2 ตะลอนตลุย...คิมเบอลี่...

ตอนที่ 2 - Derby และ along the road
เที่ยวสุขใจ

Derby (เดอบี้)

อันที่จริงแล้วถ้าถามว่าเมืองต่อไปบนถนน Great Northern Highway จาก Broome คือเมืองอะไร ก็ต้องตอบว่าเมือง Fitzroy Crossing (ฟิตสรอย ครอสซิ่ง) ซึ่งอยู่ไกลออกไปประมาณ 350 กิโลเมตร แต่ควรแวะเมือง Derby ซึ่งมีทางแยกตรงไป (ก่อนจะเลี้ยวขวาตามถนนเส้นนี้ไปทิศตะวันออกขวามือ) เมืองนี้อยู่ห่างจากเมือง Broome ประมาณ 221 กิโลเมตรและห่างจากเมือง Fitzroy Crossing ไป 259 กิโลเมตร ในอดีตเมืองนี้เจริญรุ่งเรืองด้วยการเป็นเมืองท่าทางด้านตะวันตกในการขนส่งปศุสัตว์ จึงมีท่าเรือที่ประกอบด้วยสะพานปลา (jetty) ในบริเวณที่น้ำทะเลขึ้นสูงที่สุดของประเทศและเป็นลำดับที่สองในเขตซีกโลกใต้
 

Derby เป็นที่ฐานตั้งของ Royal Flying Doctor Service (หน่วยแพทย์บริการทางอากาศ) นอกจากนี้แล้ว Derby ยังเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ Kimberley School of the Air ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ออกอากาศสำหรับนักเรียนที่อยู่ห่างไกลในเขตนี้ที่ไม่สามารถไปโรงเรียนได้ (online learning แต่สอนทางวิทยุไม่ใช่ทางคอมพิวเตอร์) มีสวนพฤกษศาสตร์ สนามกอล์ฟ และมีทัวร์มากมายหลายบริษัทที่ให้บริการทั้งทางภาคพื้นดินไปป่าสงวนแห่งชาติ (เช่น Windjana Gorge National Park - มีออบสูงใหญ่อันเกิดจากแม่น้ำ Lennard ยาว 3.5 กิโลเมตร หรือ Tunnel Creek National Park - มีอุโมงค์น้ำยาว 750 เมตรให้คนไปเดินลอดทะลุอีกฟากหนึ่ง) Cape Leveque (อยู่ในตอนที่ 1) แม่น้ำ ภูเขา และทัวร์ทางอากาศไปแถบพื้นที่ชายฝั่งทะเล ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวมากมายทั้งหน้าผาสูงชัน น้ำตก ออบ เกาะ แก่ง ที่ไปได้ยาก (เช่น Horrizontal falls - น้ำตกเกิดจากระดับน้ำต่างระดับสองด้านที่ไหลผ่านช่องเขา หรือ Mitchell Falls - น้ำตกหลายชั้นสวยงามที่ควรชมทางอากาศและไปได้ทางพื้นดินโดย 4WD ของแท้เท่านั้น)

ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ Derby มีสัญญลักษณ์ของเมืองเป็นต้น baobabs หรือคนพื้นเมืองเรียกว่า boabs (อาจจะออกเสียงว่า เบา-แบบ แต่มักจะได้ยินว่า โบ-แอบ มากกว่า) เลยถือโอกาสเล่าเรื่องของเจ้าต้นไม้นี่ตอนนี้เสียเลย อันที่จริงแล้ว ต้นโบ-แอบเป็นต้นไม้ที่เห็นเป็นจำนวนมากที่ Kimberley ของรัฐ Western Australia จนเป็นสัญญลักษณ์ประจำถิ่นแบบว่าถ้าเห็นสัญญลักษณ์รูปต้นไม้นี้บอกได้เลยว่าเป็นเรื่องราวของท้องถิ่นนี้ (แม้ว่าปัจจุบันจะมีคนนิยมเอามาปลูกนอกท้องถิ่นมากมาย เช่น Kings park ที่เมือง Perth หรือที่เมืองไทยที่สวนราชพฤกษ์เชียงใหม่ หรือที่สวนนงนุชชลบุรี) บางต้นใหญ่มากๆสูงหลายสิบเมตร มองไปมองมาก็เหมือนขวดอ้วนๆที่มีใบไม้มาปักเอาไว้ (บ้านเราก็เรียกว่าปาล์มขวด) บางทีก็มีสองสามขวดติดกันทำให้อ้วนๆเพราะแอบเก็บกักน้ำไว้ใช้เองเป็นจำนวนมาก (มากขนาดเจาะเอาก็อกน้ำติดก็เปิดเป็นน้ำไหลได้ก็แล้วกัน) ช่วงฤดูแล้ง (Dry) จะผลัดใบจนโกร๋นดูเหมือนว่าเป็นต้นไม้ที่เอาหัวปักดินและเอารากชี้ขึ้นฟ้าเสียอย่างนั้นแหละ แต่พอมีความชื้นมากหน่อยก่อนฤดูน้ำหลากก็จะเริ่มผลิใบมาใหม่และจะมีผลิดอก สำหรับดอกของต้นโบ-แอบจะมีสีครีมหรือเหลืองอ่อนและประหลาดที่จะบานเฉพาะตอนกลางคืน ใครอยากจะเห็นก็ต้องไปเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมโน่นแน่ะ

