กราบพระเจ้าทันใจ ไหว้พระธาตุช่อแฮ

ศรัทธาสัญจร

เมืองล้านนาตอนล่างที่มีศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิตอันสงบงามน่าสนใจเมืองหนึ่งในภาคเหนือคือจังหวัดแพร่ ดังคำขวัญประจำจังหวัดที่ว่า  

หม้อห้อมไม้สัก ถิ่นรักพระลอ ช่อแฮศรีเมือง ลือเลื่องแพะเมืองผี คนแพร่นี้ใจงาม"

หลังจากพักค้างแรมหนึ่งคืน เช้าวันรุ่งขึ้นเราเดินทางจากตัวเมืองแพร่ไปตามถนนช่อแฮ เริ่มตั้งแต่สี่แยกบ้านทุ่ง อำเภอเมืองแพร่ ซึ่งเป็นสี่แยกใจกลางเมืองเข้าสู่ถนนช่อแฮ ผ่านโรงพยาบาลแพร่ สนามบินจังหวัดแพร่ ใช้ระยะทางประมาณ 9 กิโลเมตร (เส้นทางหลวงหมายเลข 1022) ก็ไปถึงจุดหมายปลายทางที่ วัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง ปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแพร่ ซึ่งประดิษฐานองค์พระธาตุช่อแฮ ที่บรรจุเส้นพระเกศาของพระพุทธเจ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกวัดพระธาตุช่อแฮ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2549 (พ.ศ. 2508 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้มวลสารจากพระธาตุช่อแฮ ทำพระสมเด็จจิตรลดา)

ตำนานพระธาตุช่อแฮกล่าวไว้ในหลายตำรา อาทิ พระราชพงศาวดารว่าด้วยกรุงสุโขทัย กล่าวว่าพระธาตุช่อแฮ สร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. 1879-1881 ในสมัยที่พระมหาธรรมราชา (ลิไท) ยังทรงเป็นพระมหาอุปราชครองเมืองศรีสัชนาลัยอยู่ พระองค์โปรดให้สร้างสถานที่สำคัญทางศาสนาตามที่ปรากฏในพุทธประวัติในที่ต่าง ๆ รวมถึงเมืองแพร่ซึ่งอยู่ในขอบขัณฑสีมาของกรุงสุโขทัย พระมหาธรรมราชาลิไทพระราชทานพระบรมสารีริกธาตุแก่ขุนลัวะอ้ายก้อมให้นำมาบรรจุไว้ในฐานเจดีย์ เมื่อขุนลัวะอ้ายก้อมมาถึงบริเวณดอยโกสิยธชัคคะเห็นว่าทำเลดีจึงสร้างเจดีย์ขึ้น และนำผอบพระบรมสารีริกธาตุบรรจุบรรจุไว้ในสิงห์ทองคำ สร้างแท่นที่ตั้งผอบด้วยเงินและทอง แล้วตั้งสิงห์ทองคำไว้โดยโบกปูนทับอีกชั้นหนึ่ง หลังจากนั้นก็จัดงานบำเพ็ญกุศลเฉลิมฉลอง 7 วัน 7 คืน ภายหลังเมืองแพร่ถูกรวมเข้ากับอาณาจักรล้านนา กษัตริย์ล้านนาก็ทรงทะนุบำรุงพระธาตุช่อแฮตามลำดับ จนกระทั่งราชวงศ์นี้หมดอำนาจลง พระธาตุช่อแฮก็ทรุดโทรมเป็นอันมากจนล่วงมาถึง พ.ศ. 2467 พระครูบาศรีวิชัย (หรือตุ๊เจ้าวัดบ้านปางจังหวัดลำพูน) ได้เป็นประธานบูรณะปฏิสังขรณ์พระธาตุร่วมกับคณะสงฆ์จังหวัดแพร่ และมีพระมหาเมธังกร (พรหม พรหมเทโว) อดีตเจ้าคณะจังหวัดแพร่ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในการบูรณปฏิสังขรณ์ จนทำให้พระธาตุช่อแฮกลับมามีความงดงาม เป็นแหล่งเชิดหน้าชูตาของจังหวัดแพร่

ตำนานพระธาตุช่อแฮจากข้อมูลประชาสัมพันธ์ของวัดพระธาตุช่อแฮ กล่าวว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาถึงเมืองพล (เมืองแพร่) ประทับ ณ ดอยโกสัยธชัคคะบรรพต ขณะนั้นมีหัวหน้าชาวลั๊วะนามว่าขุนลั๊วะอ้ายก้อมได้มากราบไหว้พระพุทธเจ้าที่บนดอยนี้ พระพุทธเจ้าได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ให้ขุนลั๊วะอ้ายก้อมเห็น เนื่องจากสถานที่นี้เป็นที่ร่มรื่น เหมาะสมที่จะตั้งเป็นสถานที่ไว้ในพระพุทธศาสนา พระองค์ได้ประทานพระบรมสารีริกธาตุที่ระลึก โดยเอาเส้นพระเกศาเส้นหนึ่งให้แก่ขุนลั๊วะอ้ายก้อมไว้ มีรับสั่งให้เอาเส้นพระเกศานี้ไปไว้ในถ้ำที่อยู่ใกล้บริเวณนี้ พระองค์ทรงรับสั่งอีกว่าเมื่อพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ให้เอาพระบรมสารีริกธาตุพระศอกข้างซ้ายมาบรรจุไว้ ณ สถานที่นี้ และต่อไปภายหน้าจะได้ชื่อว่าเมืองแพร่ โดยเป็นเมืองใหญ่ซึ่งพระองค์เคยเสด็จประทับนั่ง ณ ใต้ต้นหมากนี้ เมื่อทรงทำนายแล้วก็เสด็จจาริกไปยังเมืองต่าง ๆ ที่ทรงเห็นว่าควรจะเป็นที่ตั้งพระธาตุได้ จากนั้นจึงเสด็จกลับไปยังพระเชตวันอาราม

หลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว 218 ปี พระเจ้าอโศกมหาราชและพระอรหันต์ทั้งปวงได้ร่วมกันอธิษฐานอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุในโกศที่เตรียมไว้นั้นไปสถิตอยู่ในสถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงหมายไว้ เมื่ออธิษฐานแล้วพระบรมสารีริกธาตุทั้งหลายก็เสด็จออกจากโกศโดยทางอากาศไปตั้งอยู่ที่แห่งนั้น ๆ ทุกแห่ง ส่วนพระบรมสารีริกธาตุเหลืออยู่ พระอรหันต์ทั้งปวงอัญเชิญไปบรรจุในพระเจดีย์ 84,000 องค์นั้น แล้วประกาศแก่เทวดาทั้งหลายให้พิทักษ์รักษาตลอดไป จนกว่าจะหมดอายุแห่งพระพุทธศาสนา 5,000 พระวัสสา สำหรับชื่อพระธาตุช่อแฮนั้น บ้างว่าได้มาจากชื่อผ้าแพรชั้นดีซึ่งทอจากสิบสองปันนาที่ชาวบ้านนำมาผูกบูชาพระธาตุ บ้างก็ว่ามาจากผ้าแพรที่ขุนลัวะอ้ายก้อมนำมาถวาย

วัดพระธาตุช่อแฮ ตั้งอยู่เนินเขาเตี้ยสูงประมาณ 28 เมตร องค์พระธาตุช่อแฮเป็นเจดีย์ ศิลปะเชียงแสน แบบแปดเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง บุด้วยทองดอกบวบหรือทองจังโก องค์พระธาตุสูง 33 เมตร ฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 11 เมตร ลักษณะองค์พระธาตุตั้งอยู่บนฐานเขียงสี่เหลี่ยม 1 ชั้น ถัดขึ้นไปเป็นฐานหน้ากระดานแปดเหลี่ยม 3 ชั้นรองรับ ถัดไปเป็นฐานบัวคว่ำและชุดท้องไม้แปดเหลี่ยม ซ้อนลดชั้นกันขึ้นไป 7 ชั้น จากนั้นเป็นบัวระฆัง 1 ชั้น และหน้ากระดานหนึ่งชั้น จนถึงองค์ระฆังแปดเหลี่ยม ถัดขึ้นไปเป็นบัลลังค์ย่อมุมไม้สิบสองและปล้องไฉน ส่วนยอดฉัตรประดับตกแต่งด้วยเครื่องบนแบบล้านนา มีรั้วเหล็กรอบองค์พระธาตุ 4 ทิศ มีประตูเข้าออก 4 ประตู แต่ละประตูได้สร้างซุ้มแบบปราสาทล้านนาไว้อย่างสวยงาม อาณาเขตวัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวงทิศเหนือ ติดต่อ หมู่บ้าน หมู่ที่ 11 บ้านใหม่ช่อแฮ ทิศใต้ ติดต่อ หมู่บ้าน หมู่ที่ 1 บ้านมุ้ง ทิศตะวันออก ติดต่อ หมู่บ้าน หมู่ที่ 6 บ้านใน ทิศตะวันตก ติดต่อ สวนรุกขชาติช่อแฮ ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินของวัด มีพื้นที่ 52 ไร่ เหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจและศึกษาพันธุ์ไม้ มีต้นไม้นานาพันธุ์กว่า 1,000 ชนิด กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนพระธาตุช่อแฮ เป็นโบราณสถานในวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478

มีบันไดนาคโบราณ อยู่ 4 ด้าน และบันไดสิงห์ 1 ด้าน รวม 5 บันได ซึ่งล้วนมีความยาวและจำนวนขั้นไม่เท่ากัน เราเดินขึ้นทางบันไดนาคอายุหลายร้อยปีด้านทิศใต้ขององค์พระธาตุ สันนิฐานว่าสร้างหลังจากองค์พระธาตุสร้างเสร็จ ตรงเข้าไปกราบ หลวงพ่อช่อแฮ พระประธานประดิษฐานในพระอุโบสถ ศิลปะล้านนา เชียงแสน สุโขทัย สันนิฐานว่า สร้างขึ้นหลังจากสร้างองค์พระธาตุช่อแฮแล้ว มีอายุหลายร้อยปี หน้าตักกว้าง 3.80 เมตร สูง 4.50 เมตร ก่อสร้างด้วยอิฐโบกปูน ลงรักปิดทอง จากนั้นจึงออกจากอุโบสถเพื่อนำดอกไม้ธูปเทียน เดินสวดบทอิติปิโสภควา เวียนขวาบูชารอบองค์พระธาตุช่อแฮ3รอบ แล้วจึงทรุดนั่งกราบพระเกศาธาตุพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยบทสวดพร้อมคำแปลว่า "โกเสยยะธะชัคคะปัพพะเต สัตตะมะโนรัมเม พุทธะเกสาธาตุ ปะติฏฐิตา อะหัง วันทามิ สัมพะทา อะหัง วันทามิ ธาตุโย อะหัง วันทามิ สัพพะโส ข้าพเจ้าขอไหว้พระเกศาธาตุแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งประดิษฐานอยู่บนธชัคคบรรพตแห่งเมืองโกศัย อันเป็นที่รื่นรมย์ใจของชนทั้งหลาย โดยประการทั้งปวงในกาลทุกเมื่อแล"

