หวานล้ำมะปรางหวาน หวานอมเปรี้ยวมะยงชิด

ท่องเที่ยวเชิงเกษตร

"มะยงชิด มะปรางหวาน สุกเต็มที่แล้วเท่านั้น จะมีรสชาติอร่อย ถ้าเป็นมะปรางหวาน จะหวานจัด กรอบ และไม่มียาง ให้รู้สึกระคายคอ ถ้าเป็นมะยงชิด ก็หวานอมเปรี้ยวนิดๆ เนื้อแข็ง แต่กรอบนุ่ม เปลือกจะบาง ผลมีขนาดใหญ่เต็มที่ เมล็ดลีบเนื้อหนามาก นอกจากรับประทานสดๆ ยังแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆได้อีกหลากหลายเมนู"

ทางผู้อำนวยการสำนักงาน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครนายก พรนันท์ สัณหจันทร์ เกริ่นเอาไว้ในเอกสารประชาสัมพันธ์

เมื่อทำความเข้าใจ ก็รู้สึกเปรี้ยวปากทันที

ด้วยนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว ในปีท่องเที่ยววิถีไทย 2558 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครนายก จึงดำเนินการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ผลผลิตทางการเกษตรที่ว่า "สวนมะยงชิด มะปรางหวาน ของดีเมืองนครนายก"

สวนรัตนา-นิยม สวนแก้วคูณ และ สวนละอองฟ้า จะเป็นเป้าหมาย "การท่องเที่ยวเชิงเกษตร" ของผม ซึ่งทาง ททท. สนับสนุนอย่างเต็มที่

การเดินทางมานครนายก ก็สะดวกมาก เพียงห่างจากกรุงเทพฯ 105 กิโลเมตร โดยมาตามทางหลวงหมายเลข 305 เลียบคลองรังสิต ผ่านอำเภอองครักษ์ หรือจะมาตามทางหลวงหลายเลข 1 เลี้ยวขวาที่แยกหินกอง และไปตามถนนสุวรรณศร

รถตู้เข้ามาถึง สวนรัตนา-นิยม ก็เห็นชาวสวนผู้หนึ่ง รีบเดินมาแนะนำตัวว่า "ผมชื่อ 'นิยม ทรงประดิษฐ์' ภรรยาชื่อ 'รัตนา ทรงประดิษฐ์' ก็ภรรยาเจ้าของสวน ส่วนผมผู้ดูแลสวน คือ เจ้าของสวนเค้าใช้ให้ดูแลน่ะ" ลุงกับเราหัวเราะเหมือนรู้กัน

ก็พอรู้แล้วล่ะว่า จะประจบกินฟรีได้ที่ใครดี

เพราะระหว่างที่ลุงนิยม พาเดินอธิบายตามสวน เราก็เนียนเด็ดผลมะยงชิด มาลิ้มลองคนละผลสองผล ใครที่เกรงใจอยู่ ลุงก็เด็ดลูกโตๆส่งให้

สวนรัตนา-นิยม บนพื้นที่ราวๆ 15 ไร่ ลงปลูกมะยงชิดไม่ทั้งหมด แต่ก็จะทยอยปลูกกันไปเรื่อยๆ ตอนนี้เต็มที่ก็ราว 8 ไร่ กับต้นมะยงชิด 300 กว่าต้น ซึ่งปีที่ผ่านมา ปลายเดือนพฤศจิกายน มะยงชิดรุ่นที่ 1 ออกมา แล้วขายออกไป 300 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนรุ่นที่ 2 ราวปลายเดือนธันวาคม เลยมาถึงเดือนมกราคม และรุ่นที่ 3 ที่ออกมาติดๆกันเลย ก็คือ...เดือนมกราคม มาถึงเดือนมีนาคม โดยเฉลี่ยมะยงชิด ออกมาประมาณ 3 รุ่น ในรอบปี

