เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ

อรุณธตี รอย เขียน สดใส แปล
หนังสือคือแสงจันทร์

ฉันเลือกใช้จุดทศนิยมแทนคำขึ้นต้นบรรทัด เพื่อเขียนถึงหนังสือชื่อ เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ ก็เพราะว่า หากจะมีหนังสือสักเล่มที่คนเขียนเจียระไนให้งามพร้อมด้วยเหลี่ยมคมเบาหนัก แสงกะพริบวิบวาวเหล่านั้นต่างมีประกายของมันเองแล้วต่างก็ส่องแสงมารวมกันเป็นแสงซึ่งงามมหัศจรรย์มากกว่าเพชรเม็ดไหนๆ

และความหมายของจุดทศนิยมไม่รู้จบก็คือ เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ ไม่มีวันจบเพราะมันจะทิ้งรอยความทรงจำไว้กับผู้อ่านซึ่งจะไม่สามารถลืมได้เลย

"กลิ่นประวัติศาสตร์

เหมือนกุหลาบเก่าแก่กลางสายลม"

ประวัติศาสตร์คือวันวานไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ประวัติศาสตร์คือยางเหนียวหนืด ความทรงจำปวดร้าวแตกร่วนอยู่ในหัวใจไม่มีวันลบเลือนหรือขัดถูให้สะอาดขึ้นมาได้ โดยเฉพาะความทรงจำของคู่แฝด เอสธากับราเฮล ในเรื่อง เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ

เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ อรุณธตี รอย เขียน สดใส แปล สำนักพิมพ์มูลนิธิเด็กพิมพ์ ครั้งที่ 4 กันยายน 2555

หนังสือ เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ เป็นนวนิยายที่โด่งดังมากของ อรุณธตี รอย นักกิจกรรม หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลบุ๊คเกอร์ไพรซ์ เมื่อ พ.ศ.2540 เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆมียอดขายหลายสิบล้านเล่ม และแปลไปมากกว่า 30 ภาษา เป็นหนังสือขายดีลำดับหนึ่งของโลก มีผู้ชื่นชมหนังสือเล่มนี้มากมาย ทุกคนที่ได้อ่านจะรู้ว่าพลังแห่งเทพเจ้าคือสิ่งเล็กๆนี้ "เขย่า" ให้สั่นไหวอย่างไรบ้าง หนังสือมีตอนจบที่เจ็บปวดเศร้าสร้อยมาถึงเวลา ณ ปัจจุบัน และเกิดขึ้นทุกขณะเมื่อมีคนใดคนหนึ่งบนโลกอ่านหนังสือเล่มนี้จบ

"รอยเล่าเรื่องได้อย่างวิเศษ ศีลธรรมหนักแน่นกับจินตนาการเลื่อนไหล สะกดผู้อ่านไปตลอดทาง สู่ตอนจบสุดเจ็บปวด นวนิยายเล่มแรกที่ทะลุทะลวงอย่างหมดเปบือก" (อลิซ ทรูแอกซ์ นิวยอร์ก ไทม์ : บุ๊ครีวิว)

"เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆร่ายมนตร์อัศจรรย์ ความเร้นลับ และความเศร้า พูดง่ายๆคือ เมื่ออ่านถึงหน้าสุดท้าย เราตัดสินใจอ่านซ้ำทันที ความอัศจรรย์มันหลอนเราได้ถึงเพียงนี้" (ไดเดร โดนาฮิว ยูเอสเอ ทูเดย์)

เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ เป็นเพียงหนังสือไม่กี่เล่มที่ผู้อ่านไม่สามารถแทรกแซง หรือตำหนิติติงส่วนใดส่วนหนึ่งของหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นโครงเรื่อง แก่นเรื่อง กลวิธี ถ้อยคำ และท่วงทำนองทุกอย่างเหล่านี้ต่างก็สอดรับและสอดร้อยกลายเป็นเรื่องเล่าไว้ที่หมดจด ตัวผู้อ่านจะต้องหลอมรวมไหลเทเข้าสู่เรื่องราวในหนังสือ ที่มีผู้เขียนเป็นผู้กำหนดไว้บรรทัดแล้วบรรทัดเล่าจนกระทั่งจบ

ที่นี่เอง ณ บ้านอเยเมเน็ม

ที่จะทำให้เราปวดร้าวเศร้าโศก

และไม่ลืมว่าโลกนี้มีความทุกข์แสนสาหัส

หนังสือ เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆเล่าเรื่องของครอบครัวโกจัมมา อรุณธตี รอย เล่าเหตุการณ์ต่างๆในเรื่องสลับกันไปมา เธอถักร้อยถ้อยคำ เย็บปักผ้าผืนเล็กๆออกแบบลวดลายพิเศษอย่างบรรจง ผ้าผืนเล็กๆหลากหลายผืนแล้วจึงนำมาเย็บติดกันเป็นผืนใหญ่ อีกครั้ง ภาพปักอันเศร้าสร้อยที่ทรงพลังตรึงประทับดวงจิต

