ล่าซุนยัดเซ็น (๑)

บันทึกวันวาร

ค่ำคืนหนึ่งใน เดือนตุลาคม ค.ศ.๑๘๙๖

ยามค่ำคืนในฤดูใบไม้ร่วงของลอนดอน ก็มีฝนและหมอกลงเช่นนั้นทุกคราวไป

จีนหนุ่มคนหนึ่งก้าวลงจากรถไฟสถานียูสตัน เขาเพิ่งลงเรือชื่อ "มาเจสติค" (Majestic) ซึ่งแล่นมาจอดเทียบท่าเรือลิเวอร์พูลเมื่อสองสามชั่วโมงก่อนหน้านี้ ตลอดเวลาของการเดินทางโดยเรือจากนครนิวยอร์ก จีนหนุ่มคนนี้รู้สึกว่าเขาต้องสำรวมระวังตัวมาตลอดทาง

ในวัยย่างเข้า ๒๐ ปี ดูท่าทีเขาเป็นคนจีนหนุ่มที่มีหน่วยก้านเป็นนักศึกษาที่เคร่งขรึมจากตะวันออกไกล และออกจะเป็นผู้แปลกหน้าแปลกตา เขาแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบบชาวตะวันตก ไว้หนวดเรียวเล็กดูคมสัน ผมดำสนิท หวีเรียบร้อยสั้นเกรียนท่าทางเดินเหินหนักแน่น เป็นสง่าผึ่งผายดุจชายชาติทหาร

ที่จริงเขาคือคนจีนหนุ่มที่เดินทางรอบโลกโดยหลบหนีออกจากประเทศจีนซึ่งเป็นบ้านของเขา หนีให้พ้นจากอำนาจแห่งพระจักรพรรดิเหนือหัว หนุ่มจีนคนนี้ต้องทนกลืนขนมปังที่แสนจะฝืดคอเมื่อตอนที่หลบไปอยู่ในดินแดนมาเก๊า ฮ่องกง สิงคโปร์ โยโกฮาม่า ปัตตาเวีย ฮอนโนลูลู และซานฟรานซิสโกเรื่อยมา

บัดนี้ เขาได้ก้าวสู่มหานครลอนดอน

เขาโบกมือเรียกรถแท็กซี่ให้ไปส่งที่โรงแรมฮาเซลล์ และนับตั้งแต่วินาทีนั้น ฉากแห่งการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นก็เริ่มขึ้น

ห้องพักบนโรงแรมที่คนหนุ่มจีนไปพักนั้นสภาพแวดล้อมก็ดูสบายดี ซึ่งเขาก็พอใจ ทั้งๆที่ภายนอกมีหมอกลงและฝนตกหนาเม็ด คนหนุ่มจากตะวันออกไกลก็พาตัวเองฝ่าหมอกและฝนไปตามท้องถนนของนครลอนดอน เที่ยวชมไปเรื่อยๆ ยวดยานวิ่งตามกันเหมือนกระแสน้ำ ทำให้ตื่นตาตื่นใจ

เขาตัดสินใจเลยไปพบอาจารย์ของเขาคนหนึ่งคือ ดร.เจมส์ คานต์ลี ผู้ซึ่งเคยเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยการแพทย์ในฮ่องกงมาก่อน เมื่อเกษียณอายุ ดร.เจมส์ได้กลับมาอยู่ลอนดอนที่บ้านเลขที่ ๔๖ ถนนดีวอนเซอร์ อาจารย์คานต์ลีต้อนรับหนุ่มจีนที่สวนดอกไม้หลังบ้าน ทั้งสองถามไถ่ทุกข์-สุขตามประสาลูกศิษย์กับอาจารย์

หนุ่มจีนได้เล่าเรื่องที่ทำให้องค์จักรพรรดิพิโรธ เมื่อจะนำประชาธิปไตยมาปกครองแทนระบบจักรพรรดิ อาจารย์คานต์ลีเกิดความหนักใจเป็นอย่างมาก

"รู้ไหมว่าตรงที่เราคุยกันอยู่นี้ ไม่ไกลจากสถานทูตจีนเท่าไรเลย"

