ชีวิตนี้ไม่มีขยะ

รักเรา รักษ์โลก

น่าทึ่งมากสำหรับเธอคนนี้ หญิงสาวที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ของอเมริกาตั้งแต่เกิดจนโต ที่ตัดสินใจพลิกผันชีวิตในชั่วข้ามคืน ด้วยเป้าหมายแน่วแน่ว่า เธอจะไม่เป็นผู้เพิ่มขยะให้กับโลกใบนี้อีกแล้ว!!!

อะไรนะ เหลือเชื่อเกินไปหรือเปล่า หลายคนคงคิดว่าเป็นไปได้ยาก หรือเป็นไปไม่ได้ ใช่ไหมคะ แต่ ลอเร็น ซิงเกอร์ สาวนิวยอร์ก วัย 23 เธอทำได้ ...

ถ้าไม่เห็นรูปเธอ บางคนอาจกำลังนึกภาพสาวเซอร์ หรือนักอนุรักษ์ผู้เคร่งขรึม สวมแว่นตาหนาเตอะ อะไรประมาณนั้น แต่ผิดคาด หัวคะมำกันไปทีเดียวค่ะ เมื่อได้เห็นตัวจริงของเธอ เพราะเธอคนนี้เป็นสาวสมัยใหม่ที่มีลุ้คเฉิดฉายทั้งรูปร่าง หน้าตา และการแต่งตัว แถมยังสวย มีเสน่ห์เอามาก ๆ อีกด้วย แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็น สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่า เรื่องราวและประสบการณ์ของเธอกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนเริ่มตระหนักว่า ทุกคนก็สามารถทำอย่างที่เธอทำได้ ทั้งหมดเพียงแค่เปลี่ยนนิสัยและมีวินัยในตัวเองมากขึ้นอีกนิด

ลอเรน อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยนิวยอร์ก สาขาวิชาเอกวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เริ่มเปลี่ยนชีวิตมาเป็นสาวรักษ์โลก ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย แรงบันดาลใจที่ทำให้เธอฉุกคิดขึ้นมาว่า ถึงเวลาที่เธอจะต้องเปลี่ยนชีวิตตัวเองมาเป็นสาวกรีนอย่างจริงจังนั้น เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่เธอเรียนอยู่ปีสุดท้าย และอาจารย์ที่สอนเธอเน้นย้ำถึงการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ซึ่งทำให้เธอคิดถึงผลกระทบที่ตัวเธอเองมีต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เธอได้คิดขึ้นมาอย่างฉับพลัน ก็คือการที่เธอเห็นเพื่อนร่วมคณะที่เรียนสิ่งแวดล้อมด้วยกัน เอาอาหารกลางวันใส่ถุงพลาสติกมากินทุกอาทิตย์ พร้อมกับน้ำดื่มขวดพลาสติกที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ แถมเมื่อกลับที่พักของตัวเอง เปิดตู้เย็นปั๊บ โอ อาหารแทบทุกอย่างแพ็คด้วยพลาสติกทั้งนั้น ทำให้เธอได้คิดว่า ขนาดเธอกับเพื่อนร่ำเรียนด้านสิ่งแวดล้อมแท้ๆ แต่กลับเป็นคนสร้างขยะมากมายให้เป็นปัญหากับโลก เธอตัดสินใจทันทีว่า ต่อไปนี้เธอจะใช้ชีวิตโดยไม่ผลิตขยะอีกแล้ว

จากข้อมูลขององค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมอเมริกา ในปี 2012 ภาคครัวเรือนของอเมริกาผลิตขยะโดยเฉลี่ย 1,600 ปอนด์ อเมริกาทั้งประเทศผลิตขยะมากถึงประมาณ 251 พันล้านตัน ซึ่งเป็นปริมาณมากพอที่จะถมรัฐเท็กซัสได้ถึง 2.5 เท่า ปริมาณขยะดังกล่าวมากเป็นหนึ่งในสามของขยะทั่วโลก และส่วนใหญ่คือขยะพลาสติกที่ในที่สุดก็จะถูกนำไปทิ้งในมหาสมุทร ในแต่ละปี จะมีนกทะเลกว่า 1 ล้านตัว และสัตว์ทะเลที่เลี้ยงลูกด้วยนมอีก 100,000 ชีวิต ต้องตายเพราะกินขยะเหล่านี้เข้าไปด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นอาหาร

