อ่านจิตให้กระจ่างใจ ใน "จิตตนคร"

หนังสือแห่งธรรม
ช่างภาพ: 

ตอน 15 จิตตนคร เมืองภาพยนตร์

"จิตตนครพรั่งพร้อมไปด้วยสิ่งทั้งปวง ดังที่สรุปเรียกว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และเรื่องหลายหลาก ซึ่งผ่านเข้าไปทางระบบสื่อสารชั้นนอกชั้นในดังกล่าวแล้ว อันเรียกด้วยภาษาของจิตตนครว่า อารมณ์ แปลว่า สิ่งเป็นเครื่องหน่วงเหนี่ยวจิตใจ สมุทัยเป็นผู้สร้างขึ้นและสอดแทรกเข้าไปทางระบบสื่อสารทั้งหลาย สมุทัยใช้อารมณ์เป็นเครื่องมือในการครองใจคนทั้งปวง โดยเป็นเครื่องหน่วงเหนี่ยวจิตใจให้หลงเพลิดเพลินยินดี สมุทัยคอยเติมเชื้อความอยาก ความใคร่ ความปรารถนาแก่ชาวจิตตนคร และตกแต่งอารมณ์ที่น่าใคร่ น่าปรารถนา น่าพอใจ ไว้คอยสนอง ชาวจิตตนครจึงพากันหิวกระหายอารมณ์ดังกล่าวอยู่อย่างไม่อิ่ม ไม่เพียงพอ ได้อารมณ์อย่างนี้แล้วก็ใคร่จะได้อารมณ์อย่างนั้นอีก"

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงอุปมาอุปไมยให้เห็นว่า จิตใจของคนเราที่เปรียบดั่งนครแห่งหนึ่งนี้มี "อารมณ์ "เป็นสิ่งที่คอยยึดเหนี่ยวดึงรั้งจิตใจไว้ อารมณ์ทั้งหลายที่คอยปรุงย้อมจิตใจไว้เป็นตัว​การสำคัญที่ทำให้เกิดทุกข์ ตามปกติคนเราก็ต้องประสบกับทุกข์กายทุกข์ใจอยู่เสมอ ทุกข์ทางกายที่เกิดอยู่ในชีวิตประจำวันก็เช่น การกิน อยู่ หลับ นอน การขับถ่าย การบำรุงเลี้ยงร่างกายให้ดำเนินไปในแต่ละวัน อีกทั้งโรคภัยไข้เจ็บที่คอยเบียดเบียน ฯลฯ ถ้าไตร่ตรองให้ดีก็ล้วนเป็นทุกขัง หรือทุกข์ทั้งนั้น

ในด้านจิตใจซึ่งแต่ละวันเราก็ต้องเผชิญกับนิวรณ์5 ที่เป็นสิ่งปิดกั้นหรือขัดขวางไม่ให้บรรลุถึงคุณงามความดี นิวรณ์ทั้ง 5 ได้แก่ 1. กามฉันทะ หมายถึง ความพึงพอใจ ความติดใจจมลงในโลกีย์กามทั้งหลาย 2. พยาปาทะ หมายถึง ความไม่พอใจ ขัดเคืองใจ ความผูกโกรธผูกใจเจ็บทั้งหลาย 3. ถีนมิทธะ หมายถึง ความท้อถอยอ่อนแอในจิตใจ ความซึมเซา ง่วงเหงาเคลิบเคลิ้ม ความเกียจคร้าน ความท้อแท้หดหู่ ทอดอาลัย ทำให้ขาดความเพียรพยายาม 4. อุทธัจจะกุกกุจจะ หมายถึง จิตใจที่ฟุ้งซ่าน ความไม่สงบในจิตใจ ทำให้ขาดสมาธิ เต็มไปด้วยความวิตกกังวล 5. วิจิกิจฉา หมายถึง ความไม่แน่ใจ ความลังเลสงสัย ความกังวลและไม่มั่นใจ ความไม่แน่ชัดว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด จิตใจที่ถูก​รบกวนด้วยนิวรณ์ทั้ง 5 นี้เอง ที่เป็นอุปสรรคสำคัญทำให้ เราไม่สามารถทำจิตใจให้สงบ เพื่อบรรลุสู่คุณธรรมความดีได้ ดังนี้เป็นต้น

