สองมือสะพายกระเป๋า

สองเท้าก้าวเข้าไป เที่ยวเสียมเรียบ (กัน)
เที่ยวต่างแดน

2.

แดดอ่อนๆตอนเช้าอย่างนี้ มองเห็นภาพของนครวัดที่สะท้อนระริกไหวลงบนสระน้ำด้านหน้า งามจับใจเหลือเกิน ผู้ช่วยไกด์เลียะชักชวนให้ดิฉันกับนันยางถ่ายภาพขนาด 5x7 นิ้วกับเขา ในราคาใบละ 20 บาท ถ่ายตอนเช้าได้ภาพตอนเย็น ดิฉันคิดสะระตะดูแล้วก็ว่าไม่แพง เลยอุดหนุนไปกับนันยางคนละภาพค่ะ จากจุดตรงนี้ ด้านซ้ายมือจะมีร้านขายของที่ระลึกเป็นแนวไปตลอดจนถึงตัวปราสาท ถ้าใครอยากซื้ออะไร ไม่ต้องกลัวเรื่องการสื่อสาร เพราะคนขายพูดไทยได้ทุกคนค่ะ แต่ถ้าชอบใจของสิ่งไหน อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจตกลงควักกระเป๋ากับพ่อค้าแม่ค้าคนแรกที่ถามนะคะ ลองเดินดูไปเรื่อยๆดิฉันเชื่อว่า จะเจอร้านที่ถูกกว่าค่ะ เผลอๆราคาลงได้มากกว่าครึ่งเลยทีเดียว (ว้าว!) ส่วนใครที่ปวดห้องน้ำ ก็ไม่ต้องกลัว เขามีบริการห้องน้ำ แต่สภาพอาจจะดูคล้ายๆห้องน้ำสกปรกตามวัดหรือปั๊มน้ำมันอยู่สักหน่อย สนนราคาค่าเข้าก็คนละ 10 บาทค่ะ (แพงจัง!)

นันยางบอกว่า ไหนๆเราก็อุตส่าห์ดั้นด้นมาจากเมืองไทย นั่งรถจนตูดแฉะ เพื่อจะมาดูนครวัดนี่ แม้จะใหญ่โตขนาดไหน ก็ต้องดูให้ทั่ว เอาให้คุ้มค่ะ! เราสองคนพี่น้องเลยพากันเดินชมระเบียงคต ชมประติมากรรมลอยตัวพระวิษณุ 8 กร ชมนางอัปสราที่ประดับอยู่ตั้งแต่บริเวณกำแพงชั้นนอกจนถึงปรางค์ประธาน ที่ว่ากันว่ามีมากมายกว่า 1600 องค์ทีเดียว สังเกตดูดีๆจะพบว่า อัปสราแต่ละนางไม่เหมือนกัน แล้วมีเพียงนางเดียวเท่านั้นด้วยที่ยิ้มเห็นฟัน ดิฉันไปดูแล้วค่ะ ต๊าย! ฟันขาวสู้ดิฉันก็ไม่ได้ (คุยซะหน่อย อิ อิ) แล้วทุกนางใส่เสื้อผ้าอาภรณ์แนบเนื้อ เปลือยอก มีเพียงสร้อยสังวาลประดับแผงคอเท่านั้น เรียกว่า สาวสมัยก่อนนี่สวยจริงอะไรจริงค่ะ! แล้วถ้าเห็นสาวเขมรไปจับหน้าอกนางอัปสราก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะเชื่อกันว่า หากใครมีบุตรยาก มาลูบหน้าอกนางอัปสราที่นครวัดแล้ว จะได้ลูกสมใจ ดิฉันก็ไปจับเหมือนกันค่ะ แต่คงจะไม่มีลูกหรอก จะมีได้ไง ก็ยังไม่มีสามีนี่คะ