ลูกของต้นโบ-แอบมีเปลือกแข็ง อยู่บนต้นนานเหมือนกันแต่เวลาแห้งแล้วจะตกลงมาที่พื้นเอง

ลูกแห้งๆแบบนี้คนพื้นเมืองที่มีฝีมือเอามาแกะสลักเป็นรูปเรื่องราวพื้นบ้านต่างๆของ Kimberley ขาย สวยมาก ราคาประมาณ 25-35 เหรียญต่อลูกที่ตลาดนัดวันเสาร์ที่เมือง Broome ตอนนั้นยับยั้งชั่งใจไม่ซื้อเมื่อได้คูณเป็นเงินไทยประมาณดอลล่าห์ละ 29-30 บาทแล้ว ทีนี้เมื่อซื้อของสำเร็จรูปไม่ไหวเลยเก็บเอาลูกที่หล่นมาบ้าง (ดูรูปเสียก่อนขึ้นเก็บเองคงไม่ไหว) เผื่อจะลองแกะสลักดูเป็นงานอดิเรก

ความรู้ทางวิชาการที่นักเขียนชื่อ Huge Brown เล่าไว้ในหนังสือของเขาชื่อ Kimberley (ค.ศ. 2004) มีว่าโบ-แอบออสเตรเลีย เป็นหนึ่งใน 8 สายพันธ์ของโบ-แอบที่หลงเหลืออยู่ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Adansonia gregorii อีก 6 สายพันธ์พบในประเทศ Madagascar (มาดากัสก้า) และสายพันธ์ที่เจ็ดพบเห็นที่ Tropical Africa สำหรับโบ-แอบออสเตรเลียพบเฉพาะบริเวณ Northern Territory (มีเมืองดาร์วินเป็นเมืองหลวง) แถบ Victoria River และเขต Kimberley เท่านั้น ไม่มีใครบอกได้ว่าต้นโบ-แอบสูงที่สุดเท่าไหร่ แต่มีการบันทึกเอาไว้ว่ามีต้นโบ-แอบที่ทางแยกของแม่น้ำ Sprigg และแม่น้ำ Isdell ต้นหนึ่งมีความสูงวัดเฉพาะส่วนอวบของลำต้น (chest-height) ไม่รวมกิ่งก้านได้ 16 เมตรและอีกต้นหนึ่งที่แม่น้ำ Dunham บนสถานีปศุสัตว์ Kingston Rest Station วัดได้สูง 17 เมตร