"ที่สวนเราปลูกแบบยกร่อง โดยเอารถแมคโครมาตัก แล้วค่อยๆมาปรับเป็นโคก จากนั้นก็ขุดหลุมไว้พร้อมปลูก แต่ใส่ปุ๋ยคอกที่ก้นหลุมไว้ก่อน นำต้นกล้าใส่หลุมเอาดินกลบ แล้วคอยรดน้ำหรือทำเป็นสปิงเกอร์ คือ เราปลูกกิ่งละ 200 บาท ระยะเวลาเพียง 1 ปี เราก็ได้กินลูกมะยงชิดแล้ว ซึ่งจะมีประมาณต้นละลูกสองลูก ผ่านไปปีสองปีก็มากขึ้นอีกหน่อย แล้วพอผ่านไปถึงปีที่ 3 จะเก็บขายได้เลย" ลุงนิยมแนะนำวิธีการเพาะปลูกมะยงชิด

ที่สวนแห่งนี้ มีทั้งมะยงชิด และมะปรางหวาน แต่มะยงชิดขายดีกว่าครับ ก็ผู้คนชื่นชอบที่รสชาติ โดยมะยงชิดเกรดเอ จำหน่าย 150 บาทต่อกิโลกรัม ราวๆ 10-12 ลูก ส่วนเกรดบีราคา 100 บาทต่อกิโลกรัม และเกรดซีราคา 80 บาทต่อกิโลกรัม

ปีนี้ต้นมะยงชิดให้ผลผลิต ดีเกินความคาดหมาย ทั้งนำออกจำหน่ายกันแบบสดๆ อีกส่วนก็นำไปแปรรูปเป็นลอยแก้ว หรือเป็นส่วนผสมในเบเกอรี่ จากฝีมือของลูกสาวเจ้าของสวน ที่ได้เปิดร้าน Homemade Cake ที่ชื่อว่า พินอิน แถวๆสี่แยกสามสาว "ค่ะเป็นลูกสาว ทำร้านเบเกอรี่อยู่ มีเมนูมะยงชิดชีสเค้ก กำลังเป็นที่นิยมอยู่เลยค่ะ ด้วยปีหนึ่งๆทำได้เพียงครั้งเดียว โดยจะนำมะยงชิดจากสวนของเรา มาเป็นส่วนผสมสำคัญในเมนู ซึ่งได้เปรียบเรื่องของความสด และยังไม่ได้ทำค้างไว้หลายวัน อย่างที่ทานกันในวันนี้...ทำเมื่อเช้านี้ค่ะ"

ฟังการอธิบาย จากลูกสาวเจ้าของสวน พร้อมจดบันทึกสูตรด้วย แต่ว่าไป...ความอร่อยหาได้อยู่ที่สัดส่วน ทว่ากลับอยู่ที่ความสดใหม่ในวัตถุดิบ

จากนั้นผมก็เลี่ยงมาคุย กับ ป้ารัตนา...เจ้าของสวนตัวจริง แล้วก็พอเห็นว่า...ผมจะซื้อหากลับไปเป็นของฝาก จึงได้แนะนำการเลือก และวิธีการเก็บรักษาให้อีกด้วย ก็โดยการเลือกซื้อหามะยงชิดนั้น จะต้องเลือกลูกที่สุกๆ หรือที่มีสีส้มเข้มๆ ตรงบริเวณหัวไม่ค่อยเขียว แล้วมีน้ำตาลซึมออกมาเล็กน้อย หรือที่เห็นเป็นคราบๆสีน้ำตาล ที่ติดอยู่ตามผลมะยงชิด ซึ่งถ้าเห็นอย่างที่ว่า...ป้ารับรองความหวานได้เลย สำหรับการเก็บหรือการยืดอายุ ก็เมื่อซื้อไปหนึ่งสัปดาห์ ทางที่ดีควรทานให้หมด หากอยากให้หวานขึ้น วางผึงไว้เฉยๆสักวันสองวัน หรือนำกระดาษห่อทีละลูก ใส่ถุงที่รองด้วยกระดาษ นำไปแช่ในตู้เย็น จะเก็บไว้ได้เป็นเดือน

