เยือนท่าเตียน ย่านเก่า 9 รัชกาล

ย้อนยุค...ณ กาล
ช่างภาพ: 

"... ไม่เห็นเนื้อนวล พี่นั่งคร่ำครวญใจหมุนเวียน

คอยดักน้องที่ท่าเตียน ทุกเที่ยวเรือเปลี่ยนไม่เห็นหน้าแฟน

เรือด่วนกลับไป เหมือนหัวใจพี่ปวดแสน

ไม่พบหน้าแม่เนื้อแน่น แม่ค้าบ้านแพน สาวนัยน์ตาคม

เฝ้ามอง มองหาแม่ค้าหน้านวล ทุกเที่ยวเรือด่วนไม่เห็นนวลน้องพี่หมองตรม

เคยเห็นแม่ค้าตาคม มาซื้อลำไยเงาะส้มอีกทั้งขนมไปขายเสมอ

แม่ค้าหน้านวล เคยนั่งเรือด่วนสายบ้านแพน

ไยหลบหน้าตาหนีแฟน เห็นเรือด่วนแล่น คิดถึงแต่เธอ

เคยฝากจดหมาย นายท้ายเรือให้เสมอ

พี่หลงคอย คอยน้องเก้อ เฝ้าหลงคอยเธอ ท่าเตียนทุกวัน"

บางส่วนของเนื้อเพลง "แม่ค้าตาคม" ผลงานของครูเพลง ไพบูลย์ บุตรขัน ที่ยังติดหูผู้คนมาจนทุกวันนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นย่านชุมชนที่พลุกพล่าน เป็นแหล่งค้าขายสำคัญ ที่มีแม่ค้าแม่ขายเดินทางมาจับจ่ายซื้อหาข้าวของนานาประเภท นำกลับไปขายยังท้องถิ่นของตน นอกจากนี้ยังบ่งบอกถึงความเป็นศูนย์กลางเส้นทางสัญจรทางน้ำที่ขวักไขว่อยู่เสมอของท่าเตียนอีกด้วย

เห็นได้จากในอดีตท่าเตียนเป็นที่ตั้งของท่าเรือจำนวนมาก เช่น ท่าโรงโม่ ท่าข้าวโพดหรือท่าหิน ท่าเรือสหกรณ์ ท่าบางบัวทอง ท่าเรือแดง ท่าเรือสุพรรณ และท่าเรือเขียว มีเรือเมล์ล่องตามแม่น้ำเจ้าพระยาระหว่างท่าเตียนกับต่างจังหวัด ซึ่งในเนื้อเพลงที่กล่าวถึง คงเป็นเรือด่วนหรือเรือเมล์ที่เรียกว่า เรือเขียว ขึ้นล่องระหว่างท่าเตียน ไปบ้านแพน ลาดบัวหลวง อยุธยา สุดทางคือ ชัยนาท สิงห์บุรี ซึ่งเดิมท่าเรือเขียวอยู่ที่ซอยประตูนกยูง

ไม่ว่ายุคสมัยใด กาลเวลาผันผ่านไปอย่างไร วิถีชีวิตและความเป็นไปของผู้คนที่ท่าเตียนไม่เคยหยุดนิ่ง เพราะท่าเตียนเป็นศูนย์กลางการเดินทางทั้งทางบกทางน้ำมาทุกยุคทุกสมัย เป็นบรรยากาศของแหล่งย่านการค้าที่พลุกพล่าน เป็นตลาดสดและตลาดของแห้งที่มีข้าวของให้เลือกซื้อครบครัน เป็นแหล่งปลาแห้งของทะเลแห้ง เป็นทำเลท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติต่างภาษาเข้ามาชื่นชมความงามและวิถีชีวิตคนไทย อีกทั้งคนไทยเองที่นอกจากเข้ามาซื้อหาสินค้าและใช้บริการที่ขึ้นชื่อในแถบนี้ ไม่ว่าอาหารการกินของสดของแห้ง จากร้านรวงเก่าแก่ สมุนไพรแห้งสมุนไพรสำเร็จรูปจำพวก ยาหม่อง ยาดมต่าง ๆ ฯลฯ บริการนวดแผนโบราณที่ขึ้นชื่อของวัดโพธิ์ เที่ยวชมความงามของวัดวาอาราม ที่มีอยู่หลายแห่งในย่านใกล้เคียง เช่น วัดพระแก้ว วัดโพธิ์ วัดอรุณฯ เป็นต้น รวมถึงกลุ่มผู้ที่สนใจเข้ามาเรียนรู้รากเหง้าความเป็นไทย เนื่องเพราะเรื่องราวประวัติศาสตร์ ที่ถูกปลูกฝังลงไว้ที่ท่าเตียนและพื้นที่รายรอบเป็นอันมาก จนถึงทุกวันนี้ท่าเตียนยังคงรุดหน้าไป ยืนหยัดเคียงคู่กรุงรัตนโกสินทร์ดั่งที่เคยเป็นมาช้านานนับแต่ครั้งแรกสร้างกรุง