นอกจากเรื่องราวของสายพันธ์และสถิติแล้ว Hugh Brown ยังบอกอีกว่าต้นโบ-แอบเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของชนพื้นเมือง Aboriginal มาก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนที่คนขาวจะเข้ามาอยู่) โดยเอาเกือบทุกส่วนของต้นโบ-แอบไปใช้ให้เป็นประโยชน์ เช่น ใช้ใบเอามารมควันไล่ยุงและใช้เปลือกและเยื่อไม้มารองบนถ่านเมื่อจะปิ้งเนื้อและปลา ส่วนรากเอามาปั่นเป็นเชือกยาวๆเมื่อใช้พันกับก้อนหินก็สามารถใช้เหวี่ยงเป็นอาวุธ (ล่าสัตว์) ได้ ส่วนที่เป็นแก่นสีขาวในผลก็สามารถนำมาบดและคั้นผสมกับน้ำและน้ำผึ้งป่า กลายเป็นเครื่องดื่มบำรุงหัวใจหลายรสชาติขึ้นอยู่กับความหวานของแก่น บางทีชนพื้นเมือง ก็สับบนเปลือกไม้เป็นทางๆจนถึงแก่นสีขาวจะมีน้ำไหลออกมาก็สามารถดื่มน้ำจากต้นได้ ปัจจุบันก็ยังใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์จากต้นโบ-แอบ (สารคดีออกทีวี) อีก เช่น เอาแก่นข้างในของผลดิบๆมาปรุงเป็นอาหาร (เห็นว่ารสชาติคล้ายกับเกาลัด) หรือเอาเมล็ดของต้นโบ-แอบมาเพาะปลูกและเก็บขายเมื่อลำต้นอวบเล็กๆคล้ายกับต้นแครอททานได้ทั้งลำต้นและใบ (เห็นว่ารสชาติลำต้นคล้ายกับแอบเปิ้ล และใบคล้ายกับพริกไทย) แต่มีคำเตือนว่าไม่ควรนอนหลับใต้ต้นโบ-แอบในตอนกลางคืนเพราะงูก็ชอบที่ไปหลับบนกิ่งของโบ-แอบและอาจจะตกลงมาโดนเราที่นอนหลับแถมงูยังอาจจะนึกว่าเราเป็นขอนไม้มามุดนอนด้วยเสียอีก

ความที่โบ-แอบที่แก่มากแล้วจะมีลำต้นอ้วนใหญ่ มีโพรงข้างในสามารถเจาะเป็นทางเข้าออกเหมือนประตูได้ สมัยก่อนจึงใช้ต้นโบ-แอบเป็นที่คุมขังนักโทษระหว่างพาไปลงโทษ มีหลายแห่งด้วยกันในท้องที่ของ Kimberley แต่ต้นโบ-แอบที่เมือง Derby อยู่บนถนน Pigeon Heritage Trail (ถนนที่เล่าตำนานเก่าแก่เกี่ยวกับนกพิราปของชนพื้นเมือง) ห่างจากตัวเมืองออกมาทางถนน Highway แค่ 7 กิโลเมตร ทำให้อยู่ใกล้เมือง Broome มากเลยเป็นจุดท่องเที่ยวที่ไปได้สะดวกกว่าที่อื่นโดยที่ ต้นโบ-แอบต้นนี้เชื่อว่าอายุราวๆ1,500 ปี สามารถบรรจุนักโทษระหว่างเดินทางมายัง Derby ได้ถึง 16 คน ปัจจุบันต้นโบ-แอบต้นนี้ก็ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนจอมปลวกยักษ์สีครีมในรูปก็อยู่ใกล้ๆกับเจ้าต้นโบ-แอบที่ใช้ขังนักโทษนี่แหละ
     

Along the road

ออกจากเมือง Derby ก็เลี้ยวซ้ายเดินทางต่อไปตามถนน Great Northern Highway สภาพของถนนส่วนใหญ่จะดี ราดยางและกว้างเพราะเป็นเส้นทางหลักสำหรับรถบรรทุกสัตว์ หรือน้ำมันหรือสินค้าเกษตร แต่ the way ก็ไม่ได้ high ตลอดทางหรอกเพราะบางช่วงก็แคบ ไม่มีเส้นกลางถนนแถมเหลือเลนเดียวถ้าข้ามสะพานเสียอีก ยิ่งถ้าเป็นสะพานยาวๆตอนสลัวๆก็ต้องจอด (มีป้ายเตือนเหมือนกัน) เพื่อส่องดูให้แน่ใจว่าไม่มีรถสวนมา ถ้าถนนเข้าเขตเทือกเขาทางก็จะคดเคี้ยวให้ตื่นเต้นได้นิดหน่อย แต่ถ้าเป็นพื้นราบส่วนใหญ่ก็จะตรงแหนวสุดลูกหูลูกตาแบบว่าใช้นิ้วเดียวแตะและขับแบบนี้ไปเรื่อยๆได้เลย โดยทั่วไปรถเก๋งหรือ 4WD จะขับแบบเป็นเจ้าถนนเพราะสามารถวิ่งด้วยความเร็ว110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และนานๆถึงจะมีรถสวนมาสักคันหนึ่ง บางทีก็ง่วงกันเป็นพักๆเพราะสายตาก็มองระดับเดียวอยู่ข้างหน้า มือและเท้าก็ไม่ได้เคลื่อนไหว ต้องแวะจอดยืดแข้งยืดขากันเป็นบางครั้งหรือต้องหาอะไรแปลกๆรอบๆดูเพื่อให้หายง่วง