โศกนาฏกรรมขึ้นในครอบครัวโกจัมมา แห่งบ้าน อเยเมเน็ม ในรัฐคา-ราลา ทางตอนใต้ของอินเดีย ถ้าให้เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆเป็นวงกลมใหญ่ซึ่งหมายถึงเรื่องราวทุกๆเรื่องที่มีอยู่ในสังคมสังคมหนึ่ง ภายในวงกลมยังมีวงกลมเล็กซ้อนทับเหลื่อมกันอยู่ วงแรกคือชีวิตที่สะเทือนใจของคู่แฝดคนละใบ ชายกับหญิง ชื่อเอสธากับราเฮล วงกลมที่สองคือชีวิตของคนรุ่นยายและรุ่นแม่ รุ่นยายนั้นมีน้องสาวของคุณตาชื่อเบบี้ โกจัมมาซึ่งเธอเกลียดหลานและโกรธเหลน เมื่อเกิดเหตุร้ายไม่คาดฝันเบบี้ โกจัมมาจึงใส่ไคล้ให้เกินจริง ในวงกลมนี้ยังมีอัมมูแม่ของคู่แฝด และจักโกลุงของคู่แฝด พี่ชายกับน้องสาวซึ่งต่างก็แต่งงานแล้วหย่าร้างกลับมาอยู่บ้าน ฝ่ายชายได้ครอบครองกรรมสิทธิ์ทุกๆอย่าง ฝ่ายหญิงต้องอยู่อย่างคนล้มเหลวหมดหวัง

วงกลมที่สาม คือ เวลุธา ชายหนุ่มช่างไม้วรรณะจัณฑาล วรรณะที่ใครๆก็รังเกียจ กับชายขายน้ำส้ม น้ำมะนาว เวลุธาคือชายใจดีเป็นช่างฝีมือเยี่ยมทว่าเขากลายเป็นผู้ถูกกระทำ ในขณะที่ชายขายน้ำส้ม น้ำมะนาวหน้าโรงภาพยนตร์คือผู้กระทำความเลวร้ายทำอนาจารกับเด็กชายวัย 7 ขวบชื่อ เอสธา

วงกลมสุดท้าย คือวงกลมอินเดียพันปีซึ่งยังมีกรอบประเพณีผูกมัดผู้คนกับอินเดียที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ในช่วงเวลาที่เกิดขึ้นในเรื่องนั้นคนชั้นแรงงานกำลังเดินขบวนปฏิวัติ เพื่อให้ได้ชีวิตที่ดีกว่า ความพยายามที่จะฉีกทำลายกรอบเก่าๆ ทว่ายากแสนยากที่จะเปลี่ยนความเชื่อ ความศรัทธาของคน

ช่างน่าพิศวงที่ อรุณธตี รอย ได้หลอมรวมสิ่งต่างๆเหล่านี้ไว้ได้อย่างเหมาะเจาะสวยงามในหนังสือเล่มเดียว

"การผสมผสานอย่างเก่งกาจ ระหว่างกามรส ความเร้นลับ และประวัติศาสตร์ของอินเดีย ทั้งในระดับครอบครัวและระดับชาติ...เป็นนวนิยายที่โดดเด่นเห็นชัด เป็นเรื่องที่หาญกล้า เขียนด้วยลีลาสร้างสรรค์ งดงามอย่างเงียบๆ อัศจรรย์เกินการเทียบเทียม" (เบธ ยาห์ป ดิ ออสเตรเลียน)

เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆอันทรงพลังค่อยๆแทรกรอยร้าว แล้วโหมกระหน่ำครอบครัวโกจัมมา นับแต่อัมมู กับ จักโก พี่น้องกลับมาอยู่บ้านเพราะต่างก็พลาดหวังและล้มเหลวในชีวิตสมรส จักโกเป็นบัณฑิตจากอ๊อกซ์ฟอร์ด เมื่อมาถึงเขาก็มาปรับเปลี่ยนปรับปรุงโรงงานผักดองเพื่อให้ทันสมัยขึ้นและมักบอกใครๆว่าเขาเป็นมาร์กซิสต์ จักโกมีลูกสาวหนึ่งคนชื่อ โซฟี โมล อยู่กับแม่ของเธอที่ประเทศอังกฤษ

