การเดินทางเก็บเกี่ยวความสุขผ่านเลนส์ของ

สมคิด ชัยจิตวนิช
นัดพบ

ไม่มีสักครั้งที่ได้พบกับ สมคิด ชัยจิตวนิช ช่างหญิงที่เยี่ยมยอดมากทางด้านการถ่ายรูป Portrait คนหนึ่งของเมืองไทยแล้วจะไม่ได้รับความรู้เรื่องการถ่ายภาพกลับมาเป็นวิทยาทาน แถมใบหน้าที่เกลื่อนด้วยรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา ยังได้ช่วยเติมความสุขให้กับคู่สนทนาไม่เป็นรองภาพถ่ายที่เธอเก็บทุกอารมณ์มาได้อย่างละเมียดละไม ภาพถ่ายของเธอคนนี้โดยเฉพาะภาพแนวสารคดี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวถนัดสามารถถ่ายทอดเรื่องราวได้ครบองค์ประกอบอย่างไร้ที่ติ ยิ่งเฉพาะภาพที่เธอคัดสรรสำหรับโครงการ Art Care ด้วยแล้วช่วยเยียวยาจิตใจของผู้ป่วยอาการทุเลาอารมณ์ลง เพราะได้มองเห็นเรื่องราว สีสัน ความนุ่มนวล ที่ปรากฏอยู่ในภาพถ่าย

ถ้านับถึงปัจจุบันคุณคิดเป็นช่างภาพมานานเท่าไหร่แล้วคะ?

คิดเป็นช่างภาพมานานกว่า 25 ปี เริ่มเป็นช่างภาพครั้งแรกที่ แผนก Focus หนังสือพิมพ์ The Nation ก่อนจะมาเป็นช่างภาพให้กับ Section Outlook หนังสือพิมพ์ Bangkok Post อยู่ที่นี่นาน 12 ปี คิดเลยเป็นช่างภาพหญิงคนแรกของหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นและบางกอกโพสต์ค่ะ

แต่ปัจจุบันคิดมีความสุขอยู่กับการเป็นช่างภาพอิสระ เป็นอาสาสมัคร ให้กับองค์กรการกุศลหลายแห่งและยังคงใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเดินทางเพื่อบันทึกภาพวิถีชีวิตของผู้คนและธรรมชาติตามรายทางที่ผ่านไป ได้เงินบ้าง ได้กล่องบ้าง แต่ก็มีความสุขที่ได้เดินทางไปยังที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศเพื่อถ่ายภาพมุมต่างๆ ของชีวิตผู้คนบนโลกนี้ และมีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นภาพของตัวเองปรากฏอยู่ตามนิตยสาร หรือวารสารธรรมะต่างๆ

แล้วผลงานที่ผ่านมามีอะไรบ้าง ยังพอหาชมได้อยู่หรือไม่

เท่าที่จำได้ก็มี The Royal Palace of Phnom Penh and Cambodian Royal Life, The Cuisine of Cambodia, Reflections Through the Lens, Rare Breed, VEGGIE FUSION Life is..., Little Voices that adults must heed คิดผ่านเลนส์ ดั่งกันและกัน สร้างสุขจากใจ กรุณาแห่งหัวใจ ชีวิตผู้กล้า พุทธสาวิกา "อินเดีย...ความจริงชีวิตความงาม" เมื่อว่างเปล่า จึงมีอยู่ ธรรมชาติตะโกนสอนธรรม ฯลฯ