นอกจากทุกข์ทางกาย ทุกข์ทางใจที่มีอยู่เป็นประจำดังกล่าวแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ทุกข์ทับถมเพิ่มพูนขึ้นก็คืออารมณ์นั่นเอง คำว่า อารมณ์ ในทางพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่แตกต่างไปจากอารมณ์ที่เราพูดกันในชีวิตประจำวัน อารมณ์ในชีวิตประจำที่เราใช้กันอยู่ ก็เช่น อารมณ์ดี อารมณ์เสีย อารมณ์หงุดหงิด อารมณ์เบิกบาน ฯลฯ

แต่ความหมายของทางพุทธศาสนานั้น อารมณ์เป็นสิ่งที่ถูกรู้โดยจิต จิตจึงเป็นธรรมชาติที่รู้ "อารมณ์" ซึ่ง "อารมณ์" หรือสิ่งที่จิตรู้นั้น ทางกายก็​ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไม่ว่า รูปที่ตาเห็น ลิ้นลิ้มรส กลิ่นต่างๆ เสียงต่างๆ รวมถึงสัมผัสต่างๆที่ถูกต้องร่างกาย ล้วนเป็นอารมณ์ทั้งสิ้น ส่วนอารมณ์ที่เกิดขึ้นทางใจหรือธรรมารมณ์ ได้แก่ความคิดนึกเรื่องราวต่างๆก็เป็นอารมณ์เช่นกัน แล้วเราก็จะต้องกระทบกับอารมณ์ทั้ง 6 อยู่ตลอดเวลา โดยจิตจะรับรู้อารมณ์ผ่านทางประตูทั้ง 6 หรือที่เรียก ทวาร 6 นั่นเอง

"นอกจากนี้บรรดาหัวโจก และสมุนทั้งปวงก็พากันแอบแฝงหนุนให้เป็นไปต่างๆ เช่น บางทีไม่ได้อารมณ์ที่น่าปรารถนาก็หนุนให้โกรธกริ้ว ตรงกันข้ามพากันหมุนไปตามอารมณ์นี้เอง ชาวจิตตนครหาได้เห็นสิ่งที่หนุนให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คือบรรดาหัวโจกและสมุนเหล่านั้นไม่ ถ้าจะวาดภาพของอารมณ์ให้พอมองเห็นได้ชัด ก็พอวาดได้ดังนี้

อารมณ์จะปรากฏเป็นภาพของสิ่งทั้งหลายที่ตามองเห็นมาลอยอยู่ในใจ เช่น เป็นภาพบ้านเรือน ต้นไม้ ภูเขา บุรุษ สตรี ถ้าเป็นสิ่งที่สะดุดตาสะดุดใจ หรือเป็นสิ่งที่ชอบหรือที่ชัง ก็ยิ่งเป็นภาพที่ปรากฏเด่นชัด บางทีเป็นวิมานลอย ดังที่เรียกว่าสร้างวิมานในอากาศ บางทีเป็นภาพที่น่าเกลียดน่ากลัว เช่น ภูตผีปีศาจ"