ฝ่ายภรรยาอาจารย์คานต์ลี ซึ่งนั่งร่วมคุยด้วยก็พลอยผสมขึ้นว่า

"สถานทูตจีนนั้นมีเครือข่ายมาก ขอให้ระวังตัว พวกในสถานทูตอยู่ในวิสัยที่จะลอบจับเอาไปแล้วก็ส่งกลับจีนแผ่นดินใหญ่ได้"

จะว่าไปแล้วจีนหนุ่มก็รู้สึกว่า นครลอนดอนให้ความอบอุ่นใจ ในฐานะเมืองหลวงอันโดดเด่นแห่งนี้ จะเป็นศูนย์กลางที่จะให้ความยุติธรรมแก่เขาเป็นอย่างดี

วันต่อมาหนุ่มจีนคนเดิมได้ไปหาอาจารย์อีกคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ที่ลอนดอนเหมือนกัน คือ ดร.เฮนรี่ แมนสัน อาจารย์คนนี้ก็เตือนให้เขาห่างๆสถานทูตจีนให้มากที่สุดเช่นกัน แต่ว่าเขาก็มิได้เห็นว่าสลักสำคัญ

จริงอยู่เขาเป็นคนถูกหมายสั่งจับในผืนแผ่นดินจีน แต่ที่นี่ลอนดอน ห่างคนละซีกโลก เขาเองก็รู้สึกว่าปลอดภัยทุกอย่าง

นักศึกษาหนุ่มได้รับความช่วยเหลือจากอาจารย์คานต์ลี ให้ย้ายโรงแรมฮาเซลล์มาอยู่ห้องพักใหม่ที่โรงแรม "เกรย์"

จากห้องพัก นักศึกษาจีนหนุ่มก็ออกเดินมุ่งหน้าไปถนนดีวอนเซอร์ ตั้งใจว่าจะไปโบสถ์ร่วมกับครอบครัวดร.คานต์ลี แต่ระหว่างเดินทางไปหาอาจารย์นั้น เขาก็ไปติดอยู่ที่ละแวกออกซ์ฟอร์ด เซอร์คัส อันเป็นย่านที่มียวดยานจอแจ รถติด ถึงตอนนี้เขาก็รู้ตัวว่าถูกติดตามสะกดรอย

เขารู้ตัวด้วยว่า ตรงที่เขาเดินอยู่นี้ไม่ไกลจากสถานทูตจีนที่ตั้งอยู่ถนนพอร์ตแลนด์เท่าไรนัก เป็นการจวนตัวช้าไปสำหรับคิดจะหลบหลีกการติดตาม เขาเหลียวไปมองเห็นคนจีนคนหนึ่งในชุดขุนนางจีน ยืนอยู่ห่างจากเขาไปแค่ ๓ หลา มันไม่ใช่เป็นเหตุบังเอิญ คนจีนคนนั้นสาวเท้าเข้ามาอย่างรีบร้อน จนกระทั่งเดินมาทันตอนที่เขากำลังจะข้ามถนน เขาโปรยยิ้มให้อย่างสุภาพแล้วเอ่ยว่า

"ขอโทษ คุณเป็นญี่ปุ่นหรือจีนครับ" ชายคนนั้นมีอายุ พูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก

"ผมเป็นคนจีน" นักศึกษาหนุ่มตอบอย่างลังเลใจ ลึกๆนั้นปักใจว่าตนนั้นถูกติดตามจากสถานทูตจีนแน่ๆ

"ขอโทษ คุณอยู่ภาคไหนของจีน!"

"กวางตุ้งครับ" ชายหนุ่มตอบ

"งั้นก็บ้านเดียวกัน เราพูดภาษาเดียวกัน ผมก็เป็นคนกวางตุ้งเหมือนคุณนั่นแหละ"

ชายแปลกหน้าที่ติดตามเปลี่ยนเป็นส่งภาษาจีนทันที พร้อมกันก็จับมือควงแขนมาด้วยกัน ส่งภาษาจีนตลอด พูดถึงอากาศในลอนดอน อาหารและอื่นๆ