ในช่วงต้นของรัตนโกสินทร์ ท่าเตียน แห่งนี้เคยเป็น ตลาดท้ายวัง หรือที่เรียกกันว่า ตลาดท้ายสนม เพราะเป็นทำเลที่ตั้งอยู่ท้ายวัง เป็นแหล่งที่เหล่านางสนมกำนัลในออกมาจับจ่ายซื้อหาข้าวของกันเป็นประจำ นับเป็นตลาดใหญ่ที่ค้าขายคึกคัก มีทั้งตลาดบกตลาดน้ำ มีทำเลท่าน้ำที่เรือต่างชาติผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาจอดเทียบท่ามาแต่ดั้งเดิม รวมทั้งสินค้าที่บรรทุกสำเภามาจากเมืองจีน ท่าเตียนจึงเป็นย่านแหล่งของกินของใช้ เป็นที่แลกเปลี่ยนสินค้าเกษตร เป็นศูนย์กลางเส้นทางสัญจรที่ขึ้นล่องระหว่างเมืองหลวงและหัวเมืองต่าง ๆ ท่าเตียนคือทำเลทองของการค้าขายนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยถือว่าได้เริ่มรุ่งเรืองขึ้นพร้อมกับยุคการ​สร้างกรุงรัตนโกสินทร์

ทว่าจุดแรกเริ่มของท่าเตียนนั้น ถือกำเนิดขึ้นในครั้งกรุงศรีอยุธยา โดยเริ่มเกิดขึ้นราวสมัยพระไชยราชา ที่มีการขุดคลองลัดบางกอก จนแล้วเสร็จใน พ.ศ.2085 เพื่อตัดเชื่อมเส้นทาง​การเดินเรือที่ต้องอ้อมแม่น้ำเจ้าพระยาสายเดิมซึ่งไหลคดเคี้ยวเข้าไปในคลองบางกอกน้อย ไปออกคลองบางกอกใหญ่ หรือที่เรียกกันว่าคลองบางหลวง ตรงบริเวณป้อมวิกไชยประสิทธิ์ เพื่อช่วยร่นระยะเดินทางให้สั้นลง กาลเวลาผ่านไปคลองลัดดังกล่าวถูกสายน้ำเจ้าพระยาที่ไหลแรงกัดเซาะเรื่อยมาจึงกลายแม่น้ำเจ้าพระยาสายใหญ่ดังที่เห็นในปัจจุบัน ซึ่งเป็นทางไหลของแม่น้ำเจ้าพระช่วงตั้งแต่หน้าวัดอรุณราชวรารามไปจนถึงหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หรือแถวหน้าสถานีรถไฟบางกอกน้อยเดิม โดยชุมชนท่าเตียนคือบริเวณชุมชนที่ฟากตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งตรงข้ามวัดอรุณฯ หรือวัดแจ้งนั่นเอง