เดินผ่านเข้าไปชมปราสาทชั้นกลาง และปราสาทชั้นในสุด อันที่เป็นที่ตั้งของปรางค์ประธานและปรางค์บริวารทั้ง 4 ซึ่ง มีบันไดให้ขึ้นไปชมด้านบนด้วย บอกเลยว่า ดิฉันกับนันยางไม่มีทางพลาดแน่นอน ไหนๆก็มาแล้ว แหม..มันต้องขึ้นไปดูหน่อยสิคะ ว่าในปรางค์ประธานที่เชื่อกันว่าเป็นแกนกลางของจักรวาล เป็นที่สถิตของเทพเจ้านั้นเป็นอย่างไร ซึ่งการได้ขึ้นไปถึงปรางค์ประธาน ก็เหมือนการจำลองการขึ้นเขาพระสุเมรุนั่นเองค่ะ แม้จะดูสูงชันอยู่สักหน่อย แต่ก็มีราวเหล็กให้จับได้สะดวก ไม่ต้องกลัว เมื่อขึ้นไปถึงแล้วก็ไม่ผิดหวังเลย เพราะมองลงมายังด้านล่าง เห็นปราสาทชั้นกลาง ชั้นล่าง ทอดยาวไปถึงสระน้ำและคูน้ำด้านนอก ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ตรงกลางระหว่างพื้นดิน พื้นน้ำ และท้องฟ้า ประทับใจเหลือเกินค่ะ

ไกด์เลียะให้เวลาเดินชมนครวัด 2 ชั่วโมง แล้วมานัดเจอกันตรงต้นโพธิ์ด้านหน้า แต่ก็ดูเหมือนลูกทัวร์เราจะกลับมาก่อนเวลากันเสียเป็นส่วนใหญ่ ถามไถ่กัน บอกว่า เดินไปนิดเดียวก็เหนื่อยแล้ว ไม่ได้ขึ้นไปบนปราสาท เมื่อยขาบ้าง เมื่อยหัวเข่าบ้าง ก็แล้วแต่ค่ะ หลังจากลูกทัวร์มากันครบแล้ว ก็เดินกลับไปยังรถบัสด้วยกัน ระหว่างทางก็มีกลุ่มเด็กๆมาขายโปสการ์ด มีคนพิการนั่งรถเข็นมารอขอเงิน คงเป็นภาพที่จะต้องเห็นไปตลอดการเดินทางครั้งนี้ จะเรียกว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติคือขุมทรัพย์ของเหล่าขอทานและเด็กๆเหล่านี้ก็ไม่ผิดค่ะ

เราไปเยี่ยมชมต่อที่ปราสาทบันทายสรี (Banteay Srei) ในภาษาเขมร เรียกว่า บันเตย์เสรย แปลว่า ป้อมสตรี ตรงกับลักษณะของปราสาทที่ถูกสร้างด้วยหินสีชมพูซึ่งหายาก หน้าบันแต่ละซุ้มมีลวดลายที่บรรจงแกะสลักอย่างสวยงามละเอียดลออ ถูกสร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.1510 โดยพราหมณ์ชื่อ ยัชญวราหะ ในช่วงเวลาที่ทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนและเป็นพระอาจารย์ให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 แต่ด้วยวรรณะเป็นพราหมณ์ จึงไม่สามารถสร้างบนเนินเขา หรือสร้างฐานปราสาทให้สูงเทียบเท่ากับพระเจ้าแผ่นดิน จึงได้สร้างอยู่บนพื้นดิน และมีฐานเตี้ยๆรองรับตัวปราสาทเท่านั้น ปราสาทนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อถวายตรีมูรติ เทพทั้งสามในศาสนาฮินดู ตัวปราสาทวางเรียงกัน 3หลัง หันไปทางทิศตะวันออก ตรงกลางเป็นปราสาทประธานสำหรับบูชาพระศิวะ ด้านนอกล้อมรอบไปด้วยกำแพงและคูน้ำ แม้จะดูเล็ก ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก็เดินเที่ยวได้ทั่ว แต่ก็รู้สึกว่า ปราสาทของพราหมณ์นั้นสวยและยิ่งใหญ่ไม่แพ้ปราสาทของกษัตริย์เลยทีเดียวค่ะ

ด้านหลังปราสาทมีวงดนตรีพื้นบ้าน ที่นักดนตรีเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนจากสงครามกลางเมืองกัมพูชาโดยพวกเขมรแดง เมื่อกว่า 40 ปีก่อน บางคนก็เป็นคนพิการค่ะ แน่นอนต้องมีเล่นเพลงไทยอยู่แล้ว และเพลงไทยที่เล่นคือเพลงลอยกระทง นันยางยืนฟังอยู่นาน บอกชอบมากเลยร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือด้วยค่ะ

