นิทรรศการงานวัดลอยฟ้า 2,600 ปี มีครั้งเดียว เนรมิตรอยัลพารากอนฮอลล์เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม

ธรรมปฏิบัติ

หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ร่วมกับ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กระทรวงวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร รัฐบาล และหน่วยงานเอกชนอื่นๆมีส่วนร่วมในการจัดงานใหญ่ งาน "วัดลอยฟ้า 2,600 ปี มีเพียงครั้งเดียว" ด้วยการเนรมิตรอยัลพารากอนฮอลล์ บริเวณชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอนให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของบรรดาประสกสีกา พุทธศาสนิกชนนุ่งขาวห่มขาวหรือแต่งตัวเรียบร้อยจำนวน 26,000 คน เพื่อร่วมใจกันปฏิบัติธรรมภายในศูนย์การค้าที่ทันสมัยสุดสุดแห่งหนึ่งท่ามกลางใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ในระหว่างวันพฤหัสบดีที่ 17 - วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคมนี้

นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ กล่าวว่างานนี้เป็นจุดเริ่มต้นของ เทศกาลBuddhist Fair รูปแบบนำร่องกิจกรรมเกี่ยวกับพุทธศาสนา ทำเป็นลานวัดแสดงธรรม มีการบรรยายธรรมเสวนา การแสดงดนตรีจำลอง ภายในมีมหาวิหาร นิทรรศการพระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยเรื่องอะไร มหาเจดีย์ การสักการะแสดงธรรม การปฏิบัติธรรมด้วยความสงบ ไม่มีสิ่งใดมารบกวนอันจะได้บรรลุถึงแก่นแท้ของพุทธศาสนา เป็นความสงบท่ามกลางความวุ่นวาย เป็นเทศกาลพุทธลีลาของชาวพุทธให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่นและผู้เบิกบานในอันที่จะเผยแพร่ธรรมะของพระพุทธเจ้าสู่ชาวโลก

นิทรรศการชุดที่ 1 ช่วงชีวิตพระพุทธเจ้าน่าเรียนรู้และเป็นแบบอย่าง

1. เกิด เติบโต แต่งงาน

สิ่งแสดงประกอบด้วย ปูนปั้นพุทธประวัติภาพพระนางสิริมหามายาทรงพระสุบิน มีพระประสูติกาลที่ลุมพินีวันกับการทำนายพระสิตธัตถะกุมาร (สวนโมกข์ไชยา)

Baby Buddha และหินมีรอยพระบาท 7 ก้อน (เสถียรธรรมสถาน)

"...เราเป็นเลิศที่สุดในโลก ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา..."

"...ถ้าอยู่ครองเรือนก็จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม หรือถ้าเสด็จออกผนวชเป็นบรรพชิตจักเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก..."

2. ออกบวช พากเพียรเรียนรู้

สิ่งแสดงประกอบด้วย ปูนปั้นมหาภิเนษกรมณ์จากบรมพุทโธ (สวนโมกข์กรุงเทพฯ)

และพระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยา (หมอบัญชา)

"...ราหุลํ ชาโต พันธนํ ชาต บ่วงเกิดแล้ว เครื่องจองจำเกิดแล้ว..."

"...เหมือนสายพิณควรจะขึงพอดีจึงจะได้เสียงที่ไพเราะ...กามสุขัลลุกานุโยค...อัตกิลมาถานุโยค..."

3. ตรัสรู้

สิ่งแสดงประกอบด้วย ภาพปฏิจจสมุปบาทผืนใหญ่ (สวนโมกข์ไชยาและกรุงเทพฯ)

และถังกาทองคำจากกรุงลาซา (หมอบัญชา)

นานาพระพุทธรูปปางมารวิชัย 4องค์ จาก 4 ภาค (โรงหล่อฯ และหมอบัญชา)

และปูนปั้นพุทธประวัติภาพ "มหาโพธิวิหาร" (สวนโมกข์ไชยา)

และผ้า ภปร.ถวายคลุมแท่นวัชรอาสน์ ที่พุทธคยา (มูลนิธิพระดาบส)

"...แม้เลือดในกายของเราจะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูกก็ตาม ถ้ายังไม่บรรลุธรรมวิเศษแล้ว จะไม่ยอมหยุดความเพียรเป็นอันขาด..."

"...ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นปฏิจจสมุปบาท..."

"...ปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นธรรมลึกซึ้ง เป็นของลึกซึ้ง เพราะไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่แทงตลอดหลักธรรมข้อนี้แหละ หมู่สัตว์นี้จึงวุ่นวายเหมือนเส้นด้ายที่ขอดกันยุ่ง จึงขมวดเหมือนกลุ่มเส้นด้ายที่เป็นปม จึงเป็นเหมือนหญ้ามุงกระต่าย และหญ้าปล้อง จึงผ่านพ้นอบาย ทุคติ วินิบาต สังสารวัฏ ไปไม่ได้..."

4. เมตตาเผยแผ่และสอนสั่ง

สิ่งแสดงประกอบด้วย ปูนปั้นปฐมเทศนาจากบรมพุทโธ (สวนโมกข์กรุงเทพฯ)

และพระพุทธรูปปางปฐมเทศนาจากสารนาถ (เสถียรธรรมสถาน)

"...เปรียบเทียบมนุษย์เหมือนดอกบัว 4 เหล่า ในโลกนี้ยังมีเหล่าสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง สัตว์เหล่านั้นจะเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม เหล่าสัตว์ผู้ที่สามารถรู้ทั่วถึงธรรมได้ ยังมีอยู่..."

"...ทรงชี้ทางผิดอันได้แก่กามสุขัลลิกานุโยค(การประกอบตนให้ชุ่มอยู่ด้วยกาม) และอัตตกิลมถานุโยค(การทรมานตนให้ลำบาก) ว่าเป็นส่วนสุดที่บรรพชิตไม่ควรดำเนิน แต่เดินทางสายกลางที่เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา คือ มรรคมีองค์แปด เป็นไปเพื่อพระนิพพาน ทรงแสดงอริยสัจ 4 โดยละเอียด..."

5. ดับขันธปรินิพพาน

สิ่งแสดงประกอบด้วย ปูนปั้นพระสถูป หรือโกลิยกษัตริย์บูชาพระบรมสารีริกธาตุ (สวนโมกข์ไชยา)

และพระพุทธรูปปางไสยาสน์ ปรินิพพาน (เสถียรธรรมสถาน)

"...ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยอันที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว..."

"...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นวาจาครั้งสุดท้าย ที่เราจะกล่าวแก่ท่านทั้งหลาย สังขารทั้งหลายทั้งปวงมีความสิ้นไปและเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำความรอดพ้นให้บริบูรณ์ถึงที่สุด ด้วยความไม่ประมาทเถิด..."

นิทรรศการชุดที่ 2

คุณรู้แล้วใช่ไหมว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร?

เขาว่ากันว่าพระพุทธเจ้า...

o ตรัสรู้ พระธรรม?...คือ ความจริง

o ตรัสรู้ พระโพธิญาณ? พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ?...คือ ความรู้ในสัจธรรม

o ตรัสรู้ อริยสัจ 4 ประการ?...คือ ความจริงอันประเสริฐ ประกอบด้วย ทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ ทุกขนิโรธคามีนีปฏิปทา หรือเรียกโดยย่อว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค"

o ตรัสรู้ กฎของธรรมชาติ?...คือ อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท

o ตรัสรู้ อิทัปปัจจยตา?...คือ กฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่ว่าด้วยการอิงอาศัยเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันอย่างต่อเนื่องเสมอไป ไม่มีสิ่งใดเกิดได้ลอยๆ โดยไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย

o ตรัสรู้ ปฏิจจสมุปปบาท?...คือ การอาศัยกันพร้อมแล้วเกิดขึ้นของความคิดนึกจนเกิดเป็นความทุกข์ 12 ประการ อันเนื่องจากความไม่รู้ความจริงแท้ที่ถูกต้อง รู้ว่าความทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร ความดับทุกข์เกิดได้อย่างไร

o ตรัสรู้ ธรรมะ 4 ความหมาย?...ความจริงของธรรมชาติ กฎของธรรมชาติ หน้าที่ที่พึงกระทำตามกฎของธรรมชาติ และการได้รับผลจากการปฏิบัติอันเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ

o ตรัสรู้ ไตรลักษณ์?...คือ ลักษณะสามัญ 3 ประการของสรรพสิ่ง คือ ความเปลี่ยนแปลงไม่เที่ยงแท้ตายตัว ความทนอยู่ได้ยาก และความไม่มีตัวมีตนอย่างแท้จริง

o ตรัสรู้ มรรคมีองค์ 8?...คือ แนวทางปฏิบัติอันประเสริฐ 8 ประการ เพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมมนุษย์

ทรงตรัสรู้หลายอย่างจัง ยังมีอะไรอีกไหม ????? ข อง่ายๆ ได้ไหม ???????

"ตรัสรู้กฎแห่งความเป็นจริงของธรรมชาติที่ว่าด้วยสรรพสิ่งและสัมพันธภาพที่มีแก่กันและกัน เป็นเหตุและปัจจัยเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ (อนิจจัง) ไม่มีสิ่งใดฝืนทนได้ (ทุกขัง) และแท้จริงแล้วหามีสิ่งใดจริงแท้ไม่ (อนัตตา) ล้วนแต่เป็นอยู่ชั่วขณะจากเหตุปัจจัยและกำลังเปลี่ยนไปตามเหตุและปัจจัย (อิทัปปัจจยตา) หาใช่ตัวใช่ตนเราเขาหรือของเราของเขาไม่"

พร้อมกับทรง "ตรัสรู้แจ้งในวิถีแห่งจิตที่เหตุปัจจัยต่างๆ (สมุทัย) มาประกอบกันพร้อมให้เกิดทุกข์ (ปฏิจจสมุปบาท) ตรัสรู้หนทางการฝึกฝนบ่มเพาะพัฒนาด้วยศีล สมาธิ ปัญญา (ไตรสิกขา มรรคมีองค์แปด) ให้สามารถลดทุกข์ลงจนบรรลุถึงซึ่งสุขที่แท้จริง (นิโรธ นิพพาน) ได้"

แล้วจะเอาไปใช้ในชีวิตได้อย่างไร?

o ท่านพุทธทาสภิกขุเสนอว่า "ขอให้ท่านทั้งหลายจดจำให้ดี แล้วเอาไปคิด ไปนึก ไปใคร่ครวญ ไปทดสอบ ไปปฏิบัติดู ที่ขอร้องให้ปฏิบัติเป็นอย่างยิ่งก็คือว่า ถ้ามันเกิดความทุกข์หม่นหมองใจ แม้แต่นิดเดียวขึ้นมา แล้วก็รีบหาให้พบว่า มันมาจากยึดมั่นถือมั่นในอะไร? เพราะยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้นมันจึงได้เป็นทุกข์ ถ้าว่างไปเสียจากความยึดมั่นถือมั่น จิตว่างจากความยึดมั่นถือมั่น ไม่มีทางที่จะเกิดความทุกข์

o เราป้องกันไม่ให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นด้วยสติ เราต้องมีสติ เราจึงต้องฝึกกรรมฐานให้มันมีสติ ให้ระลึกได้โดยเร็ว นี้เรียกว่าสติ ให้มีปัญญารู้เรื่องอิทัปปัจจยตานี้ ซึ่งสรุปแล้วก็จะเหลือแต่ตถตา ว่ามันเช่นนั้นเอง มันเช่นนั้นเอง อริยสัจจ์ก็ดี ปฏิจจสมุปบาทก็ดี คือความเป็นเช่นนั้นเอง ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตนอะไร นี่เรียกว่าปัญญา

o พอกระทบอะไรทางตาเป็นต้น ก็ให้มีสติ เอาปัญญาว่าเช่นนั้นเองมาทันท่วงที เห็นว่าสิ่งนี้เช่นนั้นเอง ผัสสะนี้เช่นนั้นเอง เวทนานี้เช่นนั้นเอง แล้วก็ไม่ยึดถือ ก็ไม่เกิดความอยาก คือตัณหา ไม่เกิดความยึดถือ คือ อุปาทาน มันก็ไม่เกิดทุกข์ เพราะว่ามีสติรวดเร็ว เอาปัญญามาเพียงพอว่ามันเช่นนั้นเอง ผัสสะเช่นนั้นเอง เวทนาเช่นนั้นเอง อย่างนี้เรียกว่า ไม่โง่เมื่อมีผัสสะ คำพูดสั้นๆ เมื่อตอนกลางวันว่าไม่โง่ เมื่อมีผัสสะ นั่นแหละเป็นหลักสำคัญ ที่จะไม่ให้เกิดความทุกข์

o เดี๋ยวนี้เรามันโง่ จนความทุกข์เกิดแล้วก็ยังไม่รู้สึก ฉะนั้นจะต้องมีสติว่องไวฉับพลันทันที ถ้ามันไม่ว่องไวฉับพลันทันที มันก็ต้องฝึกมัน ฝึกมัน ก็ต้องฝึกมัน ให้เป็นสติที่ว่องไว แล้วก็อบรมปัญญาให้มากพอ มีปัญญาถูกต้องมากพอ สติรวดเร็ว สตินั้นเหมือนเครื่องขนส่ง สติเหมือนกับเจ้าหน้าที่ขนส่ง มันขนเอาปัญญา คือความรู้เรื่องอิทัปปัจจยตามาทันท่วงทีเมื่อผัสสะ ผัสสะของเราไม่โง่ซิ เพราะเป็นผัสสะที่เต็มอยู่ด้วยสติและปัญญา มันไม่เป็นผัสสะโง่ ความทุกข์ไม่มีทางจะเกิด

o ...ความทุกข์เกิดที่จิต เพราะเห็นผิดเมื่อผัสสะ ถ้าเห็นถูกที่ผัสสะเสียแล้ว ความทุกข์ไม่อาจจะเกิดที่จิต ความทุกข์จะไม่โผล่ ถ้าไม่โง่เมื่อผัสสะ ถ้าเรามีความเข้าใจแตกฉานเรื่องผัสสะ ควบคุมผัสสะได้ ด้วยสติปัญญา แล้วความทุกข์ก็เกิดไม่ได้ นี่ช่วยจำไว้เล่นๆ เหมือนกับร้องเพลงเล่นก็ได้ มันมีประโยชน์