บริเวณที่เป็นพื้นที่ราบกว้างสุดลูกหูลูกตา มีต้นไม้เล็กๆบ้างแต่ส่วนใหญ่จะเป็นไม้พุ่ม ซึ่งเป็นพื้นที่น้ำท่วมถึงในฤดูน้ำหลาก จะมีจอมปลวก (โดยทั่วไปเรียกปลวกว่า Termite แต่ที่ออสเตรเลียมักเรียกว่า White Ant) บางแห่งเป็นสีเทาเหมือนบ้านเรา (และที่ Derby) แต่บริเวณถนนอยู่ช่วงหนึ่งไม่ไกลจากทางแยกเมือง Derby ก่อนจะถึงเมือง Fitzroy Crossing เป็นสีแดงตั้งแต่แดงน้อยจนถึงแดงแช้ด (ตามสีของดิน) มากมาย ทั้งใหญ่และเล็กเป็นหมื่นๆ(ตามสายตาอยากจะบอกว่าเป็นแสนๆ) รูปร่างกลม ฐานใหญ่ปลายเล็ก ผิวนูนตะปุ่มตะปั่ม (จอมปลวกรัฐอื่นเป็นแท่งสูงบางยอดแหลมเพราะเกิดจากปลวกคนละชนิดกัน) เต็มท้องทุ่งไปหมดทั้งซ้ายและขวา ทั้งที่ดูใหม่และเก่า บางอันสูงท่วมหัวถึง 2 เมตรแต่ไม่รู้ว่ามีปลวกอยู่หรือเปล่า มีคนเขาบอกว่าเคยเห็นบางอันสูงถึง 8 เมตร คงจะสร้างมาชั่วลูกชั่วหลานกระมัง บางอันอยู่ใกล้ถนน มีอันเล็กๆหลายอันอยู่บนทรายข้างถนนราดยาง เห็นบางอันโดนรถทับแบนไปก็มี

เท่าที่สังเกตุ ตลอดระยะทางของถนนที่เป็นทางราบจะมีป้ายบอกเป็นระยะๆให้คนขับรู้ว่าจะเจออะไรข้างหน้า เช่น ป้ายระวังถนนลื่นเมื่อเปียก ป้ายรูปสะพานแคบ ป้ายบอกให้ลดความเร็ว เตรียมตัวจอดและห้ามแซง (80/ Prepare to stop/ Do not overtake) และเนื่องจากฤดูของ Kimberley มีเพียงสองฤดูคือฤดูน้ำหลาก (Wet) และฤดูแล้ง (Dry) ในฤดูน้ำหลากถนนราดยางหลายช่วงจะมีน้ำไหลผ่าน สถานที่บางแห่งอาจจะถูกตัดขาดจากการเดินทางโดยรถ ดังนั้น ป้ายที่มีไว้เฉยๆในฤดูแล้ง ก็ต้องดูเป็นพิเศษในฤดูน้ำหลากได้แก่ป้ายบอกทางน้ำผ่าน (Flood Ways) และถนนสายนี้น้ำท่วมให้ดูความลึกจากป้าย (This road subject to be flooded. Sign indicates the depth) เพราะบางทีอาจจะขับเข้าไปไม่ได้เนื่องจากน้ำท่วมถนนสูงมาก สังเกตจากป้ายบอกระดับน้ำที่ปักไว้ บางช่วงสูงถึง 4 เมตร อาจจะเป็นลำห้วยพาดผ่าน คงนึกภาพกันออกว่ามีแต่เรือเท่านั้นที่จะผ่านไปได้ ดังนั้น คงจะไม่แปลกใจว่ารถที่คนที่นีใช้และเห็นได้ตามท้องถนนส่วนใหญ่จะเป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อของแท้ ((4Wheel-Drive - 4WD แบบมี Low-range ที่บ้านเราเรียกเกียร์โลว์) ส่วนใหญ่จะมีท่อไอเสียต่อจากข้างล่างขึ้นไปด้านข้างประตูอยู่บนหัวคนขับเพราะรถแบบนี้เท่านั้นที่จะลุยน้ำได้ครึ่งคันรถ เนื่องจากน้ำจะไม่เข้าท่อไอเสียและทำให้รถดับกลางคัน รถที่ไม่ได้ทำท่อไอเสียอย่าได้ลองเป็นอันขาด ลุยน้ำแค่ครึ่งล้อน้ำก็ถึงท่อแล้ว ถ้ารถดับน้ำเข้าไปถึงเครื่องละก็ได้ซ่อมหลายตังค์เปล่าๆ

