หอมละมุน กรุ่นกลิ่น "น้ำอบไทย" วังวรดิศ เป็นที่กล่าวขาน

สถานีศูนย์วัฒนธรรม
ช่างภาพ: 

ถึงช่วงวันสงกรานต์ทีไร สิ่งหนึ่งที่จะขาดไปเสียมิได้เลยในงานเทศกาลนี้ นั่นก็คือ "น้ำอบไทย" หนึ่งในเครื่องหอมไทยโบราณที่นอกจากจะถูกนำมาใช้ประกอบในงานพิธีต่างๆ แล้ว ยังถือเป็นเครื่องสำอางที่ได้รับความนิยมอย่างมากเมื่อในอดีต ด้วยมีทั้งกลิ่นหอมชื่นใจ และยังมีสรรพคุณช่วยดับพิษร้อนได้อย่างดีอีกด้วย

จากการสืบค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับน้ำอบไทยพบว่า แม้จะไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเกิดขึ้นในสมัยใด แต่จากวรรณคดีขุนช้างขุนแผนที่มีการกล่าวถึงขุนช้างได้นำน้ำอบประพรม แสดงให้เห็นว่าคนไทยรู้จักใช้น้ำอบมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา สืบเนื่องมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในวังหลวงจะมีพนักงานฝ่ายใน ทำหน้าที่ดูแลเรื่องเครื่องหอมต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๕ แต่ละพระตำหนักจะมีการปรุงน้ำอบใช้เอง ซึ่งถึงแม้ว่าทุกที่จะมีกรรมวิธีการทำเหมือนกัน กระนั้นในรายละเอียดปลีกย่อย รวมถึง "กลิ่นหอม" ของน้ำอบจากแต่ละตำหนักกลับมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับว่าเป็นสูตรของผู้ใดจะชอบหรือต้องการเน้นกลิ่นใดเป็นพิเศษ จนกล่าวได้ว่าการทำน้ำอบนั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ต้องอาศัยความชำนาญ ความละเอียดอ่อนเอาใจใส่ และความอดทนอย่างสูง

ทั้งนี้ ตามที่ได้กล่าวถึงแล้วว่า ในอดีตน้ำอบถือเป็นเครื่องสำอางที่ผู้คนนิยมนำมาใช้ประพรมร่างกายเพื่อคลายร้อน ช่วยให้เกิดความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า เนื่องจากมีส่วนประกอบของสมุนไพรไทยหลายชนิด อาทิ ชะลูด ใบเตย จันทน์เทศ ซึ่งมีสรรพคุณดับพิษร้อน นอกจากนี้ยังมีแป้งดินสอพองและพิมเสนเป็นตัวช่วยให้เกิดความเย็นสบายด้วย แต่ปัจจุบันความนิยมในการใช้น้ำอบเปลี่ยนไปสู่งานพิธีต่างๆ เสียมากกว่า เช่น ใช้ในการสรงน้ำพระและรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ที่เคารพในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เป็นต้น

สำหรับน้ำอบไทยที่จะกล่าวถึงในครั้งนี้เป็น "น้ำอบไทยสูตรวังวรดิศ" โดยมี คุณอัมพร ดิศกุล ณ อยุธยา ภริยา หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กรุณามาถ่ายทอดให้ฟัง

"ถ้าจะกล่าวถึงน้ำอบไทยสูตรของวังวรดิศเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีหม่อมของท่านชื่อ หม่อมเฉื่อย ยมาภัย เป็นผู้ทำน้ำอบน้ำปรุงถวาย แต่สิ่งนี้ได้ขาดหายไปจากในวังนานแล้ว ดิฉันจึงคิดอยากจะรื้อฟื้นขึ้นมา เพราะว่ามีใจรักมานานแล้ว สมัยก่อนจะชอบหาหนังสือเกี่ยวกับการทำน้ำอบน้ำปรุงบุหงามาอ่าน และพยายามจะทราบว่าทำไมคนโบราณถึงรู้จักการทำของเหล่านี้ แต่อ่านแล้วก็วางไว้ เพราะตอนนั้นคิดว่าฉันคงทำไม่ได้แน่ แต่ก็เหมือนกับเราได้เก็บข้อมูลไว้ก่อน จนเมื่อได้ไปเรียนรู้วิชามาจากอาจารย์ในวังหลวง มันเหมือนกับว่ามีคนมาไขกุญแจให้เรารู้แล้วว่าจะต้องทำอะไรยังไง แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีการพัฒนาตัวเองไปด้วย เพราะบางครั้งครูบาอาจารย์ไม่ได้สอนเราหมดทุกเรื่อง แต่ดิฉันมีความเชื่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเอง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีเหตุมีผล การที่เรามาทำอะไรได้ต้องมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วย เพราะทราบมาว่าการทำน้ำอบน้ำปรุงโบราณไม่ใช่ทุกคนเรียนรู้แล้วจะทำได้หมด แต่เป็นการทำได้โดยใจรักและอดทน และมีอะไรที่ช่วยมาดลใจให้เราทำงานนี้สำเร็จ"