ที่มาของชื่อท่าเตียนนั้น จุล ดุลยวิจิตรเกษม ปราชญ์ท้องถิ่นผู้รอบรู้เรื่องราวความเป็นมาแต่หนหลังของแถบย่านนี้ได้กรุณาเล่าให้ฟังว่า มาจากครั้งเกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ในพื้นที่แถบนี้เมื่อสมัย ร. 4 โดยเพลิงได้โหมไหม้อยู่นานชนิดข้ามวันข้ามคืน ทำให้พื้นที่ย่านนี้ซึ่งในครั้งนั้นเป็นวังของเจ้าขุนมูลนาย และพื้นที่ใกล้เคียง ไม่เว้นแม้แต่ท่าเรือ และเรือนแพต่าง ๆ ที่จอดอยู่ตามริมน้ำ ล้วนถูกเพลิงผลาญวอดจนราบเป็นหน้ากลอง จึงเรียกกันต่อมาว่า "ท่าเตียน" ยังมีเรื่องเล่าแบบปลุกเร้าจินตนาการที่ทำให้เด็ก ๆ จดจำได้ดีก็คือ เรื่องราวการต่อสู้ของยักษ์วัดโพธิ์กับยักษ์วัดแจ้ง ทั้งสองเป็นคู่หูคู่ซี้ที่อยู่ไม่ไกลกัน คืออยู่กันคนละฝั่งน้ำเจ้าพระยา ด้วยต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ รปภ. หรือเป็นผู้รักษาความสงบเรียบร้อยของวัดนั่นเอง ความที่ยักษ์วัดโพธิ์นั้นเป็นยักษ์ยากจน หรืออาจเป็นยักษ์ที่ใช้สตางค์เก่งกระมัง พอตังค์หมดก็ดั้นด้นข้ามน้ำเจ้าพระยาไปหยิบยืมเพื่อนรักถึงที่ แล้วก็นัดหมายไว้ดิบดีจะเอามาคืน ครั้นถึงวันนัดแนะ ยักษ์วัดแจ้งก็มาตามนัด แต่โชคไม่เข้าข้าง เพราะยักษ์วัดโพธิ์เกิดหมุนเงินไม่ทัน แถมยังชักดาบเอาดื้อ ๆ ฝ่ายยักษ์วัดแจ้งนั้นก็ใช่ย่อย ไหนเลยจะยอมปล่อยให้ลูกหนี้เบี้ยวง่าย ๆ ทั้งสองฝ่ายจึงเกิดต่อสู้กันครั้งใหญ่ ยักษ์กับยักษ์ตรงเข้าโรมรันพันตูรบกันจนที่ทางแถว ๆ หน้าวัดโพธิ์นั้นราพณาสูร มองเห็นราบโล่งทั่ว จึงกลายเป็นที่มาของ ท่าเตียน นับแต่กาลบัดนั้น

เรื่องราวของชาวชุมชนท่าเตียนในยุครุ่งเรือง เริ่มขึ้นตั้งแต่แรกสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ในครั้งรัชกาลที่ 1 หลังย้ายเมืองหลวงจากฝั่งธนบุรีมายังฝั่งกรุงเทพมหานคร ในช่วงระยะนี้ เจ้านายและขุนนางที่มีบทบาทในงานราชการต่าง ๆ มักตั้งอยู่ไม่ไกลจากพระบรมมหาราชวัง โดยเฉพาะแถบท้ายวังและเหนือวัดโพธิ์ เป็นต้น เพื่อให้ทรงเรียกใช้สอยได้สะดวก ดังเช่น บ้านพระยารัตนาพิพิธ (สน) บ้านเจ้าพระยามหาเสนา (นายบุนนาค) และวังกรมหลวงนรินทรเทวีฯ

วัดโพธิ์ เป็นวัดสำคัญในครั้งสมัยรัชกาลที่ 1 เป็นวัดที่ทรงบูรณะขึ้นในรัชกาลของพระองค์ และถือเป็นวัดประจำรัชกาล เป็นวัดที่มีความสำคัญคู่กับย่านท่าเตียน พระประธานในพระอุโบสถ นามว่า พระพุทธเทวปฏิมากร เป็นพระพุทธรูปโบราณปางสมาธิที่งดงามมาก รัชกาลที่ 1 โปรดฯ ให้อัญเชิญมาจากวัดคูหาสวรรค์ ฝั่งธนบุรี วัดโพธิ์ มีชื่อเต็มว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร

ส่วนตลาดที่สำคัญ คือ ตลาดน้ำ มักตั้งอยู่ริมแม่น้ำลำคลองตามปากคลองต่าง ๆ ไม่ว่าตลาดน้ำขายปลีก และส่ง ขายสินค้า อาหารสด-แห้งต่าง ๆ มีทั้งที่เป็นเรือเร่ และเรือนแพในชุมชน เช่น ตลาดน้ำท่าเตียน ตลาดน้ำท้ายสนม ตลาดน้ำ ปากคลองตลาด ส่วนตลาดบกยังเป็นตลาดเล็ก ๆ โดยมากมักรับซื้อสินค้าอาหารจากแหล่งท่าน้ำมาขายให้แก่ชาวเมืองที่อยู่ในพระนครอีกต่อหนึ่ง เช่น บริเวณตลาดท้ายวังหรือตลาดท้ายสนม เป็นต้น

