อยู่เย็น..เป็นสุขในหน้าร้อน

เศรษฐกิจประจำบ้าน

อากาศร้อนแบบนี้ ต้องดูแลตนเองในหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นสุขภาพกาย ที่ต้องระวังโรคต่างๆที่เกิดในหน้าร้อน เช่น อาหารที่ควรระวังเรื่องการบูดเน่าง่าย เพราะเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เจริญเติบโตได้ดีในหน้าร้อน ควรเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุก หรือหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดหรือต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ข้าวผัดหรือบะหมี่ที่โรยเนื้อปู อาหารหรือขนม ที่ราดด้วยกะทิสด ขนมจีน เนื่องจากกระบวนการผลิต การขาย การหยิบจับมักใช้มือเปล่า ข้าวมันไก่ เพราะอาจทำล่วงหน้าไว้นาน ส้มตำ สลัดผัก และ น้ำแข็ง เป็นต้น นอกจากนี้ประเภท อาหารถุง อาหารกล่อง อาหารห่อ ก็ควรรับประทานภายใน 4 ชั่วโมงหลังจากปรุงสุก อาหารกระป๋องต้องดูวันหมดอายุ อาหารสำเร็จรูปก็ต้องอุ่นให้ร้อนก่อนรับประทาน และควรใช้ช้อนกลางเมื่อรับประทานอาหารร่วมกัน มีการล้างมือก่อนเตรียม ก่อนปรุง ก่อนรับประทานอาหาร

เมื่อดูแลทางกายแล้ว ทางจิตใจก็เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจไม่แพ้กัน ถ้าจิตใจร้อนรุ่มตามอากาศไปด้วยแล้ว คงต้องเกิดอาการเครียดมากขึ้นเป็นแน่แท้ อาการเครียดก่อให้เกิดโรคต่างๆได้ง่ายเช่นกัน หรือใครที่ไม่แข็งแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เช่น มีอาการปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูงด้วย ยิ่งทำให้ร่างกายเพิ่มดีกรีการเสียสุขภาพขึ้นไปอีก โรคทางกายมีผลมาจากจิตใจเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ทางที่ดีควรจะดูแลทั้งสภาพจิตใจไม่ให้เกิดภาวะเครียดจะดีกว่า

จากการแถลงข่าวของ นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต เนื่องในวันความสุขสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 20 มีนาคมของทุกปี ปรากฏว่า ประเทศเดนมาร์กมีความสุขเป็นอันดับ 1 ของโลก ส่วนประเทศไทยมีความสุขอยู่ลำดับที่ 36 ของโลก และอยู่ในอันดับที่ 2 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ ในขณะเดียวกัน ก็มีผลสำรวจความสุขของคนไทยปี 2557 ที่เป็นความร่วมมือกันระหว่าง สำนักงานสถิติแห่งชาติ หรือ สสช. สถาบันวิจัยประชากรและสังคม และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ด้วยการประเมินความสุขคนไทย 15 ข้อ มีคะแนนเต็ม 45 คะแนน หากต่ำกว่า 27 คะแนน ถือว่ามีความสุขน้อย ซึ่งภาพรวมของปี 2557 ความสุขของคนไทยทั้งประเทศ อยู่ที่ 32.31 คะแนน ถือว่ามีความสุขในระดับปานกลาง แต่ก็ยังต่ำกว่าปี 2556 ที่อยู่ที่ 33.35 คะแนน หรือต่างกัน 1.04 คะแนน โดยกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศ อยู่ในอันดับที่ 44 มีคะแนนความสุขอยู่ที่ 31.80 คะแนน ส่วนจังหวัดที่มีความสุขมากที่สุด 5 อันดับ คือ สิงห์บุรี อยู่ที่ 35.67 คะแนน บึงกาฬ อยู่ที่ 34.27 คะแนน ลำพูน อยู่ที่ 34.08 คะแนน พิจิตร อยู่ที่ 33.88 คะแนน แพร่ อยู่ที่ 33.55 คะแนน ส่วน5 อันดับจังหวัดที่มีความน้อยที่สุด คือ ชลบุรี อยู่ที่ 29.31 คะแนน สมุทรปราการ อยู่ที่ 29.41 คะแนน สุโขทัย อยู่ที่ 29.64 คะแนน แม่ฮ่องสอน อยู่ที่ 29.97 คะแนน สระแก้ว อยู่ที่ 30.06 คะแนนTop of FormBottom of Form