อารมณ์ที่ฟุ้งซ่านไปเพราะขาดสติ เกิดจากการปรุงแต่งทางอารมณ์ใน 2 ลักษณะ คือ การปรุงแต่งอารมณ์ภายในเรียกว่า ธรรมารมณ์ และการปรุงแต่งอารมณ์ภายนอก คือจิตวิ่งออกไปรับอารมณ์ที่มากระทบ แล้วปรุงแต่งไปต่างๆนานา ซึ่งการปรุงแต่งของจิตทั้ง 2 ลักษณะนี้ทำให้นึกเห็นภาพต่างๆปรากฏขึ้นในจิตใจ ถ้าขาดสติ ไม่รู้​เท่าทันตัวเอง กำลังของจิตไม่เพียงพอ ย่อมไม่อาจระงับความฟุ้งซ่านนั้นได้ ต้องเผลอเพลินปรุงแต่งต่อเนื่องเรื่อยไปไม่หยุดตามแต่กิเลสที่คอยชักจูงให้เป็นไปไม่ว่าในทางดีหรือในทางร้าย

"เมื่อปรากฏเป็นภาพขึ้นในใจดังนี้แล้ว ก็ยินดีในภาพที่น่ายินดี ยินร้ายหรือโกรธแค้นขัดเคืองในภาพที่น่ายินร้าย อารมณ์จะปรากฏเป็นภาพจากเสียงที่หูได้ยิน เป็นภาพเสียงที่แว่วในใจ เป็นเสียงดนตรี เสียงลม เสียงน้ำ เสียงสัตว์ร้อง เสียงคนพูด ซึ่งแปลภาษาออกมาเป็นคน เป็นวัตถุ เป็นต้น เช่น ได้ยินคำว่าแก้วแหวนเงินทอง จะปรากฏภาพเป็นแก้วแหวนเงินทองลอยอยู่ในใจ แล้วก็เกิดโลภในภาพนั้น อารมณ์จะปรากฏเป็นภาพกลิ่นที่จมูกสูดดม เป็นภาพรสที่ลิ้นได้ลิ้ม เป็นภาพสิ่งที่ถูกต้องทางกายขึ้นในใจเช่นเดียวกัน แล้วก็ชอบหรือชังอยู่กับอารมณ์นั้น อารมณ์จะปรากฏเป็นภาพของเรื่องทุกเรื่องที่ใจคิด ใจคิดถึงภูเขา ก็จะปรากฏเป็นภาพภูเขาขึ้นทันที ใจคิดถึงบุตร ภริยา สามี จะปรากฏเป็นภาพบุคคลเหล่านี้ขึ้นทันที ใจคิดถึงเสียง ถึงกลิ่น ถึงรส ถึงสิ่งถูกต้องถึงเรื่องของสิ่งเหล่านี้ ก็จะปรากฏเป็นภาพของสิ่งทั้งปวงนี้ทุกอย่าง สุดแต่ว่าใจจะคิดถึงอะไร แล้วก็ชอบหรือชังอยู่กับภาพเหล่านั้นเช่นเดียวกัน"

บรรดาสิ่งต่างๆที่เข้ามากระทบไม่ว่าทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำให้เกิดเป็นอารมณ์ เกิดห้วงคิดคำนึงนึกเห็นเป็นภาพไปต่างๆนานา เป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติของจิต ไม่มีใครสามารถควบคุมให้เป็นไปดังใจต้องการได้ เช่น เราไม่สามารถบังคับให้ตาพบเห็นแต่สิ่งที่สวยงามได้ตลอด เราไม่สามารถบังคับให้หูได้ยินแต่เสียงที่ชอบใจได้ตลอด เราไม่สามารถบังคับให้จมูกได้กลิ่นแต่สิ่งที่ตนอยากดมดอมได้ตลอด ฯลฯ อารมณ์ทั้งหลายต่างก็เกิดดับเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ถ้าเรามีอุปาทานยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ทั้ง 6 สำคัญมั่นหมายว่าเป็นเรา เป็นของเรา อย่างนี้ย่อมทำให้ทุกข์ เพราะอารมณ์ต่างๆ อีกทั้งบุคคลไม่ว่าเรา เขา ตลอดทั้งสรรพสิ่งต่างๆ ล้วนแล้วแต่หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปทุกขณะ

"ชาวจิตตนครพากันพัวพันเพลิดเพลินอยู่กับภาพคล้ายกับภาพคนนั่งดูภาพยนตร์นิยมชมชอบตัวพระ ตัวนาง เกลียดตัว​ผู้ร้าย บางคราวก็หัวเราะเฮฮา บางคราวที่ใจอ่อนก็ร้องไห้ เพราะมิได้นึกว่าเป็นภาพยนตร์ แต่นึกว่าเป็นเรื่องจริงหรือเป็นชีวิตจริง สมุทัยสามารถทำให้ชาวจิตตนครคิดว่า อารมณ์ที่ปรากฏเป็นภาพในใจนี้ เป็นของจริงฉันนั้นเหมือนกัน โดยใช้หัวโจกสำคัญเงียบๆ คือ โมโห ให้เข้าแทรกแซง ทำให้หลงเข้าใจผิด อันที่จริงจิตตนครเป็นเมืองภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่กว่าเมืองใดๆในโลก และชาวเมืองจิตตนครก็ชอบดูภาพยนตร์กันมาก สามารถดูอยู่ได้ทั้งกลางวัน กลางคืน เว้นแต่หลับ ถึงหลับก็ยังชอบฝันดูภาพยนตร์กันอีก"

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า "โลกนี้คือมายา" โลกนี้ไม่มีสิ่งใดไม่ใช่มายา ทุกสิ่งเป็นของหลอกลวง ทุกอย่างหาสาระแก่นสารไม่ได้ และไม่ควรยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ทรงเห็นความสุขทางโลกเป็นเพียงภาพมายา เป็นความสุขจอมปลอมที่ชวนให้หลงว่าเป็นความสุขเท่านั้น ไม่มีความสุขความเพลิดเพลินใดๆในทางโลกที่ไม่ระคนอยู่ด้วยทุกข์ ทรงสอนสาวกให้เบื่อหน่ายจางคลายความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งปรุงแต่งว่าเป็นของจริง แต่เมื่อรู้ดังนี้ก็ไม่ใช่ให้ละทิ้งไปเสีย แม้พระพุทธองค์ก็ยังทรงปฏิบัติดังที่พระองค์ทรงเคยทำ ทั้งที่ทรงรู้ว่าไม่มีสาระ เป็นของไม่จริง เป็นมายา

อาศัยการเกิดดับของสภาพธรรมอย่างรวดเร็ว ทำให้มีสภาพธรรมเกิดต่อ สืบเนื่องไป จึงเห็นเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งต่างๆ จึงไม่รู้เห็นถึงความไม่เที่ยง ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วเป็นเพียงสภาพธรรมซึ่งเกิดดับ สืบต่อกันทุกขณะ หรือในทางธรรมเรียกว่า สันตติ ที่เป็นการสืบเนื่องกันเรื่อยไปของนามธรรมและรูปธรรม

ในการเกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็วของนามธรรมรูปธรรม เมื่อมีเหตุปัจจัยเข้ามาปรุงแต่งร่วมด้วย จึงเกิดมีนามใหม่รูปใหม่เกิดขึ้นสืบต่อกันอย่างไม่ขาดสาย ทำให้ไม่อาจเห็นถึงความไม่เที่ยงของสภาพธรรมได้ สันตติ จึงเป็นสิ่งที่ปิดบังความเป็นอนิจจัง หรือความไม่เที่ยงไว้ สภาพธรรมที่ปิดบัง ไม่เห็นตามความเป็นจริงนี้ก็ คือ อวิชชา หรือความไม่รู้ นั่นเอง ด้วยความไม่รู้ ความไม่เท่าทันนี้จึงเชื่อว่าสิ่งที่ตาเห็น หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้ลิ้มรส กายสัมผัส และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในจิตใจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง มีอยู่จริง ทำให้หลงโลดเต้นไปกับเรื่องราวต่างๆ ไม่ต่างจากดูภาพยนตร์แล้วเชื่อว่าเป็นจริงเป็นจัง