สิ่งแรกที่ลอเรนทำก็คือ กำจัดพลาสติกออกไปจากชีวิต จากการสำรวจพบว่า สิ่งที่ใช้ห่ออาหาร ใส่เครื่องดื่ม เช่น ถุงพลาสติก แก้ว กล่อง นับเป็นขยะในครัวเรือนที่มีปริมาณมากที่สุด ดังนั้น ลอเรนจึงคิดว่าจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดก็คือห้องครัว แต่ก่อนอื่นต้องทำความรู้จักกับของในถังขยะเสียก่อน เพราะคุณจะจับต้นชนปลายไม่ถูกแน่ๆ หากยังไม่รู้ว่า ขยะที่คุณทิ้งลงไปในถังนั้น มันมีอะไรอยู่บ้าง งานนี้ก็เลยต้องสำรวจขยะในถังกันก่อน ลอเรนพบว่าถังขยะของเธอเต็มไปด้วยเศษอาหารและแพ็คเกจบรรจุอาหาร เธอจึงจัดการนำเศษอาหารมาหมักทำปุ๋ย และเปลี่ยนไปซื้อกับข้าวที่ร้านชำหรือตลาดสดแทนห้างสรรพสินค้า เพื่อลดปริมาณแพ็คเกจ เธอใช้ถุงผ้าใส่กับข้าว ใช้ขวดโหลใส่ของแห้งประเภท ข้าว ธัญพืช ถั่ว เครื่องเทศ และใบชา โหลแก้วนี้ยังเอาไว้สำหรับใส่กาแฟหรือเครื่องดื่มอื่นๆ แทนการใช้แก้วกระดาษ หรือแก้วพลาสติกของทางร้าน ไม่แต่เท่านั้น เธอยังพกหลอด และช้อนส้อมสเตนเลสส์ ติดตัวไว้เสมอ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องใช้หลอด และช้อนส้อมพลาสติกนอกบ้าน

เธอหาวิธีเก็บรักษาผักให้อยู่ได้นานที่สุด เช่น เอาแครอทกับเซลารี่ปักแช่น้ำเอาไว้ ส่วนอาหารที่กินไม่หมดในแต่ละมื้อ เธอเอาใส่ชามใหญ่ แช่ช่องฟรีซเอาไว้ แทนการใส่ถุงพลาสติก

เธอ เลิกใช้แปรงสีฟันพลาสติก หันมาใช้แปรงที่ทำด้วยไม้ไผ่ ซึ่งสามารถย่อยสลายได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ มีคำแนะนำ (จากที่ไหนก็ไม่รู้) ว่า เราทุกคนควรเปลี่ยนแปลงสีฟันใหม่ทุกๆ 3 เดือน ดังนั้น ก็หมายความว่า ด้วยวิธีนี้ เธอไม่ต้องทิ้งขยะพลาสติกทุกๆ 3 เดือนอีกแล้ว

ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในบ้าน อย่างเช่น ยาสีฟัน น้ำยาดับกลิ่น น้ำยาทำความสะอาด และซักรีด พวกนี้ล้วนมาพร้อมแพ็คเกจสวยหรู ซึ่งมักจะทำด้วยพลาสติกและกระดาษ ซึ่งเมื่อแกะเอาผลิตภัณฑ์ออกมาใช้ปุ๊บ แพ็คเกจก็จะกลายเป็นขยะในทันที ลอเรนจึงคิดวิธีทำของพวกนี้ใช้เอง ด้วยส่วนผสมเพียงไม่กี่อย่าง เช่น น้ำมันทรีทีออยล์ น้ำมันมะพร้าว และโคลนเขียว