ความทุกข์เกิดที่จิต เพราะเห็นผิดเมื่อผัสสะ

ความทุกข์จะไม่โผล่ ถ้าไม่โง่เมื่อผัสสะ

ความทุกข์เกิดไม่ได้ ถ้าเข้าใจเรื่องผัสสะ

ความทุกข์เกิดไม่ได้...คือผลของการรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา

...หลักใหญ่ในพระพุทธศาสนา

o นั่นแหละ คือผลของการรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา แล้วควบคุมกระแสแห่งอิทัปปัจจยตาได้ปิดกั้นกระแสแห่งการเกิดทุกข์เสียได้โดยสติ สติเป็นเครื่องกั้นกระแสแห่งความทุกข์ นี้เป็นหลักใหญ่ทั่วไปในพระพุทธศาสนา

o เรารู้เรื่องอิทัปปัจจยตา ว่ากระแสแห่งความทุกข์มันเกิดขึ้นอย่างไร ไหลไปอย่างไร แล้วเราก็มีสติ กั้นกระแสนั้น ความทุกข์ก็ไม่อาจจะเกิด หรือเกิดแล้วมันก็หยุด ถ้าเราเป็นคนสติไม่สมบูรณ์ ก็อุตส่าห์ฝึกสติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือฝึกอานาปานสติ มีหลายแบบ แบบที่มี 16 ขั้น อย่างที่พระพุทธองค์ตรัสไว้นั้น นั่นแหละเป็นแบบดีที่สุด

o คำว่าอานาปานสตินี้มันกว้าง เมื่อฝึกอยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออกเป็นอานาปานสติทั้งนั้น แต่มีหลายแบบ แบบที่บริบูรณ์เป็นเทคนิคดีที่สุด ก็คือแบบที่เราเอามาสอนกันอยู่เรื่องอานาปานสติ 16 ขั้น

o ขอให้ศึกษาให้เข้าใจทีละนิด แล้วปฏิบัติดูไปตามลำดับ เข้าใจนิดหนึ่งก็ปฏิบัติเท่าที่เข้าใจ แล้วก็รู้เพิ่มขึ้น แล้วก็ศึกษาเพิ่มเติม แล้วก็ปฏิบัติอีก นี่เรียกว่าศึกษา ศึกษาพอให้เข้าใจเรื่อง แล้วก็ปฏิบัติให้ได้ แล้วก็ศึกษาต่อ แล้วก็ปฏิบัติให้ได้ ให้มันมีการปฏิบัติ ให้มันมีการปฏิบัติ เพราะมันรู้เมื่อปฏิบัติ มันไม่รู้เมื่ออ่าน หรือเมื่อพูด หรือเมื่อฟัง

o ในเรื่องสตินี้มันต้องฝึก แล้วก็จะมีผล คือได้หรือรู้ แล้วก็ทำต่อๆ ไปจนถึงที่สุด เป็นผู้มีสติสมบูรณ์ คือสติไวที่สุด เหมือนสายฟ้าแลบ เพราะว่าการเกิดแห่งกิเลสหรือกระแสแห่งอิทัปปัจจยตานั้น มันเหมือนสายฟ้าแลบ มันเร็วมาก เราก็ต้องฝึกสติของเราให้เร็วขึ้น ให้เป็นสิ่งที่เร็วเหมือนกับสายฟ้าแลบ มันก็จะแก้ปัญหาได้

o ส่วนเรื่องของปัญญานั้น ในขั้นตอนของธัมมานุปัสนา 4 ข้อข้างท้ายนั้น มันเห็นอนิจจัง จนกระทั่งเห็นวิราคะ จนนิโรธะ จนปฏินิสสัคคะ นี่ปัญญามันสมบูรณ์แล้ว มันตัดกิเลสแล้ว มันหลุดพ้นแล้ว เพราะอำนาจของการปฏิบัติที่ถูกต้องอย่างนี้

o รู้เรื่องกาย รู้เรื่องเวทนา รู้เรื่องจิต รู้เรื่องธรรม คือสิ่งทั้งปวง มันก็เท่ากับว่ารู้กระแสอิทัปปัจจยตา ของทุกสิ่ง รู้กระแสการเกิดขึ้นอย่างไร ดับไปอย่างไร ปรุงแต่งกันอย่างไร ของกาย ของเวทนา ของจิต และของธรรมทั้งปวง เป็นสิ่งสูงสุด

o พระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าที่แท้จริงยิ่งกว่าพระเจ้าในศาสนาไหน