เราหอบหิ้วกันพะรุงพะรัง ทั้งแบบที่ซื้อหาเอง และที่ทางสวนเอื้อเฟื้อให้ แถมมีมะยงชิดชีสเค้ก ที่ผมทานไม่ทันเพื่อน นำกลับไปทานกับชากาแฟ

สวนมะยงชิดต่อมาได้แก่ สวนแก้วคูณ เพียงเราคุยในรถเพลินๆ ก็ได้มาพบหน้ากับ พี่สมจิตร แก้วคูณ เจ้าของสวนมากด้วยไอเดีย ที่เรียกให้ดื่มน้ำมะยงชิด ตั้งแต่พบหน้าตากัน พร้อมกับชิมมะยงชิด-มะปรางหวาน ซึ่งพอทานก็ทราบในความแตกต่าง ว่ามะปรางมีอยู่ 2 ชนิด คือมะปรางหวาน...ผลยาวรี ผลสุกรสหวานเย็น ส่วนมะปรางเปรี้ยว...ผลสุกมีขนาดใหญ่ มีสีส้มเข้ม แต่รสชาติกลับเปรี้ยวมาก จนมีเปรียบเปรยว่า เปรี้ยวจนกาวาง

สำหรับมะยงชิด จะมีสองรสชาติในหนึ่งผล คือ รสหวานอมเปรี้ยว ว่ากันว่า...หากรสชิดไปทางหวานมากกว่าเปรี้ยว เรียกกันว่า มะยงชิด แต่หากรสชิดไปทางเปรี้ยวมากกว่าหวาน ก็เรียกว่า มะยงห่าง หรือ มะยง ซึ่งก็มีขนาดใหญ่กว่ามะปราง

พี่สมจิตร เล่าถึงการปลูกมะยงชิด-มะปรางหวานว่า "เราปลูกทั้งมะยงชิด-มะปรางหวาน ก็ประมาณ 10 กว่าไร่ ตั้งแต่ปี 2539 เรามีพื้นที่น้อย ปลูกได้ประมาณ 4-5 ร้อยต้น ปีที่แล้วสวนแก้วคูณของเรา ได้ผลผลิตเยอะมาก ส่วนปีนี้ลดลงไปหน่อย" แล้วก็เล่าที่มาของสวนแก้วคูณว่า "เหตุที่มาปลูกมะยงชิด-มะปรางหวาน เพราะระยะเวลา 2-3 ปี ก็เก็บผลผลิตขายได้แล้ว ด้วยมีอายุการเก็บเกี่ยวที่สั้น แค่เพียง 75 วัน เมื่อก่อนแถวนี้ ก็เป็นสวนส้มโอหมด ซึ่งต้องใช้เวลา 7-8 เดือน ส่วนกระท้อน เราก็มีปลูกในสวน และมีปัญหาห่อไม่ทัน"

เพราะด้วยผมเคยเห็นพี่สมจิตร ตามงานมหกรรมสินค้าพื้นบ้าน งานส่งเสริมการท่องเที่ยว หรืองานด้านวัฒนธรรม ซึ่งเป็นอีกช่องทางการจัดจำหน่ายผลผลิต "ใช่ค่ะ...เราได้เข้าร่วมงานต่างๆเสมอ เดี๋ยวนี้เวลาไปออกร้าน กลับกลายเป็นว่า...สวนแก้วคูณ จะขายผลิตภัณฑ์คู่กัน ทั้งมะยงชิดสดๆ กับมะยงชิดปั่น รวมไปถึงกระท้อนทรงเครื่องค่ะ"

พอผมได้เอ่ยปากถาม เคล็ดลับของน้ำมะยงชิด พี่สมจิตรได้แต่ส่งยิ้มหวาน แล้วตอบอย่างคร่าวๆว่า "น้ำมะยงชิด ประกอบด้วย เนื้อมะยงชิด ปั่นกับน้ำเชื่อม เติมเกลือเล็กน้อย แล้วปรุงแต่งรสชาติ ด้วยสูตรลับเฉพาะค่ะ" และก็กล่าวถึงการแปรรูปอีกว่า "ลูกที่ไม่ได้ขนาด หรือที่มีตำหนินิดหน่อย เรานำมาปอกเปลือก เอาเฉพาะแต่เนื้อ ใส่ตู้แช่แข็งเอาไว้ ครั้งเมื่อมีงานออกร้าน ก็นำมาทำลอยแก้ว หรือทำเป็นมะยงชิดปั่น ในกลุ่มแม่บ้านแถวนี้ ทำเป็นกล้วยอบซอสมะยงชิด หรือทำเป็นมะยงชิดอบแห้ง และบางสวนยังเห็นนำมากวน...ก็มี"

ที่เอยมาก็อยากทาน แต่ทานตรงหน้านี้ดีกว่า

เนื้อมะยงมะปรางในจาน น้ำมะยงชิดในแก้ว

เราลา พี่สมจิตร...เกษตรกรที่มากด้วยน้ำใจ แล้วก็ไปแถวๆตำบลสาลิกา ที่ได้เป็นที่ตั้งของ สวนละอองฟ้า บนพื้นที่ราว 12 ไร่ เพื่อรับรู้เรื่องสายพันธุ์มะยงชิด ซึ่งเห็นว่า..."ทูลเกล้า" เป็นสายพันธุ์ที่โดดเด่น จากการเล่าของ ลุงวชิระ โสวรรณตระกูล ที่กำลังนั่งอยู่ใต้ต้นมะยงชิด ว่า "...ในตอนที่ผมฝากเข้าวัง ทางจังหวัดไปกัน ก็เอามะยงชิดใส่กระเช้า ฝากถวายพระเทพฯ แล้วก็ในหลวงและพระราชินี ฝากไปถวายที่หัวหิน ผมฝากไปกับนายอำเภอ ที่ผมฝากไปถวายนั้น ก็เพื่อจะให้เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน จะได้เสวยบ้าง ด้วยอาศัยบนผืนแผ่นดินนี้ อยู่ใต้บารมีของพระองค์ จึงเกิดสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และทางวังได้ให้ใบประกาศมา"

แล้วลุงก็ได้เล่าถึงสายพันธุ์มะยงชิด ที่มีอยู่หลากหลายสายพันธุ์ด้วยกัน อย่างพันธุ์ขุนนนท์ จะมีลักษณะของผลที่ใหญ่ แล้วก็มักจะโย้หน้าโย้หลัง มีเป็นลักษณะจุกสูงขึ้นมาด้วย ส่วนสายพันธุ์ทูลเกล้า กลับไม่มีเป็นจุกสูงขึ้น มะยงชิดพื้นเพจริงๆแล้ว มาจากเมืองนนท์ ส่วนพันธุ์มะปรางหวาน ก็มีสายพันธุ์หยดน้ำ พันธุ์งามงอน หรือพันธุ์ทองใหญ่

ก่อนกลับ ลุงวชิระ ให้ข้อคิดว่า "ลุงนะ...เป็นชาวสวนโดยกำเนิด ทำสวนทุเรียนตั้งแต่เมืองนนท์ แล้วก็มาปลูกมะยงชิด ที่นครนายก เราเป็นคนสวน ต้องมีความรัก กับต้นไม้ทุกต้น แล้วต้องมีจิตใจผูกพัน ต้นไม้โต้ตอบไม่ได้เหมือนคน แต่คนสวนอย่างเรา...สื่อสารได้ หมั่นเดินเข้าไปสังเกต ว่าขาดปุ๋ย มีโรค ขาดน้ำ หรืออะไรบ้าง ต้นไม้จะแสดงให้เรารับรู้ พวกเราชาวสวน นอกจากมีใจรักและขยันแล้ว ยังต้องช่างสังเกตอีกด้วย" ผมซาบซึ้งใจ