ทีนี้ย้อนกลับไปว่าทำไมคุณสมคิดจึงชอบทางด้านการถ่ายภาพคะ

แต่เดิมนั้น เรียนมาทางสายศิลป์ และเลือกสอบเอ็นทร้านซ์คณะมัณฑนศิลป์ แต่ผลปรากฏว่าสอบไม่ติด จึงตั้งใจว่าจะรอสอบเอ็นใหม่ปีหน้า ระหว่างนั้นจึงถือโอกาสไปหอสมุดแห่งชาติท่าว่าสุกรีเพื่อหาความรู้เพิ่มเติมไว้เตรียมสอบในปีถัดไป สิ่งที่ได้พบในหอสมุดคือนิตยสารและวารสารจากต่างประเทศที่ลงภาพสวยๆ ณ เวลานั้นรู้สึกตื่นเต้นมาก พร้อมทั้งเกิดความคิดขึ้นมาทันทีว่า ศิลปะมิได้มีข้อจำกัดอยู่เฉพาะเรื่องการวาดรูปเพียงอย่างเดียว การถ่ายภาพก็ถือเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง และสามารถสร้างความสุขให้กับคนทั่วไปได้เช่นกัน จึงตัดสินใจ ณ ตอนนั้นเลยว่า อะไม่สอบเอ็นทร้านซ์ใหม่ แต่เบนเข็มเปลี่ยนไปสอบเข้าเรียนต่อที่ภาควิชาเทคโนโลยีทางการศึกษาที่ วิทยาลัยครูสวนสุนันทา ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ซึ่งมีวิชาการถ่ายภาพอยู่ในภาควิชาด้วย อีกทั้งก็ไม่อยู่ไกลจากบ้านนัก เพราะตอนนั้นพักอยู่แถวเตาปูน

พอได้เข้าไปเรียนคิดสามารถตอบตัวเองได้เลยว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด เพราะมีความสุขมากกับการเรียน รู้สึกได้ว่าโลกช่างกว้างเสียจริง เพราะการถ่ายภาพทำให้เราได้เดินทาง สำคัญคือสามารถหาสตางค์ส่งเสียตัวเองเรียนได้โดยไม่ต้องรบกวนทางบ้านจนกระทั่งเรียนจบ (หัวเราะ) สมัยเรียนก็รับงานถ่ายภาพตามงานอีเว้นท์บ้าง งานแต่งงานบ้าง เรียกได้ว่ามีเงินใช้แบบสบายๆ

เมื่อคุณสมคิดมาเริ่มต้นชีวิตการเป็นช่างภาพอย่างเต็มตัวที่หนังสือพิมพ์หัวใหญ่ทั้งสองแห่ง ซึ่งเมื่อราว 20 ปีที่แล้วน่าจะเป็นยุคของช่างภาพผู้ชายเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อเราต้องเข้าไปเป็นช่างภาพหญิงคนแรก เรื่องของการยอมรับเป็นอย่างไรบ้าง และความเป็นผู้หญิงคืออุปสรรคหรือไม่

ถูกต้องค่ะ เพราะเมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว ในวงการข่าว ไม่ค่อยมีช่างภาพผู้หญิง อาจจะเป็นเพราะด้วยลักษณะของงาน ที่ต้องปะทะและลุยไปในที่ต่างๆ ทำให้ผู้หญิงอาจดูไม่คล่องตัวเท่าผู้ชาย แต่พอดีว่าเมื่อปี พ.ศ 2535 มีการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ หนังสือพิมพ์ The Nation รับสมัครช่างภาพอาสาฯ เพราะช่างภาพหลักไม่พอ ช่วงนั้นเลยได้ไปเป็นช่างภาพอาสาให้เนชั่น ประมาณ 2 เดือน แล้วหลังจากนั้นก็ได้ทำงานที่เนชั่น เป็นช่างภาพหญิงคนแรกของที่นั่น และได้มาอยู่หน้า Focus ซึ่งเป็นหน้าสารคดี ปกิณกะ แต่ก็ต้องฝ่าฟันพิสูจน์ตัวเองว่าทำได้ ซึ่งตอนนั้นรู้สึกท้าทายและเหนื่อยมาก

ทำอยู่ที่ The Nation อยู่ประมาณ 2 ปี ก็ตัดสินใจย้ายมาเป็นช่างภาพหญิงคนแรกของหนังสือพิมพ์ Bangkok Post แผนก Outlook ลักษณะงานก็คล้ายๆกับที่เนชั่น ต้องถ่ายหมดตั้งแต่งานบันเทิง ดารา แฟชั่น อาหาร ภาพบุคคลต่างๆ สัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า ถ่ายหมดตั้งแต่ขึ้นไปถ่ายบนท้องฟ้าและลงไปถ่ายใต้น้ำ ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมากของชีวิต เพราะทำให้เราได้ลองผิดลองถูก ถ่ายทุกอย่าง จึงทำให้ทุกวันนี้เป็นช่างภาพที่ถ่ายภาพได้หลากหลาย ไม่จำกัดเฉพาะภาพบุคคลหรือธรรมชาติ

ในฐานะที่คุณสมคิดเป็นช่างภาพมายาวนานมาก และสามารถถ่ายภาพได้ทุกแนว โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าการถ่ายภาพในลักษณะใดยากที่สุด