คุณอัมพรเริ่มทำน้ำอบไทยสูตรวังวรดิศมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๗ โดยผ่านการเรียนรู้ลองผิดลองถูกอยู่พักใหญ่จนกระทั่งได้สูตรเฉพาะนี้ขึ้นมา แต่ถึงแม้จะรู้ทุกขั้นตอนดีแล้วก็ใช่ว่าการทำน้ำอบจะสำเร็จลงด้วยดีทุกครั้งหากว่าขาดความอดทนและไม่มีความละเอียดมากพอ

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างข้อห้ามและข้อควรระวังที่เธอจะไม่ยอมปล่อยให้เกิดขึ้นในระหว่างที่ทำน้ำอบโดยเด็ดขาด

"เนื่องจากน้ำอบไทยของที่วังทำแบบสด คือจะไม่มีการเอาไปผ่านกรรมวิธีอะไรอีกแล้ว เมื่อผสมทุกอย่างเสร็จจะบรรจุขวดทันที ดังนั้น ในการทำจึงมีข้อบังคับของตัวคนทำด้วย เช่น จะต้องเป็นคนสะอาดหมดจด ความหมายว่าจะต้องไม่เป็นคนมักง่าย ก่อนทำต้องล้างมืออาบน้ำให้เรียบร้อย ไม่ใช่เนื้อตัวสกปรกแล้วมาทำ ครูบาอาจารย์ท่านไม่อนุญาต เพราะนี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้น้ำอบเสียได้ เคยลองให้เด็กไปล้างขวดซึ่งถือเป็นเรื่องสุดท้าย ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว แต่พอล้างเสร็จเอามาบรรจุ น้ำอบเสียหมด รู้เลยว่าเป็นเพราะล้างขวดไม่สะอาด เพราะตัวเรารู้ว่าเราทำมาสะอาดแน่นอน ปิดห้องทำอยู่คนเดียว แล้วห้ามคนมาเดินอยู่ใกล้ๆด้วย เพราะอาจจะมีเศษผงปลิวมาปนได้ เป็นคนถือมากเลยค่ะเรื่องความสะอาดหมดจด ส่วนข้อห้ามอื่นๆ เช่นถ้าเป็นผู้หญิงมีรอบเดือนห้ามทำ ห้ามไปเล่นกับสัตว์เลี้ยง"

มาถึงขั้นตอนการทำน้ำอบไทยได้รับคำอธิบายรายละเอียดมาดังนี้

การเตรียมน้ำ : สมัยก่อนจะใช้น้ำฝน แต่เดี๋ยวนี้น้ำฝนมีมลพิษปนเปื้อนเยอะจึงเปลี่ยนมาใช้น้ำกลั่นแทน นำน้ำมาลอยด้วยดอกไม้หอม เช่น มะลิ จำปี กุหลาบ ฯลฯ ซึ่งปลูกเองในวัง และไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลงที่เป็นสารเคมีใดๆ เพื่อให้เกิดความหอมสัก ๒ วัน แล้วนำมากรองผ่านผ้าขาวสัก ๑๐ ครั้ง จึงนำน้ำขึ้นตั้งเตาถ่าน ต้มจนเดือด นำชะลูดใส่ลงพอประมาณ พอเดือดอีกครั้งใส่ใบเตยลงไป จึงยกขึ้น จะได้น้ำสีเหลืองเข้ม นำมากรองผ่านผ้าขาวซ้ำอีก ๓๐ ครั้ง เพื่อให้ได้น้ำที่สะอาดที่สุด

การเตรียมแป้ง : ย้อนไปในระหว่างที่เอาน้ำไปลอยดอกไม้อยู่นั้นให้มาเริ่มเตรียมแป้ง ด้วยการนำแป้งดินสอพอง มาทำวิธีการที่ภาษาโบราณเรียกว่า การเกรอะแป้ง คือการทำความสะอาด โดยเอาแป้งผสมน้ำตั้งไฟให้เดือด แล้วเอาไปตากแดดก่อนนำมาบดให้เป็นผงแป้ง จากนั้นเอาผงแป้งมาคลุกผสมกับน้ำมันหอมเพื่อให้เกิดความหอมที่ตัวแป้งด้วย