มาในสมัยรัชกาลที่ 2 มีการขยายพระบรมมหาราชวังทางทิศใต้ออกไปอีกราว 20 ไร่ครึ่ง และตัดถนนท้ายวังเพื่อคั่นระหว่าง พระบรมมหาราชวังและวัดโพธิ์ ไปเชื่อมต่อกับถนนสายเดิมทำให้เมื่อมีขบวนแห่ก็แห่ไปรอบพระบรมมหาราชวังได้ ช่วงนี้ยังมีการ​สร้างวังสำหรับพระราชโอรสเรียงรายต่อลงมาทางด้านใต้ท้ายวัดโพธิ์ เพื่อความสะดวกในการว่าราชการ และเพื่อแบ่งหน้าที่รับผิดชอบในการรักษาพื้นที่พระนคร ฝ่ายชาวบ้านทั่วไป นิยมตั้งบ้านเรือน จอดแพ อาศัยอยู่ตามริมน้ำเจ้าพระยาด้านเหนือของพระบรมมหาราชวังขึ้นไป รวมทั้งทางด้านใต้ของพระบรมมหาราชวัง แถบถนนมหาราช ท่าเตียนฯ และย่านริมแม่น้ำระหว่างปากคลองตลาดกับปากคลองโอ่งอ่าง มักเป็นหมู่บริวารของเจ้านายและขุนนาง โดยพบว่ามีชุมชนอยู่กันหนาแน่นทางด้านใต้ของตัวเมือง

สมัยรัชกาลที่ 3 มีการขยายเขตพระนครลงทางด้านทิศใต้มากขึ้นอีก เนื่องจากบรรยากาศการค้าที่เฟื่องฟูทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ และยังมีการพระราชทานวังเพิ่มขึ้นอีกหลายวังทางด้านใต้ แถบพื้นที่ระหว่างท่าเตียนถึงปากคลองตลาด มีการ​สร้างวังเพิ่มขึ้นอีก 8 วัง เป็นกลุ่มวังท้ายวัดพระเชตุพน 5 วัง ซึ่งปัจจุบันที่ยังเหลืออยู่คือบริเวณ สน.พระราชวัง กลุ่มวังใกล้ป้อมมหายักษ์ และป้อมมหาฤกษ์ อีก 2 วัง และวังจักรเพชร อีก 1 วัง ในยุคนี้วังถือเป็นศูนย์กลางกระจายความเจริญ รวมทั้งบ้านเรือนของเหล่าขุนนางที่กระจายตัวออกไปทั้งภายในและภายนอกเมือง เช่น แถบริมคลองคูเมือง ริมสะพานช้างโรงสี หน้าวัดเลียบภายในเขตกำแพงเมือง ปากคลองตลาด เป็นต้น

ส่วนที่วัดโพธิ์มีการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ เป็นเวลานาน​กว่า 16 ปี มีการ​สร้างพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ ตลอดจนจัดทำให้เป็นแหล่งรวมสรรพศิลป์และสรรพศาสตร์แขนงต่าง ๆ เพื่อเป็นแหล่งความรู้แก่ประชาชนทั่วไป มีการปั้นรูปฤาษีดัดตนไว้เป็น​ต้นแบบในการรักษาโรคแบบพึ่งตนเอง เปรียบดังมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรก ที่รวมเอาภูมิปัญญาไทยไว้เป็นมรดกให้ลูกหลานไทยได้เรียนรู้สืบมาจนทุกวัน สมัยนี้ยังมีการ​สร้างอู่จอดเรือ สำหรับเป็นที่เก็บเรือกัญญาของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส และยังสร้างอาคารแถวชั้นเดียวเพื่อเป็นห้องพักของพวกฝีพาย เป็นอาคารชั้นเดียว 11 ห้องที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัย ร. 3 โรงจอดเรือ และอาคารเก่าแก่เหล่านี้อยู่ใกล้ ๆ ริมน้ำ ตรงแถวซอยประตูนกยูง ปัจจุบันสถาปัตยกรรมเก่าแก่เหล่านี้ทางชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ช่วยกันอนุรักษ์รักษาไว้

ต่อมาราวสมัยรัชกาลที่ 4 ผลพวงจากสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ทำให้มีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการพัฒนา จากวิถีชีวิตแบบชุมชนชาวน้ำ ก็ค่อย ๆเปลี่ยนแปรมาเป็นวิถีชีวิตชาวเมืองบนบก มีการตัดถนนสายใหม่ ๆเกิดขึ้น และสร้างตึกแถวเรียงรายไปตามถนนเพื่อให้พ่อค้าชาวจีน แขก และฝรั่งเช่าทำการค้าและอยู่อาศัย เริ่มมีการนำสินค้าประเภทเดียวกันมาวางขายใกล้เคียงกัน จนเกิดเป็นย่านการค้า บริเวณถนนท้ายวังลงมาทางท่าเตียน โปรดฯ ให้สร้างตึก 4 หลัง เพื่อใช้ในกิจราชการ เช่น กงสุลต่างประเทศ หรือใช้เป็นที่ทำการของ​กรมเจ้าท่า บางครั้งยังใช้เป็นที่รับรองแขกบ้านแขกเมือง หรือเป็นที่อยู่ของฝรั่งที่เข้ามารับราชการ