เสร็จจากที่นี่ก็ไปทานอาหารกลางวันกัน ระหว่างทางมีจอดแวะเพิงข้างทางที่ขายน้ำตาลปึก แบบเดียวกับเวลาไปเที่ยวตลาดน้ำดำเนินสะดวกที่ราชบุรี ที่มีเตาตาลเคี่ยวให้เราดูสดๆ แต่ที่นี่เขาแค่ตั้งเตาหลอกไว้เฉยๆ น้ำตาลก็กวนเสร็จสรรพเอาใส่กระปุกรอขาย ลองชิมดูรสชาติก็ไม่ต่างจากบ้านเราค่ะ เท่าที่ดูไม่มีลูกทัวร์คนใดสนใจซื้อเลยสักคนเดียว กลับไปสนใจเข่งสานกัน อยากจะถามเพื่อนๆลูกทัวร์จังว่า ที่ซื้อๆกันเนี่ย ได้คิดถึงตอนขนกลับผ่านด่านชายแดนแล้วหรือ? มันลำบากอยู่นะ แต่ก็เอาเถอะ เขาคงคิดกันดีแล้ว ซื้อได้ก็ต้อง (มีปัญญา) ขนกลับได้ค่ะ!

โปรแกรมภาคบ่าย เราไปเที่ยวเมืองนครธม (Angkor Thom) ซึ่งแปลว่าเมืองใหญ่ ภายในเป็นที่ตั้งของพระราชวังและกลุ่มปราสาทหลายแห่ง นครธมเป็นราชธานีที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดของราชอาณาจักรขอมโบราณ สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 18 (พ.ศ.1724-1761) โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปราสาทที่เราจะไปเยี่ยมชมนี้ เป็นปราสาทที่อยู่ใจกลางเมืองนครหลวงที่มีความโดดเด่นที่สุด คือปราสาทบายน (Bayon) ที่มีรูปแกะสลักใบหน้าของพระอวโลกิเตศวร เราจำต้องเปลี่ยนไปนั่งรถตู้ซึ่งเล็กกว่า เพราะถูกจำกัดด้วยขนาดประตูทางเข้าเมือง รถตู้ผ่านได้ รถใหญ่หมดสิทธิ์ค่ะ

ปราสาทบายน สร้างในรูปแบบศิลปะบายน ที่ได้ปฏิวัติรูปแบบการสร้างปราสาทให้ต่างไปจากรูปแบบเดิมๆโดยสิ้นเชิง เป็นเพราะพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงเลื่อมใสในนิกายมหายาน ต่างจากกษัตริย์หลายพระองค์ที่ล้วนแต่นับถือฮินดูหรือพราหมณ์ที่สืบทอดมากว่า 415 ปี ตัวปราสาทบายน ถูกสร้างโดยนำหินมาวางซ้อนๆกันขึ้นเป็นรูปร่าง แม้ไม่ใหญ่โตเท่านครวัด แต่ดูลี้ลับลวงพรางอยู่ไม่น้อย ปรางค์ปราสาททั้ง 54 ปรางค์ถูกสลักเป็นภาพพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ผันพระพักตร์ออกไปทั้ง 4 ทิศ รวม 216 หน้า เพื่อสอดส่องดูแลประชาชนให้อยู่เย็นเป็นสุข รอยยิ้มระเรื่อแบบนี้ เรียกว่า รอยยิ้มแบบบายน ให้ความรู้สึกสงบนิ่ง เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณา ถ้าลองดูตัวเลข 54 ปรางค์ เมื่อนำมาบวกกันก็จะได้เลข 9 หรือ 216 ใบหน้า ก็รวมกันได้ 9 เช่นกัน ก็คือ อาณาจักรเขมรโบราณนั้น มีเลข 9 เป็นเลขมงคลเหมือนไทยเรานั่นเอง แต่ปราสาทบายนไม่ได้ใช้หินเกรดเอเหมือนนครวัด จึงเห็นซากที่ชำรุดเสียหายอยู่ทั่วเลย ไกด์เลียะให้เวลาเดินชมประมาณ 40 นาที จบจากที่นี่ เราออกจากนครธม เปลี่ยนกลับมาขึ้นรถบัสใหญ่เหมือนเดิม เพื่อไปต่อยังปราสาทตาพรหม (Taprom) ซึ่งเป็นปราสาทสุดท้ายแล้วสำหรับโปรแกรมวันนี้

