้พูดสิ่งที่คิดตอนออกไปนอกบ้าน

"ลำนำกระเทียม เป็นนวนิยายแนวประวัติศาสตร์แบบมหากาพย์ (epic historical novel) โดยทั่วไปคำว่ามหากาพย์ หรือ epic จะหมายถึงเรื่องราวในประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นการต่อสู้ของวีรบุรุษคนสำคัญในสังคมนั้นๆ แต่ใน ลำนำกระเทียม เป็นมหากาพย์ของคนตัวเล็กที่ต่อสู้กับอำนาจรัฐและประเพณีอันล้าหลังที่ยังฝังรากลึกในสังคม"

มั่วเหยียนเขียนไว้ที่บทส่งท้ายในนวนิยายเล่มนี้ว่าเมื่อสิบเก้าปีก่อน เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นอย่างฉับพลัน...เกษตรกรหลายพันคนซึ่งเสียผลประโยชน์จากการขายต้นกระเทียมรวมตัวกันบุกล้อมที่ว่าการอำเภอ ทำลายอุปกรณ์สำนักงาน จนเกิดเป็นเหตุการณ์ "ต้นกระเทียม" ที่สั่นสะเทือนไปทั่วประเทศ

ทำให้เขาหยุดเขียนหนังสือแนวครอบครัวที่เขียนอยู่ และจับปากกาเขียนนวนิยายขนาดยาวที่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจต่อความอยุติธรรม

และเขาใช้เวลาเขียน ลำนำกระเทียม เพียงสามสิบห้าวันเท่านั้น

ความจริงอยู่ในความจริงเสมอ แม้ความจริงเหล่านั้นเราไม่เคยประสบพบเห็น มั่วเหยียนสร้างความจริงขึ้นจากความจริง และทำให้ชัดกว่าด้วยการหยิบมันออกมาวางบนเวทีกลางแจ้งให้ผู้คนเห็น ความจริงหลายเรื่องก็โหดร้ายเจ็บปวด สำหรับ ลำนำกระเทียม ดูเหมือนว่าจะทำให้คำว่าความทุกข์กลายเป็นถ้อยคำที่ยังอ่อนเยาว์เกินไปหากจะเปรียบกับเรื่องที่ตัวละครทุกๆตัวต้องผจญในเรื่องลำนำกระเทียม

ชีวิตคือทุกข์ และทุกข์นั้นก็ยิ่งผลิบานเป็นกิ่งหนามเล็กแหลมคม ปลิวว่อนไปตามแรงลมโหมกระพือ เพื่อทิ่มแทงหัวใจคน ด้วยพิษอันเจ็บปวดของมันทำให้หัวใจปวดปร่าเจียนตาย โดยเฉพาะความทุกข์ที่เกิดจากการกระทำที่เกิดจากมนุษย์ด้วยกัน

สามสิบห้าวันสำหรับงานเขียนชั้นเลิศ วรรณกรรมคือความหวัง เรามักจะได้ยินคำกล่าวนี้อยู่เรื่อยๆในสังคม แม้ส่วนใหญ่แล้วงานเขียนล้วนแต่เป็นการตอบสนองอารมณ์ความรู้สึกของชนชั้นที่มีความสามารถในการซื้อหาและเข้าถึงหนังสือ แม้อย่างนั้นนักเขียนและนักอ่านส่วนหนึ่งก็ยังมีความคาดหวังให้สังคมก้าวหน้า(จริงๆ) ด้วยการใช้วรรณกรรมเป็นแรงขับเคลื่อนที่จะก่อกองไฟฉายส่องทางและขบเคลื่อนพลังให้กับสังคมมนุษย์

หนังสือในโลกมีมากมาย หนังสือเล่มอื่นๆอ่านแล้วอาจรู้สึกซาบซึ้งสะเทือนใจ แต่ก็ยังไม่สามารถก่อให้เกิดพลังปรารถนาในอุดมคติที่เป็นจริงมากเท่ากับ ลำนำกระเทียม ที่บีบเค้นหัวใจผู้อ่านทำให้รู้สึกหวาดหวั่นตระหนก รวมถึงฝีไม้ลายมือที่เหนือชั้นของมั่วเหยียน เขาเล่าเรื่องสลับกลับไปมาอย่างกลมกลืน ให้เป็นท่วงทำนองที่แบ่งรับกัน แต่ละจังหวะทอดรับและส่งต่อ บางครั้งเพื่อคลายความทุกข์ที่บีบรัดผู้อ่านและในบางเวลาก็จะเร่งรัดเนิบนาบให้ซาบซึ้งกับรสขม