"นี้เรียกว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้ ท่านตรัสรู้สิ่งใด เราก็รู้ตามในสิ่งนั้น ท่านที่ตรัสรู้ ไปรวมอยู่ที่รู้กฎของอิทัปปัจจยตา ว่าเป็นสิ่งสูงสุด นี่คือเรื่องอิทัปปัจจยตา ในฐานะเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้

"คำว่าเป็นสิ่งสูงสุดนั้น จะต้องอธิบายกันอีกมาก ว่ากฎอิทัปปัจจยตานั่นแหละเป็นสิ่งสูงสุด เหมือนกับพระเจ้าที่สูงสุด มันควบคุมทุกสิ่ง มันมีการปรุงแต่งทุกสิ่ง มันทำลายทุกสิ่ง มันมีอำนาจเหนือทุกสิ่ง มันมีอยู่ในที่ทั่วไป นั้นแหละเหมือนกับพระเจ้าที่แท้จริง เขาพูดกันว่าพระเจ้า พระเจ้า ต่างคนต่างก็พูด แล้วมีพระเจ้าไหนที่ว่าจะสร้างหรือให้เกิดสิ่งทุกสิ่ง ควบคุมสิ่งทุกสิ่ง ทำลายสิ่งทุกสิ่ง เป็นใหญ่กว่าสิ่งทุกสิ่ง มีอยู่ในที่ทุกแห่ง แล้วก็รู้ทุกสิ่ง สามารถจะสร้างอะไรก็ได้ ที่มนุษย์สร้างอะไรขึ้นได้แปลกๆ ใหม่ๆ อย่างเดี๋ยวนี้ มันก็ตามกฎอิทัปปัจจยตา ซึ่งมีอยู่แล้ว สำหรับจะรู้ทุกสิ่ง หรือจะสร้างทุกสิ่ง

"นี่พระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าที่แท้จริง ยิ่งกว่าพระเจ้าในศาสนาไหนหมดแหละ แล้วเป็นพระเจ้าที่พระพุทธองค์ก็ทรงเคารพในทันที เมื่อคนพบ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องกฎอิทัปปัจจยตา ได้ตรัสรู้เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านยังเคารพธรรมะ ที่ท่านตรัสรู้ คือเรื่องอิทัปปัจจยตา

"เอาละเป็นอันว่า เรามาพูดกันอย่างเพียงพอแล้ว ถึงเรื่องการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ที่ทำให้เกิดพระพุทธเจ้า และการนิพพาน คือการเย็นลงของความร้อน ของกิเลส และความทุกข์ พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา นำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร เราก็จะนำมาใช้ประโยชน์ให้ได้อย่างนั้น ป้องกันการเกิดแห่งความทุกข์ หรือว่าหยุดการไหลไปแห่งความทุกข์ นี่คือเป็นพุทธบริษัท ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว ยังไม่ถึงความเป็นพุทธบริษัท"

สิ่งสักการบูชาระลึกรอยพระพุทธศาสนา 4 ภาคทั่วไทย

พระมหาธาตุเจดีย์องค์สำคัญ พระพุทธรูปองค์สำคัญ

จารึกรอยพระธรรมแรกเข้าสยามประเทศ หุ่นขี้ผึ้งครูบาอาจารย์รูปสำคัญ

 

ภาคกลาง

o พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม

เชื่อกันมาแต่เดิมว่าเป็นมหาธาตุหลวงแห่งแผ่นดินสุวรรณภูมิ

ที่พระโสณะและพระอุตระ 2 สมณทูตสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชนำพระพุทธศาสนามาเผยแผ่

แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีปัจจุบันสรุปได้ว่า

เป็นมหาธาตุหลวง แห่งยุคสมัยทวารวดี พุทธศตวรรษที่ 9-12

o หลวงพ่อพระพุทธโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา

พระปฏิมาปางสมาธิ สันนิษฐานการสร้างจากล้านช้างในสมัยอยุธยาหรือรัตนโกสินทร์

มีตำนานการลอยแม่น้ำบางปะกงมายังจังหวัดฉะเชิงเทรา

นับเป็นหนึ่งในพระปฏิมาที่ได้รับความศรัทธาสูงในยุคปัจจุบัน

o จารึกบนกงพระธรรมจักร พร้อมกวางหมอบ จังหวัดนครปฐม

ระบุว่าพบที่วัดเสน่หา (ร้าง) เมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม

ภาษาบาลี อักษรปัลลวะ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ประทานให้จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

o จารึกคาถาเยธมฺมาฯ คาถาธัมมจักรฯ คาถาพุทธอุทาน และคาถาปฐมพุทธภาษิต จังหวัดลพบุรี

บนเสาแปดเหลี่ยมรองรับพระธรรมจักร

จากเมืองซับจำปา อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี

ภาษาบาลี อักษรปัลลวะ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13

ข้อความแบ่งเป็น 4 ตอน ประกอบด้วย

คาถาเยธัมมาฯ คาถาธัมมจักกัปปวัตนสูตร คาถาพุทธอุทาน และคาถาปฐมพุทธภาษิต

ปัจจุบันจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี

 

คำแปล

คาถาบาลีคาถาแรก คาถาเย ธมฺมาฯ...แปลว่า

พระตถาคตได้ทรงแสดงเหตุเกิดและเหตุดับ ปรากฏการณ์ (คือธรรมเหล่าใด)

ย่อมมีเหตุจึงบังเกิดขึ้น นี่คือคำสอนของพระมหาตถาคตเจ้า

คาถาบาลีคาถาที่สอง คัดจาก สมนฺตปสาทิกา (จากคัมภีร์วิสุทธิมรรค หรือวินัยปิฎกมหาวรรค)

แปลว่า

ธรรมจักรประกอบด้วยญาณ 3 ประการ

คือความหยั่งรู้เกี่ยวกับความจริง เกี่ยวกับกิจที่ต้องกระทำ และเกี่ยวกับกิจที่ได้กระทำแล้ว

หมุน 3 รอบ 4 ครั้ง มีอาการ 12 คือธรรมจักรของพระพุทธเจ้า

คาถาบาลีคาถาที่สาม คือความที่พระพุทธองค์ทรงเปล่งอุทานภายหลังจากที่ทรงตรัสรู้

ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ (พระไตรปิฎก ขุททกนิกาย ฉบับ ร.ศ.112 หน้า 64 พระวินัยปิฎก?) แปลว่า

เมื่อใดธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่ง

เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เพราะมารู้แจ้งธรรมว่า เกิดแต่เหตุ

เมื่อใดธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่ง

เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เพราะได้รู้ความสิ้นแห่งปัจจัยทั้งหลาย

เมื่อใดธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่ง

พราหมณ์นั้นย่อมกำจัดมารและเสนาดำรงอยู่ได้ ดุจพระอาทิตย์อุทัยกำจัดความมืด ทำอากาศให้สว่างฉะนั้น (จากคำแปลของ ผศ.อุไรศรี วรศะริน หน้า 79 จารึกโบราณรุ่นแรกฯ)

คาถาบาลีคาถาที่สี่ จากพระธรรมบท (ข้อธรรม)ในขุททกนิกาย สุตฺตนตปิฎก (ธมฺมปทคาถา ขุทฺทกปาฐ ในสุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกายสยามรัฐ พ.ศ.2469 หน้า 35) แปลว่า

ข้าพเจ้าแสวงหานายช่างผู้กระทำเรือน เมื่อไม่พบจึงได้ท่องเที่ยวไปสู่สงสารหลายต่อหลายชาติ (เพราะว่า) ความเกิดบ่อยๆ เป็นเหตุนำทุกข์มาให้ ดูก่อนนายช่างผู้กระทำเรือน ท่านเป็นผู้อันข้าพเจ้าเห็นแล้ว

ท่านจักกระทำเรือนอีกไม่ได้ ซี่โครงทั้งหลายของท่านทั้งปวงข้าพเจ้าหักแล้ว

เรือนยอดของท่านข้าพเจ้าก็ทำลายแล้วจิตของข้าพเจ้าเป็นธรรมชาติ ถึงแล้วซึ่งวิสังขาร(พระนิพพาน) ข้าพเจ้าได้ถึงแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหาทั้งหลาย

 

o จารึกพุทธอุทาน จังหวัดลพบุรี

พบที่เมืองพรหมทิน ตำบลหลุมข้าว อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี

ภาษาบาลี อักษรแบบหลังปัลลวะ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 14

ข้อความที่พระพุทธเจ้าทรงอุทาน ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิหลังตรัสรู้

และทรงตรัสแก่พราหมณ์ที่ผ่านมาพบ แสดงว่าทรงตรัสรู้แล้ว

ปัจจุบันจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี

 

คำจารึก

อภิญเญยฺย ? อภิญญาต ? ภาเว (ตพฺ พญจ ภาวิต ??)