และแม้จะเป็นสาวสวยขนาดนี้ แต่ลอเรนก็เลือกที่จะงดซื้อเสื้อผ้าใหม่ และช็อปแต่ร้านเสื้อผ้ามือสอง รวมถึงกำจัดสมบัติบ้าที่มีอยู่ด้วยการขายหรือบริจาค หรือให้ต่อของบางอย่างที่มีมากเกินไป เช่น สปาทูล่าที่มีถึง 6 อัน แต่หยิบมาใช้จริง ๆ แค่อันเดียว กางเกงยีนส์ 10 ตัวที่ไม่เคยเอาออกมาใส่อีกเลยตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม และของตกแต่งกระจุกกระจิกอีกเป็นกุรุสที่ไม่มีความสำคัญสำหรับเธอเลย

หลังจากปฏิวัติตัวเองมาเป็นคนไร้ขยะ เธอก็พบว่า มันไม่ได้มีผลดีต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ชีวิตของเธอก็ดีขึ้นในหลาย ๆ ด้าน เป็นต้นว่า

  • ประหยัดมากขึ้น : การจดรายการของที่จะใช้ก่อนไปซื้อ ช่วยให้เธอไม่หยิบของเรื่อยเปื่อยเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งอาจลงเอยด้วยการซื้อของแพงที่ไม่ได้จำเป็นต้องใช้ การไปซื้อของทีเดียวให้ครบ รวมถึงการไม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่ ทำให้เธอประหยัดเงินได้มาก จากเมื่อก่อนที่เธอเคยจ่ายอาทิตย์ละ 200 เหรียญ เดี๋ยวนี้ลดลงมาเหลือแค่อาทิตย์ละ 60 เหรียญเท่านั้น
  • สุขภาพดีขึ้น : เมื่อพยายามหลีกเลี่ยงอาหารบรรจุแพ็คเกจ ซึ่งไม่มีประโยชน์เท่าอาหารสด ก็ทำให้เธอหันไปกินอาหารที่เป็นผัก ผลไม้ออร์แกนิค โฮลเกรน และถั่ว เช่นเดียวกับอาหารตามฤดูกาล และอาหารที่ผลิตผลจากเกษตรกรในท้องถิ่น
  • มีความสุขมากขึ้น : ก่อนที่เธอจะเปลี่ยนมาใช้ชีวิตปลอดขยะ เธอต้องตาลีตาเหลือกวิ่งเข้าห้างก่อนที่ห้างจะปิด เพราะไม่ได้ซื้ออาหารตุนไว้ และต้องไปร้านขายยาเพื่อซื้อครีมและสครับ และต้องทำความสะอาดบ้านเสมอๆ เพราะมีข้าวของเยอะเกินไป แต่ตอนนี้ เธอออกไปจ่ายตลาดอาทิตย์ละครั้ง และซื้อให้ครบทุกอย่าง ไม่ใช่แค่อาหารและเครื่องปรุงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงส่วนผสมของเครื่องสำอาง และน้ำยาทำความสะอาดต่างๆที่เธอทำใช้เอง ซึ่งปลอดภัยต่อสุขภาพเพราะไม่มีสารเคมีที่เป็นพิษ

แต่ในการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ลอเรนยอมรับว่า มันไม่ง่ายสำหรับเธอในช่วงสองปีที่ผ่านมา เพราะสิ่งที่ยากที่สุดก็คือ การที่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองในท่ามกลางผู้คนที่ไม่สนใจเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ และในความเป็นจริง พวกเราที่มีความห่วงใยเรื่องปริมาณขยะก็ยังคงถูกบีบบังคับให้อยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยขยะทั่วทุกหนทุกแห่ง เพื่อสนับสนุนความเป็นไปได้สำหรับคนอื่นๆที่อยากจะทำแบบเธอ ลอเรนจึงบันทึกการใช้ชีวิตในแนวทางใหม่ของเธอลงในบล็อกชื่อ Trash is for tossers ซึ่งปรากฏว่า ได้รับความสนใจอย่างท่วมท้นภายในเวลาอันรวดเร็ว ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ลอเรนพยายามตอบทุกคำถามที่มีผู้อ่านเขียนถามมาในบล็อค รวมถึงวิธีการทำทุกอย่างด้วยตัวเอง นับตั้งแต่ยาสีฟัน ไปจนถึงน้ำยาดับกลิ่น และน้ำยