ความกล้า

คอลัมน์พิเศษ

ในฐานะลูกหลวง อาจเป็นข้อดีที่ทำให้ สมเด็จพระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี ทรงมีโอกาสดีกว่าพระภรรยาเจ้าทุกพระองค์ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับการศึกษาและวิทยาการสมัยใหม่ ทำให้มีความรอบรู้ถึงขั้นสามารถอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาต่างประเทศได้ และด้วยพระอุปนิสัยส่วนพระองค์ในความช่างสังเกต ทรงเป็นนักเก็บรายละเอียดชั้นเลิศ เมื่อทรงได้ยินได้ฟังจะทรงจดจำได้ขึ้นใจ ความสามารถในการจดจำได้อย่างแม่นยำจนเพิ่มพูนความรู้ ความก้าวหน้ายิ่งกว่าพระบรมวงศ์รุ่นเดียวกัน แต่พระนิสัยที่โดดเด่นเหนือกว่าผู้ใด จนได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยสูงสุดจากพระราชสวามีก็คือ ความกล้า

จากบันทึกข้อความว่า "เสด็จจากเขาตกต่อมาตามระยะทางจนถึงบ่อโศก มีทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ไปข้างหน้าเหมือนคราวประพาสเขาและถ้ำ มาได้หน่อยหนึ่งรับสั่งให้ข้างในกลับขึ้นวอตามเสด็จตามเดิม คงแต่พระนางเธอเสาวภาผ่องศรีพระองค์เดียวให้ตามเสด็จ โปรดเกล้าฯ ให้ราชเอดเดอแกมป์ซึ่งไปข้างหน้ากลับลงมาตามเสด็จข้างหลัง เจ้านายซึ่งอยู่ข้างหลังให้ขึ้นไปตามเสด็จไปกระบวนด้วย บ่ายห้าโมงถึงท่าเจ้าสนุก ตำบลบ้านขวางเสด็จขึ้นประทับแรมที่พลับพลาที่นี่"

เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่า พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรีทรงได้รับความรักความเอ็นดูจากพระราชสวามี ให้ตามเสด็จไปในที่ต่างๆ เพราะทรงมีความกล้าหาญโปรดการผจญภัยและยังทรงจัดเจนในการทรงม้าอยู่มิใช่น้อย

ทรงมีความสามารถในการร่วมน้ำพระทัยเป็นอันหนึ่งอันเดียวด้วยกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะมิได้ทรงอ่อนแอเหมือนอิสตรีทั้งหลาย เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ใด ก็จะได้เห็นพระองค์มิใคร่ห่าง ทรงพอพระทัยที่จะอบรมสั่งสอนพระราชโอรสด้วยพระองค์เอง และลงโทษเมื่อทำความผิด ทรงมีความเด็ดขาดเป็นอย่างยิ่ง การใดเป็นพระราชเสาวนีย์หรือที่กำหนดกฎเกณฑ์ไว้จะไม่มีผู้ใดฝ่าฝืนบิดพลิ้วได้ แม้จะทรงมีความคิดทันสมัยแต่ในเวลาเดียวกันก็ทรงรักษาระเบียบประเพณีอย่างเคร่งครัด มีเพียงครั้งเดียวเมื่อครั้งอยู่ในฐานะพระภรรยาเจ้า ทรงขึ้นประทับในที่บนร่วมกับพระราชสวามีโดยเป็นการกระทำที่ไม่เคยมีผู้ใดทำได้ เว้นเสียแต่จะทรงสั่งให้ทำ กระทั่งได้ประสูติพระราชโอรส คือเจ้าฟ้าชายมหาวชิราวุธ ด้วยความเชื่อที่ว่า ไม่ควรมีประสูติกาลพระราชโอรส พระราชธิดาในพระที่ประทับของพระมหากษัตริย์เป็นอันขาด ด้วยจะเป็นเรื่องไม่เป็นมงคล