ช่วงฤดูร้อนนี้ เป็นช่วงที่มีวันหยุดต่อเนื่องหลายวัน รวมทั้งเป็นช่วงที่มีการปิดภาคเรียนใหญ่ด้วย ในเขตกรุงเทพฯ มีการจัดงานใหญ่ๆอยู่หลายงาน ซึ่งส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจทุกระดับ ตั้งแต่ระดับรากหญ้าจนถึงระดับมหาเศรษฐีได้เลย เช่น งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เป็นงานที่จัดขึ้นปีละสองครั้ง และส่วนใหญ่จะเป็นช่วงปิดภาคเรียนทั้งสองครั้งเช่นกัน เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักพิมพ์ต่างๆ ร่วมกันจัดงานเพื่อรณรงค์ส่งเสริมให้คนไทยตั้งแต่เด็ก เยาวชน ตลอดจนผู้ใหญ่ทุกอาชีพ เห็นถึงความสำคัญของการอ่าน และอ่านหนังสืออย่างต่อเนื่อง ในปี 2557 มีผู้คนเข้าร่วมงานประมาณ 1.9 ล้านคน มีเงินสะพัดถึง 700 ล้านบาท ถือได้ว่าสร้างรายได้ให้กับธุรกิจหนังสือได้สูงทีเดียว สำหรับการใช้จ่ายของผู้บริโภคเฉลี่ยในการซื้อหนังสืออยู่ที่ 400 กว่าบาทต่อคน

งานใหญ่ต่อมานี้ คืองานกาชาด ที่จัดเป็นประจำทุกปี ณ สวนอัมพร ใครไปงานกาชาดมักได้ยินคำพูดที่ว่า เราช่วยกาชาด กาชาดช่วยเรา งานกาชาดในเขตกรุงเทพฯ ถือได้ว่าเป็นงานใหญ่ที่จัดขึ้นโดยเปิดโอกาสให้คนทุกระดับได้มีโอกาสจับจ่ายซื้อของอุปโภคบริโภคในราคาถูก และได้ร่วมทำบุญไปกับสภากาชาดไทยด้วย ส่วนงานสุดท้าย คืองานมอเตอร์โชว์ สถิติในช่วงเดือนเมษายนของปีที่แล้ว มียอดจองรถในช่วงที่จัดงานสูงถึง 39,415 คัน ส่งผลให้มูลค่ารวมตลอดการจัดงานเป็นเงินถึง 90,000 ล้านบาทเลยทีเดียว (ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 10 เมษายน 2557) ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า การจัดงานใหญ่ๆ ลักษณะนี้ถือได้ว่า เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง win win ทั้งผู้จัดงานและผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งถือว่าต่างฝ่ายต่างมีความสุขที่ได้รับ

เรื่องต่อไปที่อยากนำเสนอ คือเรื่องการสร้างความสุขให้กับตัวเอง ปัญหาหนึ่งที่มีผลกระทบที่ทำให้เกิดความเครียด และทำให้ไม่มีความสุขในชีวิตก็คงไม่พ้นเรื่องเงินๆทองๆ ถึงแม้ว่าทางออกของปัญหานี้ คนแต่ละคนต้องแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง คือการสร้างวินัยทางการเงิน รู้จักใช้ รู้จักออมให้เป็นพื้นฐานของชีวิตแล้ว ยังสามารถสร้างสังคมที่แวดล้อมให้เป็นสุขได้เช่นกัน มีตัวอย่างต้นแบบของชุมชนที่ประสบความสำเร็จในการสร้างชุมชนให้น่าอยู่ และเป็นสุขทางเศรษฐกิจชุมชนหนึ่ง ที่เกิดจากการริเริ่มของ"พระอาจารย์มนัส ขันติธัมโม" สำนักสงฆ์จันทรารักษ์ (โพธิ์ทอง) จังหวัดจันทบุรี ผู้ริเริ่มเครือข่ายสัจจะสะสมทรัพย์ จังหวัดจันทบุรี กล่าวไว้ในงาน "พลังชุมชนท้องถิ่นปฏิรูปสังคม" เวทีฟื้นพลังชุมชนท้องถิ่นสู่การอภิวัฒน์ประเทศไทย ครั้งที่ 5 ประจำปี 2558 ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อไม่นานมานี้

พระอาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า ความคิดปลุกพลังชาวบ้านให้มายืนด้วยลำแข้งนี้เกิดขึ้นมา เมื่อพบว่า คนในชุมชนต้อง "เสียเอกราชทางการเงิน" ให้กับสถาบันการเงิน และนายทุนมาโดยตลอด ซึ่งถ้าชุมชนยังบริหารจัดการการเงินของตัวเองไม่เป็น ไม่ลุกมาเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง ก็ไม่มีทาง "ปลดแอก" จากปัญหานี้ได้ ทำให้คนในชุมชน ไม่ต้องง้อธนาคาร หรือแหล่งเงินกู้นอกระบบ แต่ชุมชนสามารถสร้างทำนบทางการเงินของตัวเองได้ด้วย "สถาบันการเงินชุมชน" เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินฉบับชุมชน

ธนาคารเขารับซื้อเงินเราร้อยละ 1 แต่พอเราไปกู้เขาคิดร้อยละ 10 ชาวบ้านเสียเปรียบมาก เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นเราจะเอาเงินของเรามาออมกันเองเดือนละสิบบาทร้อยบาท ใครลำบากก็มาเอาไปใช้ เราจะสร้าง 'ทำนบการเงิน' ให้กับชุมชนของเรา

ที่มาของการชักชวนกันมาสร้างทำนบทางการเงินฉบับชุมชน เริ่มจากทำนบเล็กๆ มีสมาชิกแค่ 100 คน มีเงินรวมกันเบื้องต้นแค่ไม่กี่พันบาท ทว่าทำมากว่าสิบปี กลับกลายเป็นทำนบขนาดใหญ่ มีสมาชิกประมาณ 8 หมื่นคน กระจายออกไปใน 140 กลุ่ม มีเงินออมปีละกว่า 100 ล้านบาท ขณะที่มีเงินกองทุนประมาณ 1,200 ล้านบาท ภาพนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วทำไมถึงได้รับความสนใจจากคนรากหญ้ามากขนาดนี้ พระอาจารย์มนัส เล่าว่า บทบาทของเครือข่ายสัจจะสะสมทรัพย์จันทบุรี ไม่ใช่แค่การออม และให้กู้ แต่คือการนำกำไรที่เกิดจากการบริหารเงิน อย่างดอกเบี้ยจากการให้กู้ มาทำเป็น "สวัสดิการ" ให้ชาวบ้าน เช่น นอนโรงพยาบาลได้คืนละ 500 บาท สมาชิกตายจ่าย 1 แสนบาท ตลอดจนมอบทุนการศึกษาให้บุตรหลานในชุมชน เหล่านี้เป็นต้น แม้แต่ใครอยากจะลาออกจากการเป็นสมาชิกยังได้ข้าวสารแถมให้อีก 100 กิโลกรัม แน่นอนว่า ไม่มีใครเลือกข้าวสาร เพราะการเป็นสมาชิก "สิทธิประโยชน์" มากกว่า สถาบันการเงินชุมชน เป็นการดูแลซึ่งกันและกันของชุมชน สร้างความเข้มแข็งได้หลายปี ด้วยการสร้างระบบตรวจสอบซึ่งกันและกันในชุมชน โดยใช้วัดเป็นศูนย์กลางการทำงาน จึงลดค่าใช้จ่าย มีการฝึกศักยภาพคนเพื่อให้มีความรู้ ความสามารถ ป้องกันการเป็นหนี้เสีย และจัดการปัญหาต่างๆรได้ ทำให้กลุ่มมีความเข้มแข็งขึ้น ขณะเดียวกัน ก็จัดทีมงานลงไปช่วยพัฒนาชาวบ้าน ร่วมแก้ปัญหาที่มีอยู่ เช่น ปัญหาด้านการเกษตร ที่ต่อยอดจนมีการผลิตปุ๋ยใช้เอง และขายกันเองภายในกลุ่ม สมาชิกในกลุ่มเสียชีวิต ทำน้ำยาล้างจานแจกจ่ายแขกร่วมงาน มีดอกไม้จันทน์ มีโลง พร้อมพระสวด ไม่ต้องให้เงินรั่วไหลออกไปไหน ที่น่าสนใจคือ นี่เป็นความคิดที่เกิดจากชาวชุมชนเองทั้งนั้น เมื่อมีกำลังมีมากขึ้น ก็สามารถขยายไปแก้ปัญหาที่ใหญ่ขึ้นได้ หนึ่งปัญหาสำคัญที่ชาวบ้านมีมาแต่อดีต คือเมื่อชาวบ้านเป็นหนี้ ต้องเอาบ้านและที่ไปจำนองไว้ และต้องทนจ่ายค่าดอกเบี้ยที่สูงลิ่ว ทางกลุ่มจึงรับจำนองทรัพย์สินเหล่านี้ไว้แทน แล้วให้สมาชิกได้ผ่อนจ่ายในราคาที่ถูกลง สุดท้ายก็พัฒนามาสู่การลงหุ้นกันเพื่อซื้อที่มาขายและเก็งกำไร