มั่วเหยียนจึงเป็นดั่งเทวดาตัวอักษรที่ฝากริ้วรอยตัวอักษรของเขาไว้ให้กับนักอ่านทุกคน ทั้งยังทำให้เกิดภาพขึ้นในใจคนอ่าน ภาพที่ราวกับจะเห็นจะๆกับตาของผู้อ่านเอง ภาพอันสวยงามและภาพเฝื่อนขมน่าหวาดกลัว มั่วเหยียนเขียวไว้ว่า

"งานประพันธ์เป็นการใช้แรงงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ และเป็นการระบายความทุกข์ภายในใจของนักประพันธ์ ความเชื่อเช่นนี้ต่างก็เป็นความรู้สึกร่วมของผู้คนในยุคหนึ่ง ถ้าหากว่าใครพยายามจะใช้สถานะของการเป็นนักประพันธ์มาแทรกแซงการเมือง และคิดว่าจะใช้ผลงานวรรณกรรมมาแก้ไขปัญหาสังคม ก็คงกลายเป็นตัวตลกของผู้อื่นแน่นอน"

ลำนำกระเทียม หมายถึงสิ่งใด ลำนำต่างจากเรื่องเล่าธรรมดาๆพื้นๆ ลำนำมีความโดดเด่นในเรื่องของภาษา ลำนำมีท่วงทำนอง และแน่นอนว่าลำนำกระเทียมย่อมหมายถึงเรื่องเล่าถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับ กระเทียม เครื่องปรุงรสอาหารการกิน ฉันนึกถึงบทประพันธ์ของจิตร ภูมิศักดิ์ ชื่อ เปิบข้าว ที่แสดงให้เห็นถึงความทุกข์ยากของชาวนา ตอนหนึ่งว่า

"ข้าวนี้นะมีรสให้ชนชิมทุกชั้นชน เบื้องหลังซิทุกข์ทนและขมขื่นจนเขียวคาว

จากแรงมาเป็นรวงระยะทางนั้นเหยียดยาว จากรวงเป็นเม็ดพราวล้วนทุกข์ยากลำบากเข็ญ"

ในหนังสือ ลำนำกระเทียม สะท้อนให้เราเห็นชีวิตเกษตรกรในทุกรสชาติอัน "ขมขื่นจนเขียวคาว" เป็นเรื่องพื้นฐานธรรมดาๆของชีวิต เช่น ความรัก ชีวิตความเป็นอยู่รวมทั้งประเพณี การงาน และการเมือง โดยเฉพาะเรื่องการเมือง ข้าราชการที่ใช้อำนาจรัฐเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ จนในที่สุดก็ทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นกับคนจำนวนมาก

เนื้อเรื่องมีอยู่ว่าในอำเภอเทียนถัง มีสินค้าเกษตรที่ขึ้นชื่อคือ ต้นกระเทียม มีการปลูกต้นกระเทียมนับแสนไร่ เกษตรกรปลูกและปลูกกระเทียมจนกระทั่งถึงวันหนึ่งที่ ลำนำแห่งกระเทียม เรื่องของกลิ่นและรสอันเผ็ดร้อนขมขื่นได้เริ่มบรรเลงตามวีถีของมันที่ถูกทำให้ระเบิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ขาดความสามารถในการปกครองทั้งยังขูดรีดขาดความชอบธรรม

มั่วเหยียนสวมบทบาทให้ตัวละครหลายบทบาทซึ่งสำคัญ ทุกชีวิตล้วนได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ข้าราชการฉ้อฉล ซึ่งมีเรื่องการเมืองเป็นประเด็นสำคัญสอดรับกับชีวิตประเพณี ความรักของหนุ่มสาว เรื่องในครอบครัว และความเป็นมนุษย์ในหลากหลายอารมณ์

ตัวละครที่ว่าก็คือ เกาหยัง เกาหม่า จินจี๋ว์ กับครอบครัวของเธอ และจังโค่ว ทั้งหมดต้องประสบชะตากรรมที่มีรสชาติของการปรักหักพัง เกาหยังเป็นชาวไร่ที่ไม่ต่างไปจากอีกหลายๆครอบครัวคือตั้งหน้าตั้งตาทำงานหนักเพื่อจะได้ลืมตาอ้าปาก เกาหม่าตัวละครเอกเป็นทหารปลดประจำการ จินจี๋ว์กับครอบครัว จังโค่ววณิพกตาบอดที่ขับขานบทเพลงเสียดสีชีวิตและการเมืองท้องถิ่น และเมื่อ ลำนำกระเทียม ขยับเขยื้อน ความทุกข์ก็พัดทำลายคนเหล่านี้ดั่งพายุคลั่งในคืนมืด