ส่วนบริเวณท่าเตียนภายหลัง​จากเกิดเหตุไฟไหม้วัง​เจ้านายจนกลายเป็นพื้นที่​ราบเตียน บริเวณพื้นที่ดังกล่าวจึงกลายเป็นทำเลที่ตั้งตลาด รับสินค้าจากสวนฝั่งธนบุรี อาหารทะเล และสินค้าต่างเมือง เพราะอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและมีท่าจอดเรือ และอยู่ใจกลาง​เมืองจึงจัดทำเป็นตลาดโดยย้ายตลาดท้ายวัง หรือตลาดท้ายสนม (ตลาดบก) มารวมตั้งเป็น "ตลาดท่าเตียน" มีเรือแพสินค้าคึกคัก เป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับราษฎรทั่วไปเริ่มมีการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนหนาแน่นคึกคักริมน้ำเจ้าพระยาทางทิศใต้ซึ่งเป็นชุมชนจีน มีพ่อค้าคหบดีจีนสร้างบ้านแบบจีนและปลูกแพหน้าบ้านเรียงรายกันไปรวมทั้งเจ้าสัวยิ้ม (พระพิสณฑ์สมบัติบริบูรณ์) และนายอากรต่าง ๆ นอกจากนี้ยังนิยมปลูกบ้านเรือนในบริเวณที่มีตึกแถว ห้างร้านค้าขายเพิ่มมากขึ้น ในส่วนของราษฎรซึ่งส่วนมากเป็นไพร่หลวงและไพร่สม กำลังของพวกเจ้านาย ปลูกเรือนแบบง่าย ๆ แบบเพิงหมาแหงนอยู่ตามริมกำแพงพระนคร ซึ่งเลียบไปตามคลองรอบกรุงเป็นระยะ ๆ โดยใช้กำแพงเมืองเป็นผนังด้านหลัง บางแห่งเปิดด้านหน้าเพิงออกขายของเล็กน้อย เพื่อการยังชีพ

มาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นยุคพัฒนาบ้านเมืองให้ก้าวทันตะวันตก จึงเกิดการพัฒนาด้านสาธารณูปโภคในประเทศ กรุงเทพฯ เองจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้เป็นเมืองสมัยใหม่ ป้อมและกำแพงเมืองที่เคยเป็นความจำเป็นมาแต่โบราณ จึงถูกรื้อลงเป็นจำนวนมาก เพื่อขยายพื้นที่เมืองออกไปกว้างขวางทุกทิศทุกทางมีการขุดคลอง ตัดถนนและขยายถนนเพิ่มเติมขึ้นอีกหลายสาย เช่น เยาวราช สีลมฯ 

ระบบการคมนาคมสมัยใหม่ ดังเช่น รถราง ถูกนำเข้ามาใช้ มีการพัฒนาที่ดินในลักษณะตึกแถวริมถนนสายหลัก ตึกแถวล้อมรอบวังและที่พักอาศัยในลักษณะบล็อกอย่างเห็นได้ชัดเจน ความเจริญของเมืองกระจายตัวออกสู่ส่วนต่าง ๆรายรอบ โดยมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่พระบรมมหาราชวัง

ระยะนี้ตามถิ่นฐานชุมชนในบริเวณ เกาะรัตนโกสินทร์ รอบ ๆพระบรมมหาราชวัง ยังคงมีวัง​เจ้านายอยู่แต่ลดลงมาก บ้านขุนนางและบ้านเรือนในเขตนี้มีน้อย แต่บริเวณตลาดท่าเตียน กลายเป็นตลาดใหญ่ และเป็นย่านที่พักสำหรับชาวต่างประเทศที่เข้ามารับราชการมาเช่าอยู่ ส่วนทางด้านใต้ตั้งแต่คลองตลาดลงไปถึงคลองโอ่งอ่างเป็นย่านคนจีน