เพราะมีความไม่รู้ เราจึงไม่เห็นถึงการเกิดดับของสภาพธรรมที่เป็นไตรลักษณ์ คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวไม่มีตน ลักษณะสามัญ 3 ประการของสรรพสิ่งทั้งปวงนี้จะปรากฏได้ก็ต่อเมื่อมีการอบรมสติอบรมปัญญา เพิกสันตติด้วยการอบรมกายใจให้รู้สภาพธรรม ที่กำลังปรากฏจนประจักษ์แจ้งถึงความไม่เที่ยงของนามธรรม และรูปธรรม ตามลำดับ

ด้วยพระปัญญาบารมี พระพุทธองค์ทรงเพิกถอนจากความเห็นผิดที่คิดว่าสิ่งใดเป็นของจริง เป็นของมีสาระเสีย ทรงรู้ตามเป็นจริงว่าโลกนี้คือมายา แต่ทรงปฏิบัติโดยทรงรู้ถึงมายานั้น และยังทรงนำมายามาใช้ในการอบรมพระธรรมคำสอนอีกด้วย จึงนับว่า ทรงเป็นผู้รู้มายา แต่ไม่ติดในมายา และทรงใช้มายาให้เป็นประโยชน์

"คนดูหนังดูละครเพลิดเพลินอยู่กับการแสดงของหนังละคร ก็เช่นเดียวกับชาวจิตตนครเพลิดเพลินอยู่กับภาพแสดงของอารมณ์เมื่อผู้ดูหนังดูละครไม่ปล่อยใจจนเกินไป มีสติรู้ตัวไว้บ้างว่ากำลังดูหนังดูละคร ก็จะไม่หลงชอบชัง ไม่ยินดียินร้ายไปกับบทบาทของตัวแสดงเช่นนี้ฉันใด เมื่อภาพของอารมณ์ปรากฏขึ้นให้เห็น แม้ชาวจิตตนครไม่ปล่อยใจจนเกินไป มีสติรู้ว่าเป็นสิ่งที่สมุทัยใช้หัวโจกสร้างขึ้นเพื่อล่อให้หลง ก็จะไม่ชอบชัง ยินดียินร้ายไปกับภาพที่แสดงขึ้นด้วยอารมณ์นั้นจนเกินไป"

ทุกชีวิตจิตใจย่อมเต็มไปด้วยเหตุการณ์เรื่องราวต่างๆมากมาย ไม่ว่าถูกผิด ดีเลว ชอบชัง ล้วนสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาปรากฏอยู่ตลอดเวลา แต่ละคนย่อมมีเงื่อนปมต่างๆที่ต้องคอยแก้ไขกันไปเป็นเปลาะๆอยู่แล้ว สิ่งที่ล่วงมาแล้วก็แล้วไปแล้ว อย่าเอามายึดมาถือให้เป็นเรื่องเป็นราว หมั่นเอาของเก่าออกทิ้งอยู่เสมอ จิตใจจะโปร่งเบา พอวางแล้วก็ว่าง วางแล้วก็ว่าง ทำอยู่อย่างนี้ หนทางข้างหน้าหากยังมี ก็จะได้เดินต่ออย่างไม่หนักหรือเหน็ดเหนื่อยเกินไปนัก จึงไม่ควรกังวลในสิ่งที่ล่วงมาแล้ว และไม่ควรกังวลในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง จดจ่ออยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