แต่อย่างไรก็ตามหากน้ำไม่ลึกมากก็สามารถขับลุยไปได้เพราะสองข้างทางจะมีเสาหลักสะท้อนแสงทั้งซ้ายและขวาคู่กันไป (บางทีก็ไม่เป็นคู่เพราะบางอันก็หลุดหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้) เสาส่วนใหญ่จะเป็นสีขาวด้านซ้ายจะมีจุดสะท้อนแสงเป็นสีแดง ด้านขวามีจุดสะท้อนแสงเป็นสีขาว (หมายความว่าหลักสีขาวแต่ละอันจะมีสีแดงด้านหนึ่งและสีขาวด้านหนึ่ง) เป็นประโยชน์มากเมื่อขับรถเวลาน้ำท่วมบนพื้นราบไม่เห็นผิวถนนเลย หลักเหล่านี้ก็จะบอกความกว้างของถนน คนขับ (พวงมาลัยซ้ายเหมือนเมืองไทย) ก็จะขับภายในหลักสีแดงไปหรือถ้าขับรถตอนกลางคืนคนขับจะได้เกาะสีแดงเอาไว้เพราะมืดสนิท (บางทีก็งงๆเวลาวิ่งบนทางโค้งว่าทำใมสีขาวมาอยู่ตรงหน้าได้) บางช่วงของถนนจะเป็นหลักสีฟ้าแต่ไม่เห็นบ่อยนัก มักเป็นช่วงวิ่งบนเขา นั่นหมายความว่าเป็นช่วงที่คนขับรถต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเนื่องจากเวลามีฝนตกหนัก นอกจากถนนจะลื่นแล้วอาจจะมีน้ำหลากจากบนเขาลงมาในบริเวณนั้นแบบไม่ทันได้ตั้งตัว

ส่วนป้ายอื่นๆเช่น ป้ายรูปสัตว์แปลว่าให้ระวังสัตว์เพ่นพ่าน (กลัวสัตว์ตายเพราะรถส่วนใหญ่ที่วิ่งระหว่างเมืองจะมีบาร์หน้ารถ แต่ก็กลัวคนตายเนื่องจากสัตว์มาชนด้วยน่ะแหละ โดยเฉพาะวัวตัวผู้ ที่ดุมาก อาจจะคิดว่ารถเป็นตัวผู้อีกตัวหนึ่ง ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ มีข่าวรถถูกวัวขวิดคว่ำและคนขับโชคร้ายถึงตายมาแล้ว) หรือป้ายสีน้ำตาลแดงแจ้งว่ามีแหล่งท่องเที่ยวอะไรข้างหน้าบ้าง บอกระยะทางเอาไว้เสร็จสรรพ

สำหรับถนนระหว่างเมืองโดยทั่วไปจะมีป้ายสีเขียวบอกระยะทางที่เหลือโดยมีอักษรย่อของเมือง เช่น D(Derby), BM(Broome), F(Fitzroy), HC(Halls Creek), KN (Kununurra), WD(Wyndham) หรือป้ายสีน้ำเงินบอกว่ามีที่พักริมทาง (สัญญลักษ์ที่นั่งมีขาอยู่ใต้ต้นไม้) อีกกี่กิโลเมตรข้างหน้า ก็มีให้เห็นเป็นระยะๆแต่เอาเข้าจริงๆอย่าได้ฝันหวานว่าจะไปนั่งกินลมใต้ต้นไม้ชมวิวตามสัญญลักษณ์ที่เห็นเสมอไป เพราะบางแห่งก็ไม่มีอาคาร ไม่มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่ม และไม่มีที่นั่งเลย มีเฉพาะทางเลี้ยวเข้าไปให้จอดพักในบริเวณนั้นๆเพื่อลงมายืดแข้งยืดขามากกว่า และมีถังขยะให้เท่านั้นเอง การที่ต้องจัดที่ให้รถจอดเพราะการจอดข้างทางถนนเป็นอันตรายอย่างยิ่ง พื้นข้างถนนส่วนใหญ่จะเป็นทราย (ป้ายจะบอกว่า Soft Sand ) หากเข้าจอดรถจะขับตกหล่มวิ่งต่อไม่ได้ และคนขับส่วนใหญ่ที่ขับรถระยะทางไกลๆมักจะมีอาการหลับในและมองไม่เห็นรถที่จอดได้ โดยเฉพาะช่วงบ่ายที่ดวงอาทิตย์ลงต่ำ