แม้ล่วงเข้ายามสายแต่อากาศยังเย็นฉ่ำด้วยสายลมที่โชยมาแผ่วๆ เราเดินชมความงามของทัศนียภาพโดยรอบและเข้าไปกราบพระเจ้าทันใจหรือหลวงพ่อทันใจ พระพุทธรูปปางสมาธิปูนปั้น ลงรักปิดทอง หน้าตักกว้าง 30 นิ้ว สูงประมาณ 2 ศอก (กว้าง 80 ซม. สูง 1.20 ซม) เป็นพระพุทธรูปองค์ใหม่ที่สร้างขี้นเมื่อปี พ.ศ. 2465 ผู้สร้างคือ ชาวไทยใหญ่ (เงี้ยว) สร้างพระพุทธรูปองค์นี้แทนพระพุทธรูปองค์เดิมที่หล่อด้วยตะกั่วที่ถูกลักไป พระเจ้าทันใจหรือหลวงพ่อทันใจ (ภาษาเหนือออกเสียงว่า พระเจ้าตันใจ๋) เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่มีผู้นิยมมากราบไหว้ บนบานศาลกล่าวอยู่เสมอ เชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปที่ใครมาขอพรแล้ว จะได้สิ่งนั้นอย่างสมประสงค์ ด้านหลังซุ้มพระเจ้าทันใจประดิษฐานอยู่ มีไม้เสี่ยงทายทำด้วยไม้รวก หรือไม้สัก มีความยาวเกิน 1 วา คาดว่าใช้แทนไม้เซียมซี เมื่อผู้ใดต้องการเสี่ยงทายสิ่งใด ก็จะนำไม้ดังกล่าวมาทาบกับช่วงแขนที่กางเหยียดตรงไปจนสุดแขนทั้งสองข้าง ความยาวของวาอยู่ตรงจุดใดของไม้ก็จะ ทำเครื่องหมายไว้แล้วนำไม้มาอธิษฐานเบื้องหน้าพระเจ้าทันใจว่า สิ่งที่ตนประสงค์นั้นจะสำเร็จหรือไม่ หากสำเร็จก็ขอให้ความยาวของตนเลยจุดที่ทำเครื่องหมายไว้ออกไป เมื่ออธิฐานเสร็จแล้ว ก็นำไม้เสี่ยงทายขึ้นมาวัดวาอีกครั้งหนึ่ง คำไหว้หลวงพ่อทันใจหรือพระเจ้าทันใจ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (ว่า 3 จบ) นะโม นะมะ สะขัง โกธะมัง ใจจะคุ (ว่า 3 จบ)

วิหารศิลปะล้านนาประยุกต์ เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธโลกนารถบพิตร พระพุทธรูปปางพระนาคปรก ภายในวิหารมีภาพจิตกรรมฝาผนังสวยงาม สร้างขึ้นในปี 2534 โดยมีเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร ป.ธ.9) เป็นประธานเททองหล่อและเบิกพระเนตร องค์พระขนาดหน้าตักกว้าง 3.60 เมตร สูง 7 เมตร สร้างด้วยโลหะทองเหลือง ลงรักปิดทอง นอกจากนี้ยังมี พระเจ้าไม้สัก สร้างด้วยไม้สักทอง หน้าตักกว้าง 33 นิ้ว สูง 87 นิ้ว เป็นศิลปสมัยลานนา พระเจ้านอน เป็นพระพุทธรูปที่ชาวจังหวัดแพร่เคารพนับถือ ก่อนจะขึ้นไหว้องค์พระธาตุช่อแฮ ชาวบ้านมักจะแวะไหว้พระเจ้านอนก่อนเสมอ สร้าง เมื่อขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เหนือ พ.ศ. 2459 เป็นพระเจ้านอนศิลปะพม่า ขนาดยาว 3.70 เมตร สูง 1.35 เมตร ก่อสร้างด้วยอิฐโบกปูน ลงรักปิดทอง ธรรมมาสน์โบราณ มีความสวยงามวิจิตรบรรจง ลวดลายไทยผสมศิลปะทางล้านนา ซึ่งมีนางแก้ว ทองถิ่น สร้างอุทิศให้ นายคลอง ทองถิ่น เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2492 ก่อสร้างด้วยไม้สักแกะสลัก ลงรักปิดทอง กรุอัฐิครูบาศรีวิชัย บรรจุอัฐิธาตุส่วนที่ 5 จากจำนวน 7 ส่วนของครูบาศรีวิชัย สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกบุญคุณที่ท่านได้ทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา เจ้ากุมภัณฑ์ มีความเชื่อว่า นาคที่เฝ้าบันไดกุมภัณฑ์ ด้านทิศตะวันออกขององค์พระธาตุช่อแฮ ชอบหนีออกไปเล่นน้ำที่ลำน้ำแม่สาย หมู่บ้านในเป็นประจำ ชาวบ้านจึงสร้างเจ้ากุมภัณฑ์ นั่งทับขดหางนาคไว้ เพื่อมิให้หนีไปเล่นน้ำอีก แผ่นศิลาจารึก ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าพระเจ้าทันใจ จารึกเรื่องราวการสร้างบันไดด้านทิศตะวันตก