ปหาตพฺ ? พ ปหีนมฺเม ตสฺ มา พุทฺโธ (สฺมิ พฺราหฺมณฺสฺส)

ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธฺมมา อา(ตาปิโน ฌายโต พฺราหฺมณสฺส)

อถสฺส กงฺขา วปยนฺติ สพฺพา (ยโต ขย ? ปจฺจาน ? อเวทิฯ)

คำแปล

ดูก่อนพราหมณ์ สิ่งที่ควรรู้ เรารู้แล้ว สิ่งที่ควรเจริญ เราเจริญแล้ว

สิ่งที่ควรละ เราละแล้ว ฉะนั้น เราเองเป็นพระพุทธเจ้า

เมื่อใด ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียร เพ่งอยู่ และ

ได้รู้ความสิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลาย เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งหมดของเขาย่อมสิ้นไปฯ

อธิบายเพิ่มเติม

สองบรรทัดแรก เป็นข้อความที่พระพุทธองค์ตรัสตอบแก่พราหมณ์อุปกชีวก เมื่อทรงตรัสรู้ได้ไม่นาน ด้วยพราหมณ์ผ่านมาพบพระพุทธองค์แล้วถามว่า "วรรณะของท่านช่างผ่องใสนัก ท่านบวชในสำนักของใคร และผู้ใดเป็นศาสดาของท่าน" พระพุทธองค์จึงตรัสตอบดังความใน 2บรรทัดแรกของจารึก (พระไตรปิฎก ขุททกนิกาย ฉบับ ร.ศ.112 หน้า 361)

สองบรรทัดหลัง คือความที่พระพุทธองค์ทรงเปล่งอุทานภายหลังจากที่ทรงตรัสรู้ ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ (พระไตรปิฎก ขุททกนิกาย ฉบับ ร.ศ.112 หน้า 64)

 

o จารึกเนินสระบัว จังหวัดปราจีนบุรี

พบที่เนินสระบัวในบริเวณเมืองโคกปีบ อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี

ภาษาเขมรและภาษาบาลี อักษรปัลลวะ แต่งเป็นวสันตดิลกฉันท์ อายุ พ.ศ.1304

ข้อความสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย

ปัจจุบันเก็บรักษาที่วัดโพธิศรีมหาโพธิ์

o สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) (พ.ศ.2331-2415) (หุ่นขี้ผึ้งเท่าองค์จริง)

ชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

บวชเรียน ต่อมาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ณ วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพมหานคร

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

o พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม

มหาเจดีย์แห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประดิษฐานพระอุรังคธาตุ

มีหลักฐานการก่อสร้างเก่าแก่ถึงสมัยทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ 10

แล้วบูรณะอย่างต่อเนื่องผ่านสมัยศรีโคตรบูรณ์ และล้านช้าง จวบจนปัจจุบัน

o หลวงพ่อพระใส จังหวัดหนองคาย

ปางมารวิชัย ถือเป็นพระปฏิมาศิลปะล้านช้างที่งดงามยิ่ง

สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช แห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต

พร้อมกัน 3 องค์ คือ พระเสริม พระสุก และพระใส

ปัจจุบันพระเสริมประดิษฐาน ณ วัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร

พระสุก ประดิษฐานในน้ำโขงอยู่ที่เวินสุก ขณะลำเลียงข้ามฝั่งโขง

พระใส ประดิษฐานที่วัดโพธิ์ชัย จังหวัดหนองคาย

o แผ่นหินสลักคาถาเยธมฺมาฯ จากอำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ

(บ้างก็ว่าจากเมืองเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา)

ภาษาบาลี อักษรปัลลวะ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12

ปัจจุบันอยู่ที่ห้องคลัง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา

o คาถาเยธมฺมาฯ จังหวัดนครราชสีมา

ที่กรอบซุ้มพระพุทธรูปปางสมาธิ สลักนูนต่ำบนแผ่นหินทรายแดง

ภาษาบาลี อักษรแบบหลังปัลลวะ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 14-15

พบที่ด่านขุนทด อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา

ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมหาวีรวงศ์ วัดสุทธจินดา จังหวัดนครราชสีมา

o พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต (พ.ศ.2413 -2492) (หุ่นขี้ผึ้งเท่าองค์จริง)

ชาวจังหวัดอุบลราชธานี ถือเป็นพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาจารย์แห่งยุคปัจจุบัน

บวชเรียนปฏิบัติเผยแผ่ทั่วประเทศ มรณะที่วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดอุดรธานี

 

ภาคเหนือ

o พระธาตุหริภุญไชย จังหวัดลำพูน

มหาธาตุเจดีย์แห่งภาคเหนือ ประดิษฐานพระเกศธาตุ

สร้างสมัยหริภุญไชย ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15

แล้วบูรณะต่อเติมครั้งใหญ่ในสมัยล้านนา พุทธศตวรรษที่ 17

o พระพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก

ปางมารวิชัย : ขณะพระพุทธองค์ทรงสัมผัสธรณีด้วยพระหัตถ์ขวา

แสดงพุทธปณิธานในการทำความแจ้งแห่งทุกข์และหนทางดับทุกข์ว่าการนั่งครั้งนี้เป็นการนั่งครั้งสุดท้าย สันนิษฐานว่าสร้างสมัยสุโขทัย โดยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พญาลิไท)