นอกจากป้ายที่พักริมทางที่ว่าแล้วก็ยังมีป้ายบอกสถานที่ที่สามารถจอดรถได้ฟรีอีกสองแบบด้วยกัน แบบแรกเป็นแบบชั่วคราว (ป้ายสีฟ้ามีอักษร P) เป็นเฉพาะทางเข้าไปข้างถนนและมีทางออกอีกทางหนึ่งเป็นรูปครึ่งวงกลม จะเป็นที่สำหรับจอดดื่มและทานอาหารเพราะมีเฉพาะถังขยะให้ บางทีก็มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่ม บางทีมีต้นไม้แต่ก็ไม่ร่ม บางทีก็ไม่มีต้นไม้เอาเสียเลย ถ้าป้ายมีแถมรูปรถบรรทุกด้วยก็จะเป็นเลนยาวมากสำหรับรถนอน caravan รถบรรทุกธรรมดา และรถที่พ่วงหลายๆตอน (Road Train ) บางทีก็จะเป็นเลนอีกเลนหนึ่งทำไว้ต่างหากติดกับถนนไปเลยเพราะเลี้ยวยาก แบบที่สองเป็นที่สำหรับจอดตลอดคืน (24 hours stay) จะเป็นป้ายสีฟ้า (อาจบอกชื่อสถานที่) มีรูปเก้าอี้ใต้ต้นไม้ กองไฟและหญิงชายคู่กัน (ถ้าเป็นรูปเตียง ช้อนซ่อม ด้วยหมายถึงมีที่นอนและอาหารบริการเชิญมาจ่ายตังค์ได้) ซึ่งมีอยู่หลายแห่งทั่วไปตามถนนระหว่างเมืองที่ค่อนข้างยาว มักจะอยู่ใกล้ลำธารหรือวิวสวยบนเขาและมีต้นไม้ใหญ่ ที่จอดแบบนี้ อนุญาติให้ค้างคืน ทำอาหาร และมีบริการห้องสุขาแบบหลุม (แปลกที่ไม่มีกลิ่นรบกวนอาจจะเป็นเพราะมีท่อระบายกลิ่นขนาดใหญ่ที่เห็นสูงกว่าหลังคาก็ได้) อย่างน้อยสองห้องและบางแห่งอาจจะมีที่นั่งทานอาหารให้ด้วย ที่แบบนี้รถบรรทุกและรถนอน caravan ชอบและมักจะมาจอดพักฟรี (ปกติที่พักนอนสำหรับ caravan ในเมืองหรือที่ Roadhouse จะต้องจ่ายเงินค่าจอดแต่ใช้ไฟ ใช้น้ำหรือใช้เตาได้) บางคันก็อยู่เป็นอาทิตย์นั่งๆนอนๆอ่านหนังสือบ้าง ขับไปเที่ยวตามที่ต่างๆบ้าง คนขับรถทางไกลทั่วไปแม้จะไม่ได้แวะเพื่อค้างคืน ก็มักจะมาแวะพักผ่อนและใช้บริการห้องสุขาเหล่านี้เหมือนกัน

เมื่อขับรถทางไกลบนถนนระหว่างเมืองในเขต Kimberley มักจะขับไปทันรถบรรทุก รถ Road train (มีหลายท่อนคล้ายโบกี้รถไฟ) และรถนอน caravan เพราะรถประเภทนี้วิ่งได้ช้ากว่า (ขับได้ไม่เกิน 100 กม/ชม เหมือนรถที่กำลังลากจูง ในขณะที่รถธรรมดาขับได้ถึง 110 กม/ชม) หรือบางทีก็ไปเจอคนขับรถ 4WD (4Wheel-Drive) ที่ขับช้าบ้าง หากไปเจอเข้าในช่วงเป็นทางคดเคี้ยวก็ถือว่าโชคไม่ดีต้องขับตามกันไปหลายกิโลเมตรเพราะมีเครื่องหมายเส้นทึบห้ามแซง (คนทางนี้เขาเคารพกฏหมายเนื่องจากค่าปรับแพงและอย่าไปต่อรองให้เสียเวลา)