อัมมูน้องสาวของจักโก แต่งงานแล้วเลิกกับสามีเหมือนกัน เธอหอบลูกชายหญิงฝาแฝดจากไข่คนละใบกลับมาหวังพึ่งความอบอุ่นของบ้าน แต่สังคมอินเดียไม่ยอมรับหญิงม่ายไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม ผู้หญิงที่น่าสงสารถูกครอบงำจากความเกลียดชัง และคนในบ้าน แม้ว่าจะเป็นเพศเดียวกันก็ตามที อรุณธตี รอย ให้จักโกบอกกับหลานฝาแฝดของเขาว่า "อัมมูไม่มีสถานะที่จะได้รับสิทธิ์" หญิงม่ายถูกมองว่าน่าสมเพทและราวไม่มีตัวตนใดๆในสังคม เว้นเสียแต่ความคิดดูแคลน

เรื่องเปิดฉากขึ้นที่บ้านอเยเมเน็ม เมื่อราเฮลกลับมาบ้านเพื่อมาหาพี่ชายฝาแฝดหลังจากที่จากไปนานถึง 23 ปี บ้านเก่าทรุดโทรม สวนร้าง โรงงานปรักหักพัง เบบี้ โกจัมมากับโกจู มาเรียสาวใช้ซึ่งต่างก็ติดทีวีงอมแงมมากกว่าจะสนใจการดูแลบ้าน

เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆเริ่มต้นฉากแสนสวยกับความจริงขมเข้ม เรื่องเล่าสลับไขว้ตลอดทั้งเรื่องจาก

สายตาของพี่น้องคู่แฝด แบะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดพวกเขายังตกอยู่ในจักรวาลของความปวดร้าว

"เดือนพฤษภาคาที่อเยเมเน็ม อากาศร้อนชื้น อบอ้าวน่าซึมเซา แต่ละวันช่างยาวนาน น้ำในแม่น้ำค่อยๆลดระดับ มะม่วงยืนต้นนิ่ง ใบเขียวคลุกฝุ่น ฝูงการุมสวาปามผลผิวมันปลาบของมัน กล้วยแดงสุก ขนุนปริ แมลงวันหัวเขียวเมามึน กรีดปีกอื้ออึงอยู่กลางบรรยากาศอวลกลิ่นผลไม้ สุดท้ายบินชนกระจกหน้าต่าง ตายสนิทอยู่กลางแดด"

โศกนาฏกรรมเลวร้ายเกิดขึ้นในช่วงเวลาเทศกาลคริสต์มาส เมื่อจังโกเชิญภรรยาและลูกสาวมาฉลองที่อเยเมเน็ม ด้วยเหตุที่ว่าต้องการให้ลูกสาวและอดีตภรรยาคลายความเศร้าเพราะสามีใหม่ของเธอเพิ่งเสียชีวิตไปด้วยอุบัติเหตุ

หากจะเปรียบวัยเยาว์ว่างดงามเสรี มีอิสระเหมือนผีเสื้อแสนสวยที่โบกบินดูดดื่มน้ำหวานจากดอกไม้ ดอกแล้วดอกเล่าอย่างรื่นเริงเป็นสุข วัยเยาว์ของคู่แฝดเอสธากับราเฮลก็ถูกปีศาจร้ายในร่างมนุษย์เด็ดปีกบดขยี้ย่อยยับ ดังที่ อรุณธตี รอย เขียนย้ำว่า

"กลิ่นประวัติศาสตร์ เหมือนกุหลาบเก่าแก่กลางสายลม มันสิงซ่อนตลอดกาลอยู่สิ่งธรรมดาๆ อยู่ในไม้แขวนผ้า ในมะเขือเทศ ในยางมะตอยบนถนน ในสีบางสี ในจาน ชาม ที่ภัตตาคาร ในถ้อยคำที่เลือนหาย ในดวงตาอ้างว้าง

"พวกเขาเติบโตมาอย่างล้มลุกคลุกคลานไปบนวิถีที่ทุกสิ่งได้บังเกิด พวกเขาจะบอกับตัวเองว่าถ้าเทียบกับชีวิตในเวลาของโลกพิภพแล้วไซร้ เหตุการณ์เหล่านั้นล้วนเล็กน้อยไร้ความสำคัญ แค่ชั่วขณะที่นางโลกขยิบตา สิ่งเลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งเลวร้ายยังเกิดอยู่ต่อไป แต่ถึงคิดได้อย่างนี้ทั้งพี่และน้องก็ไม่ได้สบายใจขึ้นเลย"

เอสธากับราเฮล ฝาแฝดมีสัมผัสพิเศษสามารถรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของอีกฝ่ายได้ เอสธาถูกชายขายน้ำส้มน้ำมะนาวหน้าโรงหนังทำอนาจาร ทั้งพูดข่มขู่ว่าจะตามมาหาที่บ้านอเยเมเน็ม ราเฮลรับรู้ความสะเทือนใจนั้นไว้อย่างปวดร้าว และเธอยังกังวลอีกว่าแม่จะรักโซฟี โมลคุณหนูคนสวยที่มาจากอังกฤษมากกว่ารักเธอ

ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสนั้น แม่ของคู่แฝดถูกจับได้ว่ามีเพศสัมพันธุ์กับเวลุธา ชายหนุ่มใจดีวรรณะจัณฑาล มัมมาจียายของคู่แฝดจึงขังอัมมูไว้ในห้องอย่างเกลียดชัง ความรักเป็นสิ่งลึกลับ

รักและจะถูกมองเป็นสิ่งชั่วช้าในทันทีหากหญิงชายทำผิดกรอบประเพณีที่มีอยู่ในสังคม

เอสธากับราเฮลถูกแม่ตะคอกใส่ออกมาจากในห้องว่าพวกเขาเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด หัวใจของเด็กน้อยตระหนกช้ำ ทั้งคู่วางแผนหนีออกจากบ้านโดยใช้เรือที่พวกเขาค้นพบ เรือลำเดียวกันกับที่แม่พายไปหาชู้รักทุกค่ำคืน และเรือลำนี้นี่เองที่ทำให้โซฟี โมลคุณหนูจากอังกฤษวัย 11 ปี ต้องเสียชีวิตลง และเรือลำนี้เช่นกันที่ทำให้เวลุธาถูกใส่ร้ายแล้วถูกซ้อมจนตาย

"ทุกสิ่งเปลี่ยนไปในหนึ่งวัน

มันคือเรือ เรือไม้ลำเล็กๆ เรือที่เอสธานั่ง และราเฮลเป็นคนค้นพบ

เรือที่อัมมูใช้ข้ามแม่น้ำยามค่ำ

เรือเก่าแทบงอกราก

ต้นไม้เก่าแก่สีเทา ให้ดอกผลเป็นเรือ พื้นหญ้าเหี่ยวรูปเรือ โลกของเรือที่เร่งร้อนรีบรุด

มืด แห้ง เย็น ตอนนี้ไม่มีหลังคา ตาบอด"

คู่แฝดถูกจับแยก แม่ถูกพี่ชายไล่ออกจากบ้าน และตายในห้องพักซอมซ่ออย่างน่าอนาถ โรงงานล่มสลาย ครอบครัวพังทลาย นอกจากความรักที่ได้สูญหายไปในวัยเด็กของคู่แฝด ดังที่บอกไว้ตอนต้นว่า เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ ได้เขียนถึงเรื่องสังคมอินเดียทั้งหมด นั่นคือเขียนถึงการเมืองและความเจ็บปวดของคนชั้นแรงงานด้วย สิ่งเล็กๆเหล่านี้มีอำนาจ นอกจากจะบ่มเพาะความปวดร้าวไว้ภายในแล้วรอยร้าวเล็กๆเหล่านี้และเหล่านั้นเองที่ทำให้สิ่งใหญ่ๆพังครืน

เอสธากับราเฮลกลับมาบ้านอเยเมเน็มก็จริงอยู่ เอสธากลายเป็นคนเบื้อใบ้ราวกับว่าเขาได้กลืนทุกๆคำพูดไว้ภายใน ราเฮลย้อนมองกลับไปยังอดีตที่ปรักหักพังอย่างเจ็บปวด หัวใจที่มีเพียงซากแห้งๆของคู่แฝดยังคงขมปร่า ทั้งสองกลับมาหากันเพื่อผลัดปลอบใจจากความทุกข์ทรมาน คู่แฝดจึงกลายเป็นคู่รัก ซึ่งเป็นความพังทลายสุดท้ายของเรื่องหรือไม่ หรือควรจะมีความหวังใดๆมาอธิบายอีกแก่เรื่องราวทั้งหมดนี้...

อรุณธตี รอย จบเรื่องด้วยฉากรักของอัมมากับเวลุธา และด้วยคำสุดท้ายอย่างมีความหวังว่า

"พรุ่งนี้"

เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ คือความทุกข์ที่มนุษย์ทุกคนต้องยอมรับว่ามีอยู่จริงๆ ขณะเดียวกันก็เป็นความทุกข์ที่จะกระเพื่อนความหวังให้กับสังคมมนุษย์

นอกจากเป็นเรื่องแสนเศร้าที่ควรอ่านแล้ว เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆยังเต็มไปด้วยท่วงทำนอง ที่คล้ายเพลงกล่อมเด็ก นี่คงเป็นเจตนาของ อรุณธตี รอย เธอเขียนเรื่องให้มีท่วงทำนองสอดรับราวกับจะช่วยเห่กล่อมตัวละครที่เป็นทุกข์ของเธอ เห่กล่อมการแตกหักเป็นชิ้นๆให้เป็นไปอย่างนุ่มนวลและอ่อนโยน

เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆจึงเป็นเรื่องเศร้าที่สง่างาม