เมื่อครั้งที่ราชสำนักเพิ่งจะมีการเลี้ยงอาหารแบบฝรั่ง สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ทรงทำหน้าที่ในการควบคุมการเดินโต๊ะและอาหารโดยพระองค์เอง อยู่หลังฉาก การเลี้ยงนั่งโต๊ะแบบใหม่ที่เรียกกันว่า เบงเควตนั้นมักจะเลี้ยงกันแต่ในระหว่างผู้ชายเท่านั้น ภายหลังการประชุมเสนาบดีและการเสวยตอนค่ำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอ่านหนังสือราชการและทรงสั่งราชการอยู่จนดึกดื่น มักจะไม่เข้าพระที่บรรทมก่อน 03.00 น. ตั้งแต่ พ.ศ.2438 สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี มักจะเฝ้าฯ อยู่ด้วย ทรงปรึกษาราชการด้วยกันสองต่อสอง แลบางทีเพื่อจะช่วยให้คลายพระกังวล สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี จะทรงเพ็ดทูลเรื่องตลกขบขันเพื่อจะให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสรวล

นอกจากนี้ยังทรงแผ่พระราชอำนาจโดยมิได้มีใครกล้าคัดค้านในเรื่องที่ว่าจะทรงป้องกันไม่ให้มีฝ่ายในพระองค์คนใดได้ฉายพระรูปคู่กับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะมีเพียงพระองค์ และพระราชโอรสพระราชธิดาเท่านั้นที่จะทรงทำได้ ส่วนผู้อื่นถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ การได้ฉายพระรูปนอกจากจะมีความหมายต่อการจัดระเบียบความสัมพันธ์ตามสิทธิ์ทางสังคม ซึ่งแสดงถึงแนวโน้มที่ผู้เหนือกว่าเป็นฝ่ายแสดงบทบาทเชิงรุกหรือควบคุมสถานการณ์แล้ว ยังเป็นสัญญาณเตือนบุคคลอื่นให้อยู่ในส่วนสิทธิ์ของตนอย่างเข้มงวดอีกด้วย

ยิ่งกว่านั้นมีหลายครั้งที่ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ได้แสดงบทบาทสำคัญต่อบ้านเมือง เช่น กรณีพิพาท รศ.115 สยามเกิดความขัดแย้งกับฝรั่งเศสถึงขั้นสู้รบกัน และฝรั่งเศสได้ส่งเรือรบเข้ามาทำการปิดอ่าว และบีบบังคับสยาม โดยมีข้อแลกเปลี่ยนด้านดินแดนประเทศราชกับเมืองจันทบูรและตราด เป็นเหตุให้ทหารและราษฎรได้รับบาดเจ็บล้มตาย สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี ทรงได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จัดตั้งสภาอุณาโลมแดงขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางบรรเทาทุกข์ช่วยเหลือผู้เจ็บป่วย ทรงรวบรวมกำลังทรัพย์และกำลังคนจากหมู่พระบรมวงศานุวงศ์ช่วยเหลือชาติในยามวิกฤต อันแสดงถึงพลังอำนาจในการช่วยเหลือสาธารณประโยชน์ให้แก่บ้านเมือง

ได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนหนึ่งจัดตั้งโรงเรียนผดุงครรภ์ขึ้นในบริเวณเดียวกับศิริราชพยาบาลสำหรับเป็นสถานศึกษาวิชาพยาบาลและผดุงครรภ์ โดยมี ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ เป็นผู้อำนวยการ เริ่มเปิดการเรียนการสอน เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2439 มีนักเรียน 14 คน ใน พ.ศ.2440 ทรงเห็นว่าวิชาการแพทย์และผดุงครรภ์มีความจำเป็นแก่ชีวิต จึงให้สร้างอาคารสถานที่สำหรับสอนวิชาแพทย์เพิ่มขึ้นที่ศิริราชพยาบาล และให้ขยายสถาบันการแพทย์พยาบาลผดุงครรภ์ด้วยการสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นเงินเดือนสำหรับนายแพทย์มิชชันนารี เดือนละ 800 บาท กิจกรรมดังกล่าวนี้เป็นความคิดที่เป็นอิสระนอกกรอบของผู้หญิงที่กำหนดอย่างเห็นได้ชัด