"เราลงทุนซื้อที่ แล้วจัดการขายให้กับสมาชิกและที่ไม่ใช่สมาชิก อย่างข้าราชการเกษียณที่อยากมีบ้านไว้อยู่หลังเกษียณ ก็มาซื้อกับเราได้ เราซื้อที่มาเพื่อจัดสรรให้สมาชิกได้อยู่ และเพื่อเก็งกำไร แล้วกระจายกำไรนั้นไปสู่ชุมชนของเรา" พระอาจารย์มนัส กล่าวว่า นี่เป็นการกระจายการลงทุนจากคนรวยมาสู่คนจน เพื่อให้คนจนสามารถลงทุนเพื่อซื้อที่มาเก็งกำไรได้ เพราะไม่เช่นนั้น ที่ดินจะกลายเป็นของคนรวย และคนต่างชาติทั้งหมด ขณะที่อยากให้ภาพนี้เกิดขึ้นกับชุมชนทั้งประเทศ เพื่อให้คนจนได้มีทำนบกั้นเงินที่สูงขึ้นเรื่อยๆ และอยู่ได้อย่างเข้มแข็งด้วยตัวเอง ความเข้มแข็งทางการเงิน ไม่ได้นำมาแค่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของชุมชน แต่ยังให้ในสิ่งที่เรียกว่า "ความสุข"

นอกจากนั้นยังมีอีกตัวอย่างชุมชนหนึ่งในงานเดียวกันนี้ ที่อยากนำเสนอ คือชุมชนสุขสำราญ ซึ่ง นายพิศาล เกษมสุข ผู้จัดการสถาบันการเงินชุมชนสุขสำราญ องค์การบริหารส่วนตำบลรับร่อ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร อดีตนิสิตปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ สาขาการบัญชี พนักงานกินเงินเดือนในเมืองหลวง ที่ตัดสินใจกลับบ้านเกิด หลังพบภาพฝังใจว่า พี่น้องในชุมชนมีแต่จะจนลงๆ เล่าว่า ชุมชนสุขสำราญเป็นหมู่บ้านในป่าที่ติดชายแดนพม่า ระยะทางจากหมู่บ้านไปโรงพยาบาล ต้องผ่านถนนลูกรังยาวถึง 50 กิโลเมตร การไปเริ่มต้นพลิกฟื้นหมู่บ้านนั้น เริ่มจากไปหากลุ่มกองทุนที่เป็นสมบัติของชุมชนดั้งเดิม ซึ่งพบว่า มีกลุ่มทำปุ๋ยอินทรีย์จนเป็นวิสาหกิจชุมชนอยู่แล้ว จึงขอเข้าไปร่วมทำงานกับกลุ่มนี้

จากกลุ่มเล็กๆที่เริ่มในพ.ศ.2552 มีสมาชิกแค่ 77 คน มีเงินทุนตั้งต้นกว่า 3 แสนบาท และเป็นเงินทุนจากภายนอก คือกู้จากธนาคาร พอได้เงินมาก็เอาไปสร้างกิจกรรม และก่อเกิดเป็นธุรกิจต่างๆ เพื่อสร้างรายได้ในชุมชน จนปัจจุบันสถาบันการเงินชุมชนสุขสำราญ มีเงินทุนหมุนเวียนอยู่กว่าร้อยล้านบาท มีการจัดสวัสดิการตอบแทนไปให้กับชุมชน มีกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ 8 กิจกรรม โดยที่เขาย้ำว่า ไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อไปเบียดเบียนชุมชน แต่เป็นรายจ่ายที่ปกติชาวบ้านต้องจ่ายให้กับนายทุนอยู่แล้ว ก็แค่กลับมาจ่ายให้กับสถาบันของชุมชน ซึ่งเมื่อมีกำไร ก็ย้อนกลับไปเป็นของคนในชุมชนเอง...ไม่ใช่นายทุน