สำหรับตัวเองแล้ว การถ่ายภาพที่ตัวแบบมีการเคลื่อนไหวเร็วๆทุกชนิด เช่น การถ่ายภาพการแข่งกีฬา ยากมากต้องใช้การดักจังหวะที่ชำนาญ และอุปกรณ์ต้องโฟกัสไวพอสมควร มันต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก คือ อุปกรณ์กล้องด้วย ความสามารถเฉพาะตัวอย่างเดียวไม่พอ

แล้วคุณสมคิดถนัดแนวไหนคะ

เมื่อก่อนมีคนชมว่าถ่ายภาพแนวบุคคล (portrait) ได้ดี ก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าดีอย่างไร เวลาถ่ายก็เพียงทำตามหน้าที่ และถ่ายธรรมดาๆ ไม่ได้มีมุมพิเศษอะไร

แต่ทุกวันนี้สรุปกับตัวเองแล้วว่า ชอบถ่ายและถนัดแนว portrait เพราะว่าเป็นงานที่ทำได้ดีที่สุด และพระจิตร์ จิตตสังวโร ตัณฑเสถียร (จิตร์ ตัณฑเสถียร) ได้เคยให้นิยามของผลงานการถ่ายภาพบุคคลไว้ว่า

"ความพิเศษของภาพบุคคลผลงานพี่สมคิดไม่ได้อยู่ที่เทคนิคลึกล้ำหรือมุมกล้องหวือหวา แต่เกิดจากศาสตร์และศิลป์ที่สามารถเห็น บันทึก และถ่ายทอดบุคลิกและพลังชีวิตชีวิตของแบบได้อย่างมีเสน่ห์ ภาพที่เราเห็นจึงสวยแบบธรรมชาติแต่ไม่ธรรมดา"

ปัจจุบันเราจะพบว่าการถ่ายภาพแข่งขันกันที่อุปกรณ์ เพราะหลายคนเชื่อว่าอุปกรณ์ดีจึงจะถ่ายรูปออกมาสวย ในมุมมองช่างภาพมืออาชีพคุณสมคิดมีแนวคิดอย่างไร

อุปกรณ์ก็มีส่วนสำคัญมาก เพราะทำให้เราถ่ายภาพได้ง่ายขึ้น มีเวลาใช้สมองสร้างสรรค์มากขึ้น ไม่ต้องไปพะวงเรื่องการโฟกัสหรือการวัดแสงมากนัก แต่ใดๆทั้งหมดนี้ "มุมมอง" ของช่างภาพเป็นสิ่งสำคัญที่สุด อุปกรณ์เป็นเพียงส่วนที่มาช่วยทำให้มุมมองนั้นชัดเจนและแม่นยำขึ้น

เมื่อมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับการตกแต่งภาพเข้ามามีบทบาทอย่างมาก คุณสมคิดมีความคิดอย่างไรบ้างคะเพราะบ้างก็ว่าจะทำให้ช่างภาพขาดความประณีตในการถ่ายภาพ

สำหรับเรื่องนี้มีความคิดเห็นเป็นการส่วนตัวว่า บางงานอย่าง เช่น การถ่ายภาพบุคคลนั้นก็จำเป็นต้องใช้ แต่จะใช้อย่างไรให้เหมาะสมพอดีนั้นก็เป็นศาสตร์ที่ต้องเรียนรู้กัน คิดจะยึดหลักว่า "แต่งภาพอย่างไรให้ดูเหมือนไม่ได้แต่ง" คือการทำให้น้อย พอดี เหมาะสมกับวัยของแบบ ไม่ใช่ทำออกมาแล้วเป็นคนละคนเลย สวยเกินจริง

แต่ถ้าเป็นงานข่าว คิดว่าไม่น่าแต่งภาพค่ะ ปรับได้เฉพาะคอนทราสต์ของรูปนิดๆหน่อยๆ เพราะภาพข่าวควรเป็นภาพแห่งความจริง ไม่ใช่ภาพมายา

ถามต่อไปว่าคุณสมบัติของช่างภาพที่ดีควรเป็นอย่างไรคะ

แล้วแต่ละสาขาของช่างภาพนะคะ เพราะช่างภาพมีหลายแขนงมากคุณสมบัติย่อมที่จะแตกต่างกันออกไป แต่ถ้าเป็นยกตัวอย่างเช่นถ้าเป็นช่างภาพสารคดี สิ่งหนึ่งที่เราควรมี คือ "การมองหา แล้วเราจะมองเห็น"

ปัจจุบันการถ่ายภาพดูเหมือนจะง่ายขึ้นเพราะสามารถถ่ายผ่านสมาร์ทโฟนก็ได้ ต่อเรื่องนี้มีข้อแนะนำอย่างไร เพราะทราบว่าคุณสมคิดเปิดคอร์สอบรมด้วย

ใช่ค่ะ เพราะทุกวันนี้ โลกดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในชีวิตเกือบทุกด้าน เราสื่อสารด้วยภาพเพื่อเข้าถึงใจผู้รับสาร หลายคนทำธุรกิจขายสินค้าทางโลกออนไลน์ และนำเสนอภาพสินค้าและบริการของตน แต่ไม่ทราบเทคนิคการถ่ายภาพด้วยโทรศัพท์มือถือ ให้สินค้าดูดี น่าซื้อ

หลายคนได้พบเห็นบุคคลที่น่าประทับใจและอยากส่งผ่านภาพและเรื่องราวนั้น ไปยังเพื่อนและสังคม ให้รู้ข่าวสารดีๆ นั้นด้วยกัน แต่รูปที่ออกมาดูไม่เป็นดังที่ตั้งใจ บางครั้งบุคคลนั้นๆกลับดูแล้วไม่น่าประทับใจ

หลายคนไปท่องเที่ยว เห็นบรรยากาศดีๆ ที่เที่ยวสวยๆ แต่ไม่รู้ว่า มุมไหน หรือถ่ายอย่างไร จึงจะส่งภาพความประทับใจให้กับคนที่รัก ดั่งดวงตาที่มองเห็นจริง "จริงอยู่ ใครๆก็สามารถถ่ายภาพได้ด้วยเทคโนโลยี
สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมแอพพลิเคชั่นต่างๆ แต่บางที ภาพสวยอาจไม่ใช่ภาพที่ดูดี หรือบางครั้งอาจไม่ใช่ภาพที่ทำให้ผู้ถูกถ่ายรู้สึกดี นี่คือความแตกต่างที่สร้างเส้นแบ่งระหว่าง 'คนที่ถ่ายรูปได้' และ 'คนที่ถ่ายรูปได้ดี"

จึงมีเสียงเรียกร้องอย่างมากให้เปิดสอนการถ่ายภาพสวยด้วยมือถือให้บุคคลทั่วไปบ้าง หลังจากที่ได้ตระเวนสอนหมอ พยาบาลและบุคคลากรทางการแพทย์ ถ่ายภาพสวยด้วยมือถือ ในโครงการ Art Care มาระยะหนึ่งแล้ว ได้พูดคุยกับทีมงาน เลยเกิดไอเดียเปิดคอร์สอบรมถ่ายภาพ ขึ้นมาสำหรับบุคคลทั่วไปที่มีมือถือ การอบรมครั้งนี้ ผู้สนใจจะได้เรียนรู้มุมมอง เทคนิคการถ่ายภาพสินค้า ผู้คน และธรรมชาติรอบตัว ให้ออกมาดูดี สวย และน่าสนใจ โดยที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน สำหรับผู้ที่สนใจอบรมการถ่ายภาพสามารถเข้าไปดูได้ตามตามลิงค์นี้ http://goo.gl/forms/uPuMoAwknj คะ เพราะจะมีรายละเอียดอยู่เรื่อยๆ

นอกจากเปิดคอร์สอบรมเรื่องการถ่ายภาพแล้วทราบว่ายังมีโครงการเพื่อการกุศลด้วย

ที่ทำมาอย่างต่อเนื่องคือโครงการ Art Care ค่ะ เป็นผู้ริเริ่มด้วยตนเองซึ่งเป็นการนำภาพถ่ายไปติดแสดงให้ผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย ตลอดจนบุคคลากรในโรงพยาบาลได้ชมเพื่อเป็นการเยียวยาจิตใจ หลังจากที่เคยมีสื่อฉบับหนึ่งเคยไปสัมภาษณ์ และถามถึงความฝันที่อยากจะทำ ได้ตอบว่าอยากเห็นภาพถ่ายของตัวเองไปติดแสดงในโรงพยาบาล