อุปนิสัยส่วนพระองค์ในการใฝ่หา ความรู้และมีความสนพระทัยสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ ได้แก่ การรับรู้ข่าวสารจากสังคมผ่านการเล่าของผู้อื่น การรายงานของผู้ที่ออกไปนอกวัง การจดบันทึกและการติดตามข่าวสารของหนังสือพิมพ์ต่างประเทศที่มีอยู่แล้วในสมัยนั้น ทรงสามารถวิพากษ์วิจารณ์การนำเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์พรีเปรสจากประเทศอังกฤษ ซึ่งเสนอข่าวคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสยาม และทรงมีข้อวินิจฉัยว่าควรจะต้องมีการตอบโต้จากฝ่ายสยามบ้าง

ในด้านการแต่งกายของสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ก็ทรงสร้างสรรค์แบบฉบับด้วยพระองค์เองจากการประยุกต์แฟชั่นตะวันตก มาเป็น ต้นแบบที่สังคมสยามในยุคนั้นจะเฝ้าดูและทำตามแบบพระองค์อยู่เสมอ

ทว่าคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดที่ส่งผลให้ก้าวขึ้นมาเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในทุกยามก็คือ ทรงกระทำในทุกสิ่งที่พระสวามีโปรดปรานและสามารถก้าวคู่ขนานทางความคิดไปด้วยกันได้ โดยเฉพาะกระแสพระราชนิยมตะวันตก ทรงดำเนินการเพื่อตอบสนองพระราชนิยมได้อย่างดี แม้แต่การเสด็จประพาส ในคราวใดที่ตามเสด็จไปด้วยมักจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นพิเศษยิ่งกว่าข้าบาทบริจาริกาอื่นๆอยู่เสมอ ด้วยทรงเป็นผู้มีความกล้าและทรหดอดทน ทรงเพลิดเพลินร่วมน้ำพระทัยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมิได้ทรงอ่อนแอแบบผู้หญิงให้ผู้ใดเห็น

ปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการส่งเสริมให้สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ขึ้นสู่อำนาจมาถึงเมื่อทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นสมเด็จรีเยนต์ หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยหลังจากได้รับแต่งตั้งแล้วทรงนำฝ่ายในออกมาสู่ภารกิจภายนอกอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันเปิดเส้นทางรถไฟสายแรกจากกรุงเทพฯ ถึงกรุงเก่าเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2439 อันเป็นก้าวย่างใหม่จากเดิมเป็นการครอบครองของพระมหากษัตริย์แต่เพียงผู้เดียว การ สร้างความ ชอบธรรมแห่งอำนาจนี้จึงกลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีได้รับการสถาปนาในพระอิสริยยศ สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ ในเวลาต่อมา

ในยุคสมัยนั้นสตรีที่จะได้รับการยกย่องอย่างสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีนี้ยากนัก แม้แต่พระองค์เองยังรับสั่งว่า "ข้าพระพุทธเจ้าเป็นแต่สัตรี ถึงว่าจะมีน้ำใจจงรักต่อราชการ บ้านเมืองซึ่งเป็นชาติภูมิของตนอยู่เป็นที่สุดที่จะรับเป็นผู้สำเร็จราชการต่างพระองค์บังคับบัญชาราชการ บ้านเมือง ก็ยังมีความวิตกอยู่เป็นอันมาก เพราะการก็ยากตัวก็ยังมิได้คุ้นเคยบังคับบัญชามาแต่ก่อน"

แต่กาลต่อมาเป็นที่ประจักษ์ว่า สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในตำแหน่งสูงสุดที่ได้รับมอบความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระมหากษัตริย์ในทุกด้าน ทรงทำงาน อย่างหนักตลอดระยะเวลา 9 เดือนของการดำรงตำแหน่ง เพื่อให้ได้รับการยอมรับในบทบาทที่ถูกกำหนดให้จากทุกฝ่ายทรงบรรลุความคาดหวัง กระทั่งทรงใช้เวลากลางคืนเป็นเวลาปฏิบัติพระราชกิจจนไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดพระชนม์ชีพ และส่งผลให้พระสุขภาพพลานามัยในบั้นปลายของสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี อ่อนแอเป็นอย่างมาก