ถึงตอนนี้ ผมพูดได้ว่า เราเป็นชุมชนในป่าที่มีความสุขที่สุด วันนี้มีเด็กที่จบจากมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะด้านเกษตรกรรม คอมพิวเตอร์ บัญชี และอื่นๆ พร้อมใจกันกลับบ้าน ไปทำงานที่บ้านด้วยกัน ปัจจุบันที่สถาบันการเงินชุมชน เรามีพนักงาน 14 คน ที่สร้างเงินเดือนได้เหมือนกับทำงานในกรุงเทพฯ

แนวคิดสู่ความสำเร็จแบบสถาบันการเงินชุมชนสุขสำราญ คือทุกอย่างต้องเกิดจากความเห็นชอบของสมาชิก เรียกว่า ตั้งแต่คิด หรือทำขึ้นมาครั้งแรก ก็ต้องให้ชาวชุมชนเข้าใจตรงกันก่อน ถ้ายังไม่เข้าใจ ก็เดินหน้าต่อไม่ได้ ขณะที่ต้องเป็นการทำงานร่วมกันของคนในชุมชน ซึ่งปัจจุบัน มีผู้เฒ่าผู้แก่มาร่วมเป็นกรรมการ ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา และกำหนดนโยบายว่า อยากให้ทำอะไร ส่วนฝ่ายเด็กรุ่นใหม่ที่มีวิชาความรู้ ก็ไปขับเคลื่อนให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้จริง

ปัจจัยแห่งความสำเร็จของการทำสถาบันการเงินชุมชนนั้น เอ็นนู ซื่อสุวรรณ อดีตรองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และประธานมูลนิธิอาจารย์จำเนียร สาระนาค (มจส.)

กล่าวว่า ประกอบด้วย 3 ตัวหลัก คือ "คน" ไม่ว่าจะตัวสถาบันการเงิน ตลอดจนกรรมการ และเหล่าสมาชิก ที่ต้อง ซื่อสัตย์ มีความรับผิดชอบ และมีความเชื่อมั่นว่า ระบบการเงินชุมชนจะช่วยเขาได้จริง คิดแบบนี้ถึงจะอยู่รอด ต่อมาคือ "ความรู้" โดยต้องมีความรู้เรื่องการบริหารชีวิตตัวเอง มีความรู้ในการจัดการเงินทุน ต้องมีทักษะในการประกอบอาชีพ เพราะส่วนมากแล้ว ชาวบ้านมักกู้เงินเพื่อมาประกอบอาชีพ ตลอดจนต้องสามารถใช้ความรู้ในการวางแผนต่างๆได้ ถ้าขาดความรู้เหล่านี้ ทุกอย่างก็เกิดขึ้นไม่ได้ สุดท้ายต้องมี "ระบบ" ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยสิ่งที่ชุมชนต้องตระหนักก็คือ "ออมก่อนกู้" ถ้าคิดแต่จะกู้ โดยไม่คิดออมก่อน สถาบันการเงินคงไม่สามารถเข้มแข็งได้ และที่อีกหัวใจ คือต้องมี "สวัสดิการชุมชน" เพื่อจูงใจให้คนอยากเข้าร่วม

ส่วนเงื่อนไขสู่ความสำเร็จของสถาบันการเงินชุมชน คือการเติบโตที่มีการจัดการอย่างสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ มีการตอบสนองความต้องการของสมาชิกที่ส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิต มีการเพิ่มขึ้นของเงินทุนจากการออมหรือหุ้นมากกว่าการกู้ภายนอก มีต้นทุนต่ำ และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับส่วนงานพี่เลี้ยงหรือนโยบายภาครัฐ


(ข้อมูลจาก http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/638517#sthash.bM4AxCRw.dpuf)

จะเห็นได้ว่าการที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขอย่างยั่งยืนนั้น ต้องเริ่มจากตัวเองก่อน ถึงจะพัฒนาไปสู่การสร้างสังคมที่เป็นสุขได้ เมื่อเราสุข เราถึงจะสามารถสร้างสังคมแห่งความสุขได้เช่นกัน ขอให้ทุกคนมีใจร่มๆในหน้าร้อนนี้ จะได้เย็นทั้งกาย เย็นทั้งใจผ่านพ้นฤดูร้อนในปีนี้ด้วยใจเป็นสุข...