"บ่ายวันหนึ่งแสงแดดแผดเผา ฝนไม่ตกนานแล้ว ละอองฝุ่นจึงลอยฟุ้งอยู่เต็มท้องฟ้าและพื้นดิน เคล้ากลิ่นเหม็นเน่าของต้นกระเทียม อีกาสีน้ำเงินฝูงหนึ่งบินผ่านลานบ้านอย่างเหนื่อยอ่อน เห็นเป็นเงาสีเทาจางๆแวบอยู่บนพื้น กองกระเทียมที่เก็บเกี่ยวมายังกองระเกะระกะอยู่เต็มลานบ้าน ยังไม่ทันนำมาผูกเป็นพวง"

เที่ยงวันนั้น เกาหยังถูกเรียกให้ออกไปนอกบ้าน ถูกตำรวจทุบตีและใส่กุญแจมือ ฉากแรกคือความเหี้ยมโหดของตำรวจที่ใช้อำนาจเกินหน้าที่ เกาหยังมีภรรยาพิการเพิ่งจะคลอดลูกชาย มีลูกสาววัยแปดขวบที่ตาบอด หน้าลานบ้านของเขาเต็มไปด้วยต้นกระเทียมและกลิ่นฉุนของมันก็ถูกแดดเผาจนอบอวลชวนคลื่นเหียน เขาถูกจับเพราะก่อนหน้านี้วันที่เขาขนต้นกระเทียมขึ้นหลังลา เดินทางไปขายกระเทียมที่อำเภอระยะทาง 20 กิโลเมตร

ชาวไร่มากมาย กระเทียมมากมาย ราชการฉ้อโกง ชาวไร่ขายกระเทียมไม่ได้ เกิดเหตุวุ่นวายชาวไร่บุกทำลายที่ว่าการอำเภอ ทุบตีขว้างปาทำลายและเผาห้องนายอำเภอ เหตุการณ์วันนั้นทำให้เกาหยัง เกาหม่า ป้าสี่แม่ของจินจี๋ว์ถูกจับขัง ทุกชีวิตได้รับผลสะเทือนต่างกันไปและแน่นอนว่าผลของความยากลำบากนั้นเหล่านั้นก็คือความทุกข์อันเหนียวหนืดเข้มข้นจนสุดที่จะทานทน

มั่วเหยียนเขียนบทบรรยายเรื่องราวและเหตุการณ์นานา ทำให้หัวใจคนอ่านสั่นคลอนและเห็นภาพเหล่านั้นราวกับว่ามันอยู่ข้างหน้าไม่เกินรัศมีหนึ่งเมตร และภาพต่างๆนั้นก็ส่งผลสะเทือนมาถึงเหมือนภาพหลอนอาจถึงขั้นวิงเวียนดิ่งวูบลงในสิ่งนั้นชั่วขณะ และเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งมันก็จะกลายเป็นภาพผนึกอยู่ในความนึกคิด

โดยเฉพาะหลายๆฉากหรือแทบจะทุกบท เช่น ในห้องคุมขังชั่วคราวขนาดใหญ่ในที่ว่าการอำเภอ ฉากชีวิตผู้ถูกจองจำ ความเป็นอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ นักโทษ ชีวิตและโทษที่พวกเขาได้รับ รวมถึงการดูแลที่ป่าเถื่อนและน่าสมเพทอำนาจรัฐ (ข้าราชการฉ้อฉล) เขาเขียนว่า

"เกาหยังตัวสั่นเทา พลันนึกถึงหมูที่ถูกถอนจนหมดขน ตำรวจหญิงวางถังน้ำลง ไม่พูดไม่จา แล้วก็ตักน้ำสาดอกของเกาหยัง เขารีบห่อไหล่หดตัวตามสัญชาตญาณการป้องกันตัวแล้วเปล่งเสียงแปลกๆออกมา

ตำรวจหญิงยิ้มเยาะ เผยฟันขาวเป็นประกายเรียงสวยทั้งสองแถว ในถังยังเหลือน้ำอีกขัน เธอจึงราดใส่หัวของเขา"

"ป้าสี่เปิดผ้าห่มของนักโทษหญิงออก กลิ่นคาวๆฟุ้งกระจายไปทั่ว บนผ้าห่มมีคราบสีดำ ดูแล้วเหมือนอุจจาระหรือไม่ก็คราบเลือดแห้งกรัง ป้าสี่ใช้เล็บขูดคราบพวกนั้นออกดังแกรกๆ ในรอยตะเข็บผ้าห่มมีเห็บอยู่จำนวนหนึ่งเหมือนกัน เธอจับเห็บขึ้นมาสองสามตัวแล้วใส่เข้าปาก เคี้ยวๆอยู่ใบหน้าก็เกิดกระตุกขึ้นมาเล็กน้อย หลังจากนั้นน้ำตาก็ไหลออกมา"