ไม่ต้องแปลกใจถ้าขับรถสวนรถนอน caravan แล้วพบว่าคนขับมักจะยกมือขวาหรือยกนิ้วชี้ขวาให้ (ไม่ใช่นิ้วกลางเน้อ) เราก็ควรจะยกตอบไปเพราะนั่นคือการทักทาย (ตอนหลังเรายกก่อนเสียเลย เจอยกตอบมาบ้าง ไม่เจอเนื่องจากเป็นคนท้องถิ่นก็มี) ส่วนใหญ่ผู้คนที่ต้องการขับรถตระเวณท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆเป็นเดือนๆหรือหลายเดือนก็จะใช้รถนอน caravan เป็นที่นอนกัน (ทั้งเช่าและมีเอาไว้เอง มักจะเป็นผู้สูงอายุที่เกษียณแล้วหรือคู่รักวัยรุ่นยังไม่ทำงานประจำก็จะพากันท่องเที่ยวแบบไม่ห่วงเรื่องเวลา) เพราะประหยัดค่าที่พักไปได้มาก เท่าที่เห็นมีหลายประเภท มีทั้งแบบเดี่ยว (มีหลากหลายชนิด) มีรถลากไปและปลดออกได้ ซึ่งรถที่ลากจะต้องมีกำลังเครื่องค่อนข้างสูงหรือเป็นพวก 4WD เพราะที่นอนที่นอนได้หลายคนหรือมีอุปกรณ์พร้อมจะค่อนข้างใหญ่และหนัก แบบนี้อาจจะทำให้ความยาวของรถเพิ่มขึ้นแต่จะสะดวกตรงที่ว่าเมื่อได้พักจอดแล้วก็ถอดตัวลากออก ตัวรถก็ใช้ขับไปไหนต่อไหน เช่น ทางแคบ ขึ้นเขา ลงห้วยได้สบาย ทั้งแบบที่เป็นตัวรถและที่นอนอยู่ด้วยกัน ซึ่งไม่ยาวเปลืองเนื้อที่จอดเพราะไม่ต้องมีรถมาลากแต่บางทีก็ไม่สะดวกที่จะขับสมบุกสมบัน แต่เห็นมีรถแบบนี้บางคันที่ลากรถจี๊ปขนาดเล็กหรือบรรทุกรถจักรยานติดไปด้วย ถ้าจอดแล้วก็ขับจี๊ปหรือขี่จักรยานออกไปไหนต่อไหนได้เช่นกัน

เท่าที่สังเกตรถนอน caravan ที่วิ่งอยู่เส้นทางนี้มักจะเป็นรถที่ไม่ค่อยใหญ่มากนัก อาจจะเป็นเพราะถนนค่อนข้างเล็ก (เคยเห็นในหนังอเมริกัน รถนอน caravan ของที่นั่นบางคันใหญ่เหมือนรถบัสเลย) สำหรับที่จอดก็หายห่วง ด้วยความที่การท่องเที่ยวด้วยรถนอน Caravan นี้เป็นที่นิยมมากในออสเตรเลียโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่รัฐใหญ่เช่น WA ที่แต่ละเมืองห่างไกลกันหลายร้อยกิโลเมตร เพราะมีที่จอดแวะมากมายระหว่างทางทั้งฟรีและบริการเสียเงินของสถานีเติมน้ำมันและร้านขายของกลางทางที่เรียกว่า Roadhouse ต่างๆในตัวเมืองก็มีที่จอด (รับรองว่ามีทุกเมืองในเขต Kimberley นี้) บางเมืองใหญ่หน่อยก็มีหลายที่ หลายระดับให้เลือก มีทั้งเฉพาะที่จอดเฉยๆหรือมีที่พักด้วยเพื่อให้เปลี่ยนบรรยากาศทั้งธรรมดาและหรูหราหลายดาว ทุกแห่งจะมีสิ่งอำนายความสะดวกพื้นฐาน เช่น ห้องสุขา ห้องอาบน้ำ ที่ซักผ้า-ตากผ้า ปลั๊กไฟ ที่ทำอาหาร ที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจและอาจจะมีส่วนอื่นๆเป็นทางเลือกหากจะพักนานหน่อย เช่น มีที่ออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ หรือสนามเทนนิส รวมทั้ง บริการตรวจเช็ครถ หรือบริการทัวร์