เดินมาถึงถนนคาเวนติส ตรงนั้นก็มีคนจีนโผล่มาจากซอยข้างทางอย่างเงียบเชียบ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกคนหนึ่ง จีนคนใหม่นี้เข้ามาร่วมทางกับคนทั้งสอง โดยเดินขนาบอีกข้างหนึ่งของนักศึกษาหนุ่มอย่างหน้าเฉยตาเฉย การพูดคุยก็เป็นไปแบบกันเอง ตามประสาคนกวางตุ้งด้วยกัน จนกระทั่งคนจีนที่มาใหม่ เอ่ยปากชวนไปดื่มน้ำชาที่ห้องพักของเขาสักคนละถ้วย

"เสียใจ ผมไปไม่ได้ ผมกำลังจะไปหาเพื่อน เรานัดจะไปโบสถ์ด้วยกัน เอาไว้โอกาสหน้าครับ"

ฉับพลันนั่นเอง ก็มีจีนแปลกหน้าคนที่ ๓ โผล่พรวดออกมาจากไหน เมื่อไร ไม่ทันเห็น แต่งตัวชุดขุนนางจีนอีกเหมือนกัน หน้าตาจีนคนใหม่ไม่น่าไว้วางใจ เขาอยู่ในวิสัยที่จะรุนแรงกับใครก็ได้ทุกเมื่อ

ในบัดดล ท่าทีอันสุภาพของคนจีน ๒ คนแรกที่เดินขนาบซ้ายขวาก็เปลี่ยนแปลงไปทันที เขาช่วยกันลากนักศึกษาคนหนุ่ม ฉุดกระชากลากตัวอ้อมมุมถนนไปยังสถานที่แห่งหนึ่งในถนนพอร์ตแลนด์ เลขที่ ๔๙ ประตูบ้านเปิดรับเหมือนนัดหมายกันไว้แล้ว หนุ่มคนจีนนักศึกษาก็ถูกฉุดลากตัวขึ้นบันไดไปตามทางสู่ห้องโถง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดขึ้นในท้องถนนแห่งกรุงลอนดอน ไม่มีใครสงสัยกระโตกกระตาก หรือล่วงรู้ มันอาจเป็นเพราะหน่วยสืบราชการลับของจีนระแคะระคายการเล็ดลอดหนีของนักศึกษาคนนั้น ถึงแม้เขาจะใช้ครึ่งซีกโลกกั้นกลางไว้ก็ตาม

อีก ๒-๓ นาทีต่อมา เขาจึงรู้ตัวว่า เขาถูกนำมาอยู่ห้องโถงใหญ่ห้องหนึ่ง ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์หรูหรา เขาถูกใส่กุญแจขังไว้ภายในห้องนั้นตามลำพัง

ประตูห้องอันสวยงามนั้น ติดลูกกรงเหล็กกั้นไว้อย่างแข็งแรง เขาไม่สงสัยเลยว่า ขณะนี้เขาถูกจับกักขังไว้ในสถานทูต โดยสมเด็จพระจักรพรรดิจีนแล้ว นอกถนนดีวอนเซอร์ออกไป ครอบครัวอาจารย์คานต์ลีคงจะเฝ้าคอย และจะนึกสงสัยไหมหนอว่าเขาถูกควบคุมตัวแล้ว หรือคิดว่าเขาลืมที่นัดกันไว้

ส่วนบุคคลทางสถานทูตจีนจะคิดอย่างไร เขาเองก็หนีมาไกลแล้ว น่าที่พระองค์จะทรงหายกริ้วได้แล้ว ปัญหาเหล่านี้เขาคงจะรู้ในไม่ช้า

อีก ๒ ชั่วโมงต่อมา จีนหนุ่มผู้หมดอิสรภาพก็ถูกย้ายนำตัวไปขังไว้อีกห้องหนึ่ง ซึ่งอยู่ชั้นสองของสถานทูตจีน ซึ่งเขามารู้ภายหลังว่าในสถานทูตจีนไม่มีผู้คนชาติอื่นเลยนอกจากคนจีน บางคนแต่งตัวแบบ ผู้บังคับบัญชา ขณะนั้นมีคนจีนสองคนเดินเข้ามาค้นตามตัว เก็บเอาสมบัติที่ติดตัวเขาไปจนเกลี้ยง แม้แต่นาฬิกาที่ใส่ไว้ในกระเป๋า จากนั้นเขาก็ถูกย้ายไปขังไว้บนชั้นสามของสถานทูตจีน หน้าต่างบานเล็กๆทุกบานตีลูกกรงเหล็กไว้แน่นหนา ทิวทัศน์ก็เห็นได้เฉพาะด้านหลัง ซึ่งมองเห็นแต่หมอกและควันคลุ้งไปหมด