แล้วมีการเติมซุ้มเรือนแก้วในสมัยอยุธยา

ถือเป็นหนึ่งในพระพุทธปฏิมาที่ล้ำค่าและงดงามที่สุด

ประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก

องค์จำลอง ประดิษฐาน ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม กรุงเทพมหานคร

o จารึกคาถาธัมจักกัปปวัตนสูตร จากเมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์

อักษรปัลลวะ ภาษาบาลี อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13-14

ความ บรรทัดที่ 1 เวทนานิโรโธ เวทนานิโรธา คณฺหานิโรโธ คณฺหานิโรธา

บรรทัดที่ 2 ปัจจฺยา ชรามรณโสกปริเทว ทุกขฺโทมนสฺสา

คำแปล บรรทัดที่ 1 ดับเวทนา เพราะดับเวทนา ตัณหาก็ดับ

บรรทัดที่ 2 ปัจจัย ชรา มรณะ โสก รำพัน ทุกข์ เสียใจ

o จารึกคาเยธมฺมาฯ จังหวัดเชียงใหม่

บนผนังด้านหลังของพระพุทธรูปประทับยืนปางทรมานช้างนาฬาคิรี

อักษรเทวนาครี ภาษาสันสกฤต ศิลปกรรมแบบปาละ-พุกาม อายุราวพุทธศตวรรษที่ 15 -16

สมบัติของวัดเชียงหมั้น (มั่น) ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

o หลวงปู่แหวน สุจิณโน (พ.ศ.2439-2528) (หุ่นขี้ผึ้งเท่าองค์จริง)

ชาวจังหวัดเลย บวชเรียน ปฏิบัติ แล้วประจำเผยแผ่ที่วัดดอยแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่

 

ภาคใต้

o พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช

มหาธาตุเจดีย์แห่งภาคใต้ ประดิษฐานพระทันตธาตุ

ตำนานกล่าวว่าสร้างตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 9

ตามประวัติศาสตร์มีการบูรณะครั้งใหญ่ ถือเป็นหนึ่งในต้นแบบสถูปทรงลังกาเมื่อพุทธศตวรรษที่ 18

พระพุทธสิหิงค์ จังหวัดนครศรีธรรมราช

หนึ่งในพระปฏิมาสำคัญประจำชาติ

ตำนานกล่าวว่าพระร่วงสุโขทัยขอให้พญาศรีธรรมโศกราชขอมาจากพระเจ้ากรุงลังกา

ถึงปัจจุบัน ถือกันว่ามีอยู่ 3 องค์หลัก ที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และนครศรีธรรมราช

ปัจจุบันประดิษฐาน ณ หอพระพุทธสิหิงค์ บริเวณศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช

o จารึกด้านหลังรัศมีของนางศยัมตารา พบที่สทิงพระ จังหวัดสงขลา

ภาษาสันสกฤต อักษร Siddhamatrka อายุราวพุทธศตวรรษที่ 15 - 16

มีการอ่านและแปลเป็น 2 สำนวน

สำนวนหนึ่งว่าคือ คาถาเยธัมมาฯ (ปีเอตร์ สกิลลิ่ง)

อีกสำนวนหนึ่งอ่านแปลโดยนักภาษาโบราณของกรมศิลปากร

ว่าเป็นคำสรรเสริญพระพุทธเจ้าเทียบเคียงกับกษัตริย์ผู้ปกครอง

จัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา

o หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด (สมัยกรุงศรีอยุธยา)

กล่าวกันว่าเป็นชาวสงขลา บวชเรียนแล้วศึกษาเพิ่มเติมที่จังหวัดนครศรีธรรมราชก่อนเข้ากรุงศรีอยุธยาแล้วกลับมาพำนักที่วัดพะโคะ สงขลา มรณภาพแล้วนำศพบรรจุที่วัดช้างให้ ปัตตานีจังหวัด (หุ่นขี้ผึ้งเท่าองค์จริง)

**************************************

หมายเหตุ : ข้อความประกอบงานวัดลอยฟ้า เรียบเรียงโดย บัญชา พงษ์พานิช และ ภูธร ภูมะธน เพื่อประกอบนิทรรศการชุด 4 มหาธาตุเจดีย์ 4 พุทธปฏิมาสำคัญ 4 บูรพาจารย์ และนานาจารึกโบราณ หลักฐานแรกพระพุทธศาสนาใน 4 ภาคทั่วประเทศไทย