สมัยรัชกาลที่ 6 ยุคนี้ย่านท่าเตียนมีกลุ่มตึกแถวตึกที่สร้างขึ้นใหม่ เป็นกลุ่มอาคารตึกแถวที่อยู่มาทางแถบซอยประตูนกยูง แต่ไม่มีการ​สร้างวัด และพระราชวังในเขตเกาะรัตนโกสินทร์แล้ว มีเพียงการตัดถนนและสร้างสะพานเพิ่มเติมจากรัชกาลก่อน และเมื่อบทบาทของคลองได้ลดความสำคัญลงจึง เริ่มมีการถมคลองเพื่อทำถนน ชุมชนกรุงเทพฯ ได้เป็นชุมชนบกตามแนวถนนมากยิ่งขึ้น ความหนาแน่นของการใช้ที่ดินในเมืองเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

ในรัชกาลที่ 7 ความหนาแน่นของการใช้ที่ดินเริ่มลุกลามไปยังชานเมืองและล้นข้ามไปทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา มีการ​สร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อเชื่อมกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกกับฝั่งตะวันตกเป็นครั้งแรก ได้แก่สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ เปิดใช้เมื่อ พ.ศ.2475

สมัยรัชกาลที่ 8-9 ในระยะนี้ความเจริญทางวัตถุต่าง ๆจากต่างประเทศหลั่งไหลมาสู่ประเทศไทย​อย่างรวดเร็ว รูปแบบการดำรงชีวิตของคนไทยเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเมืองด้วย และเมื่อความเป็นเมืองขยายตัวไปยังฝั่งธนฯ จึงยิ่งส่งผลให้บรรยากาศการค้าแถบท่าเตียนยิ่งคึกคักมากขึ้น รวมถึงพื้นที่แถบปากคลองตลาด และบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ ที่มีการใช้ที่ดินในลักษณะเกาะกลุ่มกันเพิ่มขึ้น พื้นที่ในแถบย่านเหล่านี้ถูกใช้เป็นสถานที่ราชการ รวมทั้งมีการใช้ที่ดินในเชิงพาณิชย์ จนถึงมีความเป็นย่านต่าง ๆที่ชัดเจนมาก

สำหรับบรรยากาศความเป็นย่านการค้าที่คึกคักของท่าเตียนนั้นนับได้ว่าสืบมาแต่อดีต โดยราวสมัยรัชกาลที่ 5 บริเวณท่าเตียนมีตลาดใหญ่อยู่ 2 ตลาด คือ ตลาดมรกฎ ที่ได้ชื่อมาจาก เจ้าจอมมารดามรกต พระมารดาของกรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินและสร้างตลาดสดขึ้น ในราว พ.ศ.2444 อันเป็นช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่เกิดวังเพ็ญพัฒน์

ในอดีตตลาดมรกฎมีตึกแถวที่สร้างแบบก่ออิฐถือปูน และมีห้องแถวเป็นเรือนไม้สองข้าง ตัวตลาดเปิดโล่ง ด้านที่ติดกับริมน้ำเป็นท่าเรือใหญ่ เรียกว่า ท่าเรือสุพรรณ หรือท่าเรือสีเลือดหมู เป็นแหล่งที่มีทั้งผู้คนและสินค้าไหลเวียนตลอดเวลา ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ตลาดมรกตจัดว่ารุ่งเรืองถึงที่สุด เป็นแหล่งจำหน่ายมีสินค้าทุกชนิดเปิดขายตลอด 24 ชั่วโมง มีร้านค้าแบบยี่ปั๊วทั้งส่งและปลีก น่าเสียดายที่มาเกิดเหตุเพลิงไหม้ตลาดมรกฎ ในราว พ.ศ.2506 จึงมีการรื้อตลาดสร้างเป็นตึกแถว เหลือเพียงตลาดขนาดเล็กที่ต่อมาก็รื้อออกอีก ปัจจุบันคือบริเวณธนาคารกรุงไทย สาขาท่าเตียน นั่นเอง