การอบน้ำอบ : วิธีการนี้เรียกว่าการนำกำยานมาร่ำน้ำ โดยการป่นกำยานผสมกับส่วนผสมต่างๆ เช่น น้ำตาลทรายแดง มะกรูด ฯลฯ ให้เข้ากัน ตักส่วนผสมทั้งหมดใส่ในสะคัน เอาไปเผาไฟ แล้วเอาลงไปตั้งไว้ในหม้อน้ำ ปิดฝาทิ้งไว้กระทั่งควันหมด ทำซ้ำแบบเดิมหลายๆ ครั้ง แล้วแต่ว่าต้องการให้น้ำหอมขนาดไหน หลังจากนั้นจึงอบร่ำด้วยเทียนอบอีก ๗-๘ ครั้ง แล้วกรองด้วยผ้าขาว เนื่องจากในระหว่างการอบร่ำน้ำนั้นอาจจะมีน้ำตาเทียนอบ หรือตะกอนควันหยดลงไปในหม้อได้

ขั้นตอนสุดท้ายเป็นการผสมน้ำกับแป้ง เรียกว่าการ "โกรก" คือใช้กระบวยตักแป้งผสมกับน้ำอบให้รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยการยกขึ้นลงเหมือนกับการชงกาแฟประมาณ ๖๐ ครั้ง แล้วรีบนำมาบรรจุใส่ขวด ปิดผนึกให้ดีเพื่อกันอากาศเข้า ทำให้น้ำอบไม่เสีย และสามารถเก็บเอาไว้ได้นานถึง ๓ ปี โดยที่กลิ่นไม่หาย

โดยสรุปแล้วการทำน้ำอบไทยสูตรวังวรดิศนี้ คุณอัมพรบอกว่าต้องใช้เวลาทำทั้งสิ้น ๗ วัน และจะทำเพียงปีละครั้งในช่วงก่อนถึงวันสงกรานต์เพื่อแจกและนำไปมอบให้ผู้หลักผู้ใหญ่ก่อน เหลือจากนั้นจึงค่อยนำมาจำหน่ายเป็นของที่ระลึกเฉพาะสำหรับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์วังวรดิศ เป็นรายได้เล็กน้อยเข้าวังเท่านั้น ไม่มีการจำหน่ายตามร้านทั่วไป

"ความตั้งใจหลักของดิฉันคือ ทำเพื่อรักษาวัฒนธรรมโบราณที่คู่อยู่กับวัง และเป็นการให้นักเรียนนักศึกษา หรือผู้ที่เข้ามาชมวังได้รู้จักและเข้าใจว่าการทำน้ำอบน้ำปรุงแบบโบราณนั้นเป็นอย่างไร ไม่ได้มีความคิดที่จะทำเป็นธุรกิจเลย แต่ว่าทำเพราะความรักและความสนุกเป็นหลัก ที่พูดอย่างนี้เพราะถ้าไม่มีความสนุกในความรัก ความอดทนจะหายไป แล้วก็จะทำไม่สำเร็จ ที่สำคัญที่สุดเวลาทำต้องมีความจริงใจ ไม่หลอกทั้งตัวเองและคนอื่นๆ ต้องมีความรู้สึกว่า น้ำอบนี้ดีแล้วและถ้าเป็นเราใช้เอง เราต้องถูกใจ ไม่ใช่ทำแค่ให้เสร็จๆไป เพราะคิดว่าเป็นคนอื่นใช้ ไม่ใช่เราใช้ แบบนี้ไม่ได้ ต้องคิดว่าของที่ทำมา ไม่ว่าจะเป็นใครใช้ต้องรู้สึกดีเหมือนกันหมด"

น้ำอบไทยจะคงความหอมได้ทนนานต้องเกิดจากความรักและเอาใจใส่ของตัวผู้ปรุงเป็นสำคัญ และพร้อมกันนั้นก็คือ ตัวผู้ใช้ที่ยังมองเห็นคุณค่าและช่วยกันอนุรักษ์ภูมิปัญญาของไทยด้านนี้ไว้ให้ยังคงอยู่ตลอดไป

 

ข้อมูลอ้างอิง: http://www.rmutt.ac.th และ https://www.gotoknow.org