การใช้ชีวิตอย่างมีสติเต็มเปี่ยมในห้วงเวลาที่ผ่านไปแต่ละขณะ นับเป็นสิ่งประเสริฐของชีวิต ดังในคาถาเตือนใจเพื่อการ​อยู่ในปัจจุบันอย่างไม่ประมาทที่เรียกว่า ภัทเทกรัตตคาถา ซึ่งเป็นสูตรหนึ่งในมัชฌิมนิกายอุปริปัณณาสก์ แห่งพระสุตตันตปิฎก แสดงไว้เรื่องของบุคคลผู้มีราตรีเดียวเจริญ หมายถึง คนที่เวลาวันคืนหนึ่งๆ มีแต่ความดีงามความเจริญก้าวหน้า ก็คือ ผู้ที่ไม่มัวครุ่นคำนึงอดีตไม่เพ้อหวังอนาคต ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นประจักษ์แจ้งในปัจจุบัน หมั่นทำความดีเรื่อยไป พากเพียรพยายาม ทำกิจที่ควรทำเสียแต่วันนี้ ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ซึ่งในพระสูตรกล่าวไว้ว่า

อะตีตัง นานวาคะเมยยะ นัปปะฏิกังเข อะนาคะตัง

บุคคลไม่ควรตามคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วยอาลัย

และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง

ยะทะตีตัมปะหีนันตัง อัปปัตตัญจะ อะนาคะตัง

สิ่งเป็นอดีตก็ละไปแล้ว สิ่งเป็นอนาคตก็ยังไม่มา

ปัจจุปปันนัญจะ โย ธัมมัง ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสะติ

อะสังหิรัง อะสังกุปปัง ตัง วิทธา มะนุพ๎รูหะเย

ผู้ใดเห็นธรรมอันเกิดขึ้นเฉพาะหน้า

ในที่นั้นๆอย่างแจ่มแจ้ง ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน

เขาควรพอกพูนอาการเช่นนั้นไว้

อัชเชวะ กิจจะมาตัปปัง โก ชัญญา มะระณัง สุเว

ความเพียรเป็นกิจที่ต้องทำวันนี้

ใครจะรู้ความตายแม้พรุ่งนี้

นะ หิ โน สังคะรันเตนะ มะหาเสเนนะ มัจจุนา

เพราะการผัดเพี้ยนต่อมัจจุราช

ซึ่งมีเสนามากย่อมไม่มีสำหรับเรา

เอวัง วิหาริมาตาปิง อะโหรัตตะมะตันทิตัง

ตัง เว ภัทเทกะรัตโตติ สันโต อาจิกขะเต มุนิ

มุนีผู้สงบย่อมกล่าวเรียกผู้มีความเพียรอยู่เช่นนั้น

ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันกลางคืนว่า

ผู้เป็นอยู่แม้เพียงราตรีเดียว ก็น่าชม

ผู้ปรารถนาชีวิตที่สงบเย็นและเป็นสุข ให้ปล่อยวางเรื่องในอดีต ไม่พะวงเรื่องในอนาคต เรื่องเก่าอย่าเอามาคิดให้เป็นทุกข์ อย่าห่วงหน้าพะวงหลัง เอาแต่เรื่องเฉพาะหน้า มีสติจดจ่อปัจจุบัน ทำสิ่งตรงหน้าให้ดีที่สุด ดังที่ เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงกล่าวทิ้งท้ายไว้ในตอนนี้ว่า "ฉันนั้น การศึกษาให้รู้ความจริง คือศึกษาธรรมของพระพุทธเจ้า และการอบรมสติให้ดำรงอยู่สม่ำเสมอ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของผู้ที่ไม่ต้องการจะหลงเพลิดเพลิน ชอบชัง ยินดียินร้ายไปกับภาพที่สมุทัยสร้างขึ้นไว้ล่อให้หลง ผู้ไม่เพลิดเพลินยินดียินร้ายเกินไปเท่านั้นที่มีจิตใจสงบเยือกเย็น ที่กล่าวได้ว่าเป็นจิตใจที่มีค่า เป็นที่พึงปรารถนา ของผู้มีปัญญาทั้งหลาย"

(ขอขอบคุณภาพประกอบจากหนังสือ วจนธรรม # instanyana ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า