ส่วนตลาดท่าเตียนปัจจุบัน คือตลาดท่าเตียนที่อยู่บริเวณท่าโรงโม่เดิม หรือบริเวณทางเข้า​ท่าเรือข้ามฟากไปยังฝั่งวัดอรุณนั่นเอง โดยอยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ก่อนหน้านี้ได้ทำการปิดปรับปรุงไปช่วงระยะหนึ่ง เกรียงไกร โอฬารพันธุ์สกุล ประธานชุมชนท่าเตียน บอกมาว่า "คาดว่าคงเปิดขายได้เต็มพื้นที่ในช่วงกลางปีนี้เป็นต้นไป รับรองว่าเป็นที่ถูกใจและไม่มีที่ไหนเหมือน เพราะเรายังคงรักษารูปแบบวิถีชีวิตชาวท่าเตียนเอาไว้ได้หมด เราทำในแนวอนุรักษ์ แต่ขณะเดียวกันก็มีการปรับปรุงให้สอดคล้องไปกับยุคสมัย เรามีของครบทุกอย่างโดยเฉพาะข้าวของที่เป็นจุดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของท่าเตียน อย่างพวกอาหารทะเลแห้ง พวกเครื่องยาสมุนไพร ของกินของใช้ ของอร่อยที่อยู่คู่ท่าเตียน สินค้าโชว์ห่วย จุดเด่นของที่นี่คือเรามีวิถีชีวิตที่กลมกลืนไปกับความเป็นย่านการค้าที่เก่าแก่ยาวนาน และเรายังอนุรักษ์ไว้ เป็นจุดขายเป็นเสน่ห์ที่แตกต่างที่ที่อื่นไม่มี" ซึ่งแน่นอนความเจริญย่อมมีเข้ามาแต่ก็ทำให้กลมกลืนไปกับวิถีชุมชน และเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนไป

นอกจากนี้ท่าเตียนยังเป็นแหล่งต้นกำเนิดบทเพลงอมตะอย่าง เพลงลาวดวงเดือน อีกด้วย เดิมเพลงนี้ชื่อว่า เพลงลาวดำเนินเกวียน เป็นเพลงที่นิพนธ์โดย พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นพิงไชยมหินทโรดม หรือพระนามเดิมคือ พระองค์เจ้า​ชายเพ็ญพัฒนพงศ์ พระราชโอรสองค์ที่ 38 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากย่านท่าเตียนนี้เคยเป็นที่อยู่ของขุนนางและเจ้าขุนมูลนายหลายพระองค์ รวมถึง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิงไชยมหินทโรดม ผู้ทรงเป็นต้นราชสกุล "เพ็ญพัฒน์" วังที่ประทับของ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม เป็นบ้านของ เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) บิดาของ เจ้าจอมมารดากรกฎ มีชื่อเรียกว่า วังท่าเตียน มีโรงละครอยู่โรงหนึ่ง ในสมัยนั้นเรียกกันว่า ปริ๊นส์เทียเตอร์

แรงบันดาลใจที่ทำให้ทรงนิพนธ์บทเพลงนี้ขึ้น เล่ากันว่าในคราวหนึ่ง กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม ได้เสด็จไปราชการที่เชียงใหม่ ระหว่างประทับอยู่ที่นั่นทรงมีโอกาสได้พบรักกับเจ้าหญิงชมชื่น พระธิดาองค์โตของ เจ้าหลวงอินทวโรรสสุริยะวงศ์ เจ้านครเชียงใหม่ โปรดให้ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพเป็นเถ้าแก่เจรจาสู่ขอ แต่ก็ถูกผู้ใหญ่ทัดทาน จึงพลาดโอกาสที่จะได้สมรสกัน เป็นเหตุให้พระองค์โศกเศร้าเสียพระทัยมาก ทรงพระนิพนธ์เพลงนี้ขึ้น เพื่อเป็นการระลึกถึงเจ้าหญิงชมชื่น ความที่โปรดการดนตรีไทย จึงโปรดขับร้อง หรือให้มหาดเล็กขับร้องให้ฟังอยู่บ่อยครั้ง เชื่อกันว่าสาเหตุนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พระองค์ทรงตรอมพระทัย จนมีพระชนม์ชีพสั้นเพียง 28 พรรษาเท่านั้น ทรงสิ้นพระชนม์ลงด้วยโรคปอดเรื้อรัง กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม ทรงเสกสมรสกับ หม่อมเจ้า​หญิงวรรณวิลัย (กฤดากร) และมีพระธิดาด้วยกัน 1 พระองค์