เรามีโอกาสร่วมทำบุญสร้างหม้อปูรณฆฏถวายเป็นพุทธบูชาพระธาตุช่อแฮ ซึ่ง"หม้อปูรณฆฏ"หรือ "ปูรณฆฏะ"นั้นหมายถึงหม้อน้ำแห่งความอุดมสมบูรณ์ ตรงตัวตามรากศัพท์ที่ผูกขึ้นจากภาษาสันสกฤตสองคำ คือคำว่า "ปูรณะ" ที่หมายถึงความบริบูรณ์ และ "ฆฏะ" ที่แปลว่าหม้อน้ำ ช่างแขกอินเดียใช้เป็นศัพท์สำหรับเรียกลวดลายรูปหม้อน้ำที่มักจะมีดอกบัวหลวงโผล่พ้นออกมาเหนือปากหม้อ ถือเป็นสัญลักษณ์มงคลที่พบได้อยู่เสมอมาตั้งแต่ช่วงสมัยอินเดียโบราณ ก่อนราชวงศ์กุษาณะ คือช่วงก่อน พ.ศ.600 เป็นต้นมา ในคัมภีร์ของอินเดียมีข้อความเปรียบเปรยว่า โลกผุดขึ้นมาเหนือน้ำเหมือนกับดอกบัว แกนของดอกบัวหลวงที่โผล่พ้นเหนือน้ำที่อยู่ในหม้อปูรณฆฏะ จึงเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ แกนของโลก แกนของจักรวาล หมู่พรรณไม้น้ำนานาชนิดที่งอกงามปกคลุมอยู่โดยรอบแกนของดอกบัวหลวง บางครั้งก็มีรูปนกน้ำ หรือสัตว์น้ำนานาพันธุ์ประดับแซมอยู่ด้วย เหมือนกับความอุดมสมบูรณ์ที่บังเกิดอยู่โดยมีแกนของโลกเป็นจุดศูนย์กลาง

หลังจากพระยาลิไท ได้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดพระธาตุช่อแฮแล้ว ได้โปรดให้มีงานฉลองสมโภช ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ต้นเดือนมีนาคมของทุกปี ปัจจุบันนี้งานประเพณีนมัสการพระธาตุช่อแฮ จัดขึ้นระหว่างขึ้น 9ค่ำ เดือน 4 ใต้ เดือน 6เหนือ ยึดถือตามจันทรคติเป็นหลัก โดยใช้ชื่อว่า"งานไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่ แห่ตุงหลวง" ในการจัดงานมีริ้วขบวนของทุกอำเภอ การฟ้อนรำ ขบวนช้างเจ้าหลวง และเครื่องบรรณาการ ขบวนแห่ กังสดาล ขบวนแห่หมากเป็ง ขบวนต้นผึ้ง ขบวนแห่ผ้าห่มองค์พระธาตุ 12 ราศี มีการเทศน์และมีการเทศน์และฟังเทศน์มหาชาติ มหาเวสสันดรชาดก ทั้งกลางวันและกลางคืน สำหรับกลางคืนมีมหรสพสมโภชตลอดงาน .... พระธาตุช่อแฮ เป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีเสือ (ปีขาล) เชื่อกันว่าหากนำผ้าแพรสามสีไปถวายจะทำให้ชีวิตมีพลังคุ้มครองป้องกันศัตรูได้