ส่วนลึก เขาประหลาดใจในพฤติการณ์ที่เขาถูกจับมาขังอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว ขณะนั้นก็มีเสียงถอดกลอนประตูห้องที่ขังเขาอยู่ คนอังกฤษร่างสูง ผมสีขาว เดินเข้ามาในห้อง รู้ภายหลังว่าเขาคือ เซอร์ ฮาลลิเดย์ แมคคาร์ทนีย์ ทนายนักกฎหมาย ซึ่งมาทำงานกับสถานทูตจีนในฐานะทนายความประจำ เป็นที่ปรึกษาในกิจการทั่วๆไปด้วย

"พ่อหนุ่มที่รัก" ท่านเซอร์เอ่ยทักทาย

"บัดนี้ เหมือนกับเธอได้มาอยู่บนผืนแผ่นดินจีนของเธอเอง เธอย่อมอยู่ภายใต้กฎหมายของจีนเสมอ เอาละฉันขอทราบชื่อของเธอได้ไหม?"

นักศึกษาจีนหนุ่มก็แจ้งชื่อให้ทราบอย่างว่าง่าย

นักกฎหมายอมยิ้ม "เรารู้ดีว่าเธอชื่อ ซุนเวน"

อันที่จริงชื่อที่เขาเอ่ยมานั้นเป็นชื่อที่เขาใช้คิดในการปฏิวัติ ใช้เป็นนามแฝงในการเขียนบทความ เรื่องการเมือง และเขียนในใบประกาศเกี่ยวกับการเมืองตามความคิดของนักศึกษาหนุ่ม

"เราได้รับรายงานของเธอมาอย่างละเอียดแล้ว ในโทรเลขจากสหรัฐอเมริกา บอกให้เราทราบว่า เธอกำลังเดินทางมาลอนดอน บนเรือมาเจสติค ทางเสนาบดีจีนก็ได้บอกมาว่าให้จับตัวเธอไว้"

"จับทำไมครับ"

"เธอน่าจะรู้เรื่องดีแล้วว่า เธอทำความไม่พอใจให้กับพระจักรพรรดิและกับรัฐบาลของเธอใช่ไหมล่ะ!"

ผู้ตกเป็นเชลยนั่งนิ่ง เขารู้ได้ดีว่าการกระทำอะไรลงไปภายใต้รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และเป็นความขัดแย้งแล้ว ก็จะเป็นอาชญากรทันที

ช่วงเวลาที่ทนายความชาวอังกฤษตั้งข้อหากับเขาอยู่นั้น คนหนุ่มจีนนึกในใจว่า แน่นอน จิตใจทนายคงยึดมั่นเฉพาะคดีที่เขาได้รับมอบหมายในฐานะของชาวอังกฤษ โดยมารยาทแล้วเขาย่อมจะต้องซื่อสัตย์ต่อนายจ้างของเขาอย่างเหนียวแน่น

"ซุนเวน เธอน่ะแหละบังอาจก่อการยุยงให้มีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศจีน เธอนี่เองที่ส่งเอกสารยุยงไปให้แก่ 'ซุงลียาเมน' ในกรุงปักกิ่ง ขอร้องให้นำเอกสารนั้นถวายพระจักรพรรดิจีนใช่ไหม!"