เบื้องหลังจากบุกทำลายที่ว่าการอำเภอมีเรื่องราวความบีบคั้นขมขื่นอยู่มากมาย เกาหม่าหลังจากปลดประจำการเขากลับมาบ้านแล้วพบรักกับจินจี๋ว์ ซึ่งทางบ้านของเธอบังคับให้เธอแต่งงานกับชายอีกคน

เกาหม่าจึงตัดสินใจชวนเธอให้หนีไปกับเขา แต่ทั้งสองก็หนีไม่พ้น ต่อมาลุงสี่พ่อเธอถูกรถชนตายขณะเดินทางไปขายต้นกระเทียม ป้าสี่แม่ของเธอโกรธแค้นเมื่อเกิดเหตุวุ่นวาย เธอเผาผ้าม่านในห้องทำงานนายอำเภอและถูกจับ เกาหม่าเป็นผู้นำในวันนั้นแล้วก็ถูกจับในเหตุการณ์จลาจลเผาทำลายที่อำเภอเหมือนกัน

เกาหม่ากับจินจี๋ว์เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่พยายามจะก้าวออกจากขื่อคาของประเพณี ทั้งสองเป็นตัวแทนของความรักที่เต็มไปด้วยความทุกข์ใจ เกาหม่ารู้ว่าบ้านเมืองมีกฎหมาย เขาพยายามเรียกร้องที่จะใช้กฎหมายให้เป็นตัวแทนของความชอบธรรม และทำให้คนเท่าเทียมกันอย่างที่จะต้องเป็น แต่ความต้องการของเขาถูกทุบทำลายสิ้นเพราะข้าราชการชั่วๆ

แต่เมื่อข้าราชการทำตัวให้อยู่เหนือกฎหมาย ไม่ดูแลทุกข์สุขของคน ทั้งยังเอาเปรียบหมิ่นแคลนคนซึ่งทำงานหนักเพียงเพื่อให้มีข้าวกินครบสามมื้อ หลังจากลอบนัดพบกันร่วมเดือน หลังจากที่เกาหม่าเดินเข้าไปขอจินจี๋ว์กับพ่อแม่ของเธอในบ้านและพบกับความผิดหวัง ทั้งสองจึงหนีไปด้วยกัน แล้วพวกเขาจะสมหวังละหรือ เพราะลำนำกระเทียมไม่ได้เขียนเรื่องความสุขพื้นๆของมนุษย์ที่สุขวันนี้แล้วพรุ่งนี้ก็ลืม

"จินจี๋ว์เห็นดาวสีทองหลายหมื่นดวงลอยอยู่เบื้องหน้า แล้วดาวสีทองก็กลายเป็นจุดแสงสีเขียวๆจุดแสงสีเขียวเหล่านี้เคลื่อนไหวไปมาเป็นลายเส้นสวยงามลอยอยู่เหนือหัวเธอ เธอยื่นมือออกไปจับจุดแสงสีเขียวเหล่านั้น แต่ก็จับไม่ได้สักที...แต่ก็จับไม่ได้สักที...บางครั้งเหมือนจะจับจุดแสงสีเขียวไว้ในมือได้แล้ว แต่พอกางมือออกมันก็บินหนีไป ของเหลวรสคาวๆหวานๆค่อยๆเขยื้อนขึ้นจากลำคอ

"เมื่อเธออ้าปาก ของเหลวสีแดงสดก็ค่อยๆไหลออกมาเลอะหญ้าเหี่ยวๆที่อยู่ตรงหน้า ฉันอาเจียนเป็นเลือด เธอรู้สึกหวาดกลัวมาก ฉันอาเจียนเป็นเลือด...เธอมีความสุขมาก ความหวาดกลัวทั้งหมด ความกังวลทั้งหมด และความทุกข์ทั้งหมดมลายหายสิ้นไปในทันที เหลือแต่เพียงความเสียใจรสหวานหอมที่ยังวนเวียนอยู่ในใจ"

ลำนำกระเทียม ยังมีบทบรรยายที่ทะลักล้นอารมณ์อีกมากมาย เป็นเรื่องราวของความทุกข์ที่ขยับปีก แล้วฝุ่นควันความเศร้าก็ฟุ้งกระจายปนอยู่ในลมหายใจของผู้อ่าน แล้วมันจะกลายเป็นก้อนหินแห่งความจาบัลย์ ทว่าผู้อ่านอย่าเพิ่งกังวล ความทุกข์มหาศาลของตัวละครในลำนำกระเทียม ไม่ทำให้เกิดความทุกข์จ่อมจม หากจะทำให้ผู้อ่านตระหนักอยู่เสมอว่า

จงมีความเมตตาและอย่าได้คิดเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ ลำนำกระเทียมจึงกลายเป็นผลสำเร็จในการเขียนและอ่านขั้นสูงยิ่ง