เรื่องราวของท่าเตียนที่เล่ามานี้ หยิบยกเอามาแต่พอหอมปากหอมคอ เพราะท่าเตียนยังมีเรื่องเล่า และเรื่องราวแต่หนหลังที่เกี่ยวพันกับความเป็นมาและบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของแผ่นดินสยามหรือประเทศไทยเรา รวมถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เข้าทำนองพงศาวดารกระซิบในแถบท่าเตียนอยู่อีกมาก ดังที่คุณจุล สรุปไว้เป็นคำพูดสั้น ๆว่า "ท่าเตียนคือประเทศไทย และประเทศไทยก็คือท่าเตียน" บางคนอาจนึกว่า ไม่เกินไปหน่อยหรือ แต่ถ้าได้พูดคุยได้ทำความเข้าใจกับเรื่องเล่าจากปากคุณจุล จะพบว่า คำพูดสั้น ๆนี้มีความหมายลึกซึ้ง และคงไม่เกินเลยไปสำหรับผู้ที่ซาบซึ้งในคุณค่าของเรื่องราวประวัติศาสตร์ รักผูกพันในรากเหง้าดั้งเดิมของไทยเรา

เชื่อว่าท่าเตียน ยังคงเป็นย่านเก่าที่เปี่ยมเสน่ห์ เต็มไปด้วยวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่กลมกลืนสอดผสานไปในท่ามกลางสังคมสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว ตลาด และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ กลิ่นไอความเก่าและบรรยากาศของวิถีสมัยใหม่ที่สอดแทรกอยู่ด้วยกัน ทำให้ชาวชุมชนเรียนรู้ที่จะปรับตัว เปิดกว้างเพื่อรองรับสิ่งใหม่ ๆ อาจเป็นด้วยการ​อยู่ท่ามกลางความหลากหลายมาแต่อดีต ทำให้ชาวชุมชนท่าเตียนพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนเรียนรู้ แม้ไม่ได้เปิดกว้างจนพร้อมรับทุกการเปลี่ยนแปลงเพื่อมุ่งปรับเปลี่ยนวิถีให้เป็นแบบสมัยใหม่ แต่ก็ไม่ใช่ตีกรอบปิดทางจนไม่เปิดโอกาสให้สังคมสมัยใหม่ได้เข้าถึง หากแต่แนวทางพัฒนาท่าเตียนยึดหลักรักษาชุมชนเก่าก่อนให้อยู่กันอย่างผาสุก แล้วจัดสรรให้วิถีสมัยใหม่เข้ามาอยู่ร่วมกันผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว นับเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของชาวชุมชนท่าเตียนที่ไม่ค่อยมีให้เห็น

ก่อนจบลง ขอทิ้งท้ายเอาไว้ด้วยบทเพลงลาวดวงเดือน เพื่อน้อมรำลึกถึงพระคุณของ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม ผู้ให้กำเนิดเพลง ลาวดำเนินเกวียน ที่ภายหลังเรียกกันต่อ ๆมาในชื่อ ลาวดวงเดือน ที่ได้ทรงนิพนธ์ไว้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 บทเพลงนี้ยังคงเป็นบทเพลงอมตะที่ตราตรึงใจสำหรับผู้ที่รักในเสียงเพลงไทยมาตราบเท่ายุคสมัยปัจจุบันแห่งรัชกาลที่ 9 นี้

"...โอ้ละหนอดวงเดือน พี่มาเว้ารักเจ้าสาวคำดวง

โอ้ว่าดึกแล้วหนอพี่ขอลาล่วง อกพี่เป็นห่วงรักเจ้าดวงเดือนเอย

ขอลาแล้วเจ้าแก้วโกสุม (เอื้อน) พี่นี้รักเจ้าหนอขวัญตาเรียม

จะหาไหนมาเทียมโอ้เจ้าดวงเดือนเอย (ซ้ำ)

หอมกลิ่นเกสร เกสรดอกไม้ หอมกลิ่นคล้ายคล้ายเจ้าสูเรียมเอย (ซ้ำ)

หอมกลิ่นกรุ่นครันหอมนั้นยังบ่เลย เนื้อหอมทรามเชยเอยเราละเหนอ..."


(แหล่งที่มาข้อมูล: คุณจุล ดุลยวิจิตรเกษม คุณเกรียงไกร โอฬารพันธุ์สกุล หนังสือคู่มือท่าเตียนกรุงเทพฯ บทที่ 1 โดย มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ วัดโพธิ์คู่มือนำเที่ยว ชุมชนร้อยปีในกรุงรัตนโกสินทร์-ภราดร ศักดา) คุณเกรียงไกร โอฬารพันธุ์สกุล หนังสือคู่มือท่าเตียนกรุงเทพฯ บทที่ 1 โดย มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ วัดโพธิ์คู่มือนำเที่ยว ชุมชนร้อยปีในกรุงรัตนโกสินทร์-ภราดร ศักดา)