"ใช่ ผมทำเช่นนั้นจริง"

"เราที่อยู่ในลอนดอนได้รับคำสั่งให้กักตัวไว้ จนกว่าจะมีพระราชประสงค์จากองค์พระจักรพรรดิให้จัดการอย่างใดกับเธอ"

เชลยนั่งนิ่งนึกถึงพระราชประสงค์ เขามองเห็นเพชฌฆาต มองเห็นภาพตัวเองศีรษะขาดกระเด็น

"ผมขออนุญาตส่งข่าวให้เพื่อนทราบได้ไหมว่าผมอยู่ที่สถานทูตจีนนี้"

"โอ ไม่ได้ๆ อย่างดีเธอก็เขียนจดหมายถึงเจ้าของห้องพักให้ฝากข้าวของของเธอมาให้ นั่นพอจะทำได้"

เชลยจีนหนุ่มยอมทำตาม ทนายของสถานทูตจีนพูดแล้วก็หยุดลงแค่นั้น ปล่อยให้เชลยจีนนั่งคิดต่อไปโดยลำพัง การเข้ามาพบของทนายสถานทูตก็เพื่อใช้เล่ห์เหลี่ยมล้วงถามเอาความจริง โดยเฉพาะในสิ่งที่เกี่ยวกับเอกสารที่คนหนุ่มจีนเขียน เพื่อให้ทนายมีความแน่ใจในพฤติกรรมของเขาในจีน

อีกหนึ่งชั่วโมงต่อมาก็มีเสียงเอะอะอึกทึก เนื่องจากมีช่างไม้หลายคนกรูเข้ามาทำกลอนประตูเพิ่มตรงหน้าประตูห้อง ซ้ำยังจัดคนยามอีกสองคนให้มายืนเฝ้าตรงประตูตลอด ๒๔ ชั่วโมง คนยามพูดคุยกันเป็นภาษากวางตุ้ง เสียงลอดประตูเข้ามา นักศึกษาเชลยพยายามตีสนิทเป็นมิตรกับยาม แต่ก็ไร้ผล กลับถูกยามเปิดประตูเข้ามา ค้นหาทรัพย์สินในตัวริบเอากุญแจกับมีดพกไปด้วย เคราะห์ดีที่ไม่พบธนบัตรอังกฤษที่ซุกซ่อนเอาไว้

วันนั้นทั้งวันผ่านไปไม่มีอะไรเกิดขึ้น บ่ายมากแล้วยามได้เข้ามาถามจีนหนุ่มว่า ต้องการอาหารอะไรบ้าง ซึ่งเขาก็ขอนมเพียงแก้วเดียว พอตกถึงเวลาทุ่มตรง มีคนรับใช้ชาวอังกฤษสองคนเข้ามาทำความสะอาด นำเอาถ่านหินและไม้ฟืนมาใส่เตาผิงกันหนาว ทั้งสองคนคงจะถูกกำชับอย่างเฉียบขาดว่าไม่ให้พูดคุยสนิทสนมกับคนจีนหนุ่มเชลย จนดูเหมือนว่าในห้องนั้นไม่มีใครเลย

นักโทษนอนไม่หลับตลอดคืน ถึงเตียงนอนจะสบาย เขาก็มิได้เปลี่ยนเสื้อผ้า คงนอนฟังเสียงยามคุยกัน ฟังเสียงสารพัดที่มาทางหน้าต่าง ฟังเสียงจอแจยามค่ำคืนของนครลอนดอน ฟังเสียงฝีเท้ากีบม้าที่ลากรถกับเสียงล้อรถม้าที่วิ่งไปบนถนนโรยกรวด สมองเขาคิดร้อยแปดร้อยพันปัญหาในสมองและหัวใจ เขาไม่กลัวความตาย แต่ไม่ใช่วิธีนี้ มันต่ำต้อยบัดซบเกินไป

เช้าวันรุ่งขึ้น หน้าเชลยจีนหนุ่มซีดและโผเผ ตรงข้ามกับจิตใจดูเข้มแข็งดีกว่าวันวาน แน่ใจว่าตอนนี้จะเอาตัวรอดจากห้องขังนี้คงไม่มีทาง เขาก็พยายามหาทางติดสินบน เขาจะต้องหาทางต่อรองอะไรบางอย่าง ก่อนอื่นเขายังคิดอยู่เสมอว่ายังมีเวลาที่จะเอาตัวรอด เพราะใครๆก็ตักเตือนเขาแล้วว่า อย่าเข้าไปใกล้สถานทูต ซึ่งเขาเหล่านั้นเมื่อมาเห็นเขาหายหน้าไป อย่างไรเสียก็คงจะคาดคะเนว่าควรจะติดตามตัวเขา