จากจุดที่จอดรถนั้น เราเดินผ่านแนวทางเดินที่ขนานไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ในเวลาบ่าย 4 โมงอย่างนี้ อากาศเย็นเยียบ สัมผัสได้ถึงความชุ่มชื้นที่ออกจากป่าไม้เลยทีเดียว ปราสาทตาพรหม สร้างขึ้นในราว พ.ศ.1729 เพื่ออุทิศให้แก่พระราชมารดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หรือพระนางชัยราชจุฑามณี สภาพบริเวณนี้เคยเป็นป่ามาก่อน เมื่อเกิดการล่มสลายของอาณาจักรขอม จึงถูกทิ้งร้างไว้เกือบ 500 ปี ทำให้ต้นสะปง หรือต้นสำโรง ซึ่งเป็นไม้เนื้ออ่อนที่โตเร็วมาก อายุยืนยาวถึงสองสามร้อยปี เลื้อยชอนไชไปยังส่วนต่างๆทั่วตัวปราสาท นอกจากจะช่วยยึดตัวปราสาทไม่ให้พังลงมาตามกาลเวลาแล้ว ยังกลายเป็นความโดดเด่นที่ทำให้ปราสาทนี้ดูแปลกตา ไม่เหมือนปราสาทอื่นๆอีกด้วย และสาเหตุที่ชื่อปราสาทตาพรหมก็เพราะ ในขณะที่มีการสำรวจเจอปราสาทนี้ พบเพียงชาวบ้านเพียงคนเดียวชื่อ ตาพรหม ก็เลยเรียกเป็นปราสาทตาพรหมตามชื่อนับแต่นั้นค่ะ

ปราสาทนี้ได้รับความสนใจจากคนทั่วโลก เพราะเป็นฉากหนึ่งในภาพยนตร์ Tomb Raider (พ.ศ.2544) ที่ แองเจลิน่า โจลี่ นำแสดง เนื้อเรื่องย่อมีว่า ตัวนางเอก Lara Croft ต้องเดินทางไปที่อุโมงค์แสงร่ายรำ (Dancing Light) ประเทศกัมพูชา เพื่อไปตามหาอีกครึ่งหนึ่งของสามเหลี่ยม (Triangle of Light) ที่ถูกซ่อนไว้ จริงๆแล้ว ฉากของปราสาทตาพรหมในภาพยนตร์มีเพียงช่วงสั้นๆ แต่ก็ดูมีเสน่ห์เร้นลับ จนทำให้คนทั่วโลกหลงมนตร์ขลังของปราสาทนี้เข้าอย่างเต็มเปา แม้สภาพจริงจะดูทรุดโทรม มีกองหินซากปรักหักพังเต็มไปหมดก็ตามค่ะ

จบการเยี่ยมชมปราสาทที่สำคัญทั้ง 4 แห่งในวันนี้แล้ว มีความสุขเหลือเกิน แม้จะเดินมากอยู่สักหน่อยจนปวดขา แต่ก็ยังมีแรงเหลือพอที่จะไปช็อปปิ้งที่ตลาดซาจ๊ะ หรือ Old market ในตัวเมือง ดูเหมือนเพื่อนลูกทัวร์ส่วนใหญ่จะสนใจซื้อพวกปลาแห้ง ปลาหมึกแห้งกันเป็นของฝาก แต่ขอบอกว่า ราคาไม่ถูกเลยค่ะ ดิฉันเลยไม่เอาดีกว่า แวะซื้อโรตีข้างทางดูน่ากินดี ราคา 20 บาท ก็ถือว่าทดลองชิมแล้วกัน ด้านหลังตลาดมองไป เห็นมีผับมากมาย จนดิฉันรู้สึกว่า มันคล้ายๆถนนข้าวสารบ้านเรา มองไปทางไหนก็เจอแต่ฝรั่งนั่งชิวชิวหน้าร้านกาแฟ เดาได้เลยว่า ดึกๆแถวนี้คงคึกคักน่าดู หลังจากนั้น พวกเราก็ขึ้นรถไปทานอาหารเย็นกัน ซึ่งมื้อนี้ ทัวร์ใจดีพาเราไปทานที่ภัตตาคารอาหารไทย รสชาติถูกปากทีเดียว จบจากที่นี่ เราก็กลับโรงแรมนอนอย่างหมดสภาพตามเคยค่ะ