เกือบลืมเล่าไปว่า ช่วงหนึ่งของถนน Highway เห็นพุ่มไม้ใบสีเงินคุ้นๆตาขึ้นเยอะแยะทั่วไป เลยลงทุนจอดรถและไปดูใกล้ๆดอกที่กำลังบานดูเหมือนดอกรักที่บ้านเราเป๊ะเลย แต่มีเฉพาะสีม่วงไม่มีสีขาวและมีผลด้วย เห็นว่าแปลกดีที่ต้นไม้ที่ขึ้นบนดินทรายปนหิน แห้งแล้งกว่าเยอะที่นี่ก็ไปคล้ายต้นไม้บ้านเราได้เลยถ่ายรูปมาฝาก พุ่มไม้นี้น่าจะขึ้นเองเพราะมีดาษดื่นทั่วไปเหมือนไม่มีค่าคิดว่าคงไม่มีใครเขาเอาไปทำอะไรเป็นการค้าเพราะไม่เคยเห็นผลิตภัณฑ์ของดอกชนิดนี้ที่ไหนนอกจากบนต้นของมันเอง ถ้ามาปักหลักปักฐานแถวนี้ก็คงจะทำธุรกิจร้อยมาลัยหรือทำของประดับขายได้ เสียดายที่ในบ้านเราเองต้นดอกรักที่ครั้งหนึ่งชาวบ้านนิยมเอามาปลูกหน้าบ้านเพราะทนแล้ง ชื่อมีความหมายดีแถมยังเอามาใช้ประโยชน์ทำเป็นเครื่องตกแต่งบ้านหรืองานพิธีต่างๆได้ก็ดูเหมือนจะหายสาปสูญไปเยอะแล้วเพราะปัจจุบันคนไทยหันไปนิยมดอกรักพลาสติกกันหมด

ความจริงถ้าดูวิวอย่างเดียวก็ไม่ค่อยจะะเบื่อหรอกเพราะวิวแต่ละช่วงจะแตกต่างกันไป ถนนช่วงหลังๆเป็นเทือกเขาของ Kimberley ซึ่งจะมีลักษณะเฉพาะ คือ จะเป็นหินเป็นก้อนใหญ่เลยไม่ค่อยมีการถล่ม (คงจะถล่มไปก่อนหน้านี้แล้ว) ปกติแล้วจะเห็นว่าหินมีสีแดง น้ำตาล หรือส้มเพราะมีธาตุเหล็กมาก พื้นดินก็เลยคล้ายดินลูกรังแถวบ้านเรา ไม่ค่อยมีต้นไม้เป็นพวกพุ่มไม้หรือหญ้าปกคลุมเป็นส่วนใหญ่ (เหมือนเขาหัวโล้นบ้านเรา) มีความสูงไม่มากนัก น่าจะเรียกว่าเนินเขามากกว่าภูเขา รูปร่างมีหลายลักษณะ เป็นได้ทั้งแบนๆยาวๆและเป็นทรงกรวย หน้าตัด รวมทั้งมีรูปร่างแปลกแบบอื่นๆ

พอใกล้ตะวันตกดินเข้ามาทุกทีแถมยังอีกไกลกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง มองถนนข้างหน้าไม่เห็นรถสักคันเห็นเนินเขาลิบๆแต่ไม่เห็นบ้านผู้คน แถมรถตามหลังก็ไม่มี มีแต่ต้นโบ-แอบยืนเหงาเดียวดายอยู่ไกลๆท่ามกลางจอมปลวกที่ขึ้นกระจัดกระจาย หญ้าแห้งโดนไฟเผามีควันไฟอ้อยอิ่ง ถึงตอนนี้อาจจะทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว อ้างว้าง สิ้นหวังกันได้ง่ายๆความเย็นเยียบเริ่มคืบคลานมาตามมือและเท้าทีละน้อยๆแบบช่วยไม่ได้ แม้ว่าพยายามหาเรื่องคุยกันก็แล้วแต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก ในที่สุดเสียงคุยก็ค่อยเงียบลงและจะสามารถถอนหายใจเฮือกใหญ่ มีเสียงคุยใหม่และยิ้มออกก็เมื่อเห็นป้ายที่พักแล้วนั่นแหละ