กระทั่งมีนางพยาบาลคนหนึ่งที่ได้อ่านบทสัมภาษณ์และติดต่อมา ในที่สุดจึงมีภาพถ่ายของเราไปแสดงครั้งแรกที่ หอผู้ป่วยไอ.ซี.ยู.ศัลยกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และต่อเนื่องไปอีกหลายโรงพยาบาล รวมถึงกิจกรรมที่อบรมถ่ายภาพให้กับบุคลากรในโรงพยาบาล

เพราะตอนเราเป็นช่างภาพข่าว เวลาไปต่างจังหวัด ไปอะไร เราก็จะถ่ายภาพธรรมชาติเก็บไว้ด้วย ไม่ได้ถ่ายเฉพาะงานที่เราได้รับมอบหมาย ไปต่างจังหวัด เห็นหยดน้ำ เราก็ถ่ายเก็บๆเอาไว้ และส่วนตัวคิดว่า เป็นความฝันของช่างภาพทุกคนที่อยากเห็นผลงานของตัวเองจัดแสดงในอาร์ตแกลเลอรี่ เคยคุยกับเพื่อนว่า อยากเอารูปที่ตัวเองถ่ายไปติดในโรงพยาบาล เพราะสงสัยว่าทำไมเราไม่มีรูปถ่ายสวยๆ ติดโรงพยาบาลบ้าง

อีกทั้งระยะหลัง พ่อแม่ของเราก็เริ่มแก่ตัวลง เริ่มเจ็บป่วย ต้องพาไปโรงพยาบาล หรือบางทีเราก็ไปเยี่ยมญาติ เยี่ยมเพื่อน เราเห็นความแตกต่างระหว่างโรงพยาบาลเอกชนกับโรงพยาบาลของรัฐบาล เพราะเวลาเราไปโรงพยาบาลเอกชน เราก็เห็นว่ามีงานศิลปะอยู่เยอะแยะ แต่เวลาเราไปโรงพยาบาลรัฐบาล มีแต่ผนังที่ว่างเปล่า มีแต่โปสเตอร์ป้องกันยุงลาย รณรงค์ให้ฉีดวัคซีน ฯลฯ

คิดก็เลยรู้สึกว่า โดยธรรมชาติ โรงพยาบาลรัฐบาล คนต้องมานั่งรอนานมาก ต้องรอรับยา รอเวลาเข้าห้องตรวจ จึงรู้สึกว่า ถ้ามีรูปสวยๆ มีงานศิลปะดูน่าจะดี ก็เลยมีความฝันว่าอยากเอารูปของตัวเองไปติดในโรงพยาบาล ถือเป็นแกลเลอรี่อย่างหนึ่งของช่างภาพ แต่เป็นแกลเลอรี่ที่มีประโยชน์ กับผู้ชมมหาศาลเลย ไม่เหมือนแกลเลอรี่ทั่วๆไป ที่คนมีความสุขเท่านั้นที่จะดูรูป แต่ที่โรงพยาบาล คนที่ดูส่วนใหญ่เป็นคนที่มีความทุกข์ เพราะเค้ามีความเจ็บป่วย"

เท่าที่ได้นั่งคุยกันเวลาที่พูดถึงภาพถ่ายของตนเอง คุณสมคิดมีความสุขมาก แท้จริงแล้วความสุขของช่างภาพมืออาชีพคืออะไรคะ

การได้เดินทางท่องเที่ยวถ่ายภาพไปทั่วโลก ไปยังดินแดนที่ยังไม่เคยไป ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆและได้มุมภาพใหม่ๆกลับมา

สุดท้ายแล้วคุณสมคิดมีคำแนะนำสำหรับผู้ที่คิดอยากจะเป็นช่างภาพโดยเฉพาะผู้หญิงอย่างไรบ้างคะ

โลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปมากแล้ว ช่างภาพหญิงหรือชาย ไม่มีข้อแตกต่างกันมากนัก วัดกันที่มุมมองมากกว่า แล้วงานช่างภาพแตกแขนงออกไปหลายแบบ เช่น ช่างภาพข่าว ช่างภาพแฟชั่น ช่างภาพสารคดี ช่างภาพอีเว้นท์ ฯลฯ เลือกให้เหมาะกับความสามารถของแต่ละคน แล้วคุณจะประสบความสำเร็จค่ะ