วันที่สาม เป็นวันเดินทางกลับ แม้โปรแกรมจะไม่มีอะไร แต่ก็เหนื่อยอยู่พอสมควร เพราะไกด์เลียะใช้รหัส 5-6-6.45 ซึ่งก็หมายถึงตี 5 ตื่น 6 โมงเช้าลงมาทานอาหาร และ 6.45 ล้อหมุนค่ะ เราจำเป็นต้องออกเช้าหน่อย เพื่อจะได้กลับมาถึงที่ตลาดโรงเกลือตอนประมาณ 11 โมง มาถึงก่อนคนอื่น รถไม่ติด คนไม่เยอะ คิว (ที่ด่าน) ไม่ยาวค่ะ! ระหว่างทางมีแวะที่หมู่บ้านแกะสลักหินทราย มีขายครก สาก หินลับมีด แล้วก็ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ดิฉันมองครกที่ตั้งอยู่เป็นแถวแล้วก็นึกในใจว่า จะเอามาตั้งทำไมเยอะแยะ ใครที่ไหนจะซื้อ! ต๊าย! มีเพื่อนลูกทัวร์ซื้อครกกลับเมืองไทยด้วยค่ะ! เห็นแล้วก็ต้องยอมรับเลยว่า คนไทย (ช็อปทุกอย่าง) ไม่แพ้ชาติใดในโลกจริงๆ

ออกจากเมืองเสียมเรียบ ผ่านเมืองศรีโสภณ มาถึงที่วงเวียนตรงเมืองปอยเปตประมาณ 10.30 น ลูกทัวร์ลงจากรถ พร้อมแบกกระเป๋าใครกระเป๋ามันเพื่อผ่านด่านประเทศกัมพูชากลับมายังเมืองไทย ไกด์เลียะกล่าวคำลาพวกเราที่ตรงนี้ ขอให้พวกเราเดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ ส่วนไกด์บอยยังไม่หมดหน้าที่ เพราะต้องดูแลเรากลับข้ามแดนมายังประเทศไทยจนครบหมดทุกคนค่ะ พอพ้นจากด่านกัมพูชาแล้ว ดูเหมือนทุกคนจะยอมเสียเงินคนละ 20 บาท ใช้บริการรถมอเตอร์ไซค์ให้มาส่งที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองของไทยกันทั้งนั้น ซึ่งที่ด่านนี้ก็ใช้เวลาไม่นาน เพราะมีช่องของคนไทยโดยเฉพาะ พวกเราก็กลับมาเหยียบแผ่นดินไทยได้เรียบร้อยไม่มีปัญหาทุกคนค่ะ

จบการเดินทางเยือนประเทศแรกในกลุ่มประเทศ AEC ของดิฉันกับนันยางครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามากๆ ค่าทัวร์เกือบ 6,000 บาทต่อคนที่จ่ายไปนั้น เมื่อคิดดูว่า ได้รวมค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าโรงแรม ค่าเข้าสถานที่ ค่าไกด์อะไรต่างๆแล้ว ก็นับว่าไม่แพงค่ะ กับการได้เปิดหูเปิดตา ได้รู้จักเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงของเรา ถ้าคราวหน้ามีวันหยุดยาวแบบนี้อีก ดิฉันคงไม่พลาดจะนั่งรถไปเที่ยวแบบนี้แน่ แม้จะตูดแฉะไปหน่อย แต่ก็ถือว่าคุ้มค่ะ!

ขออำลาประเทศกัมพูชาที่แสนสวยงามด้วยคำว่า จมเรียบเลีย-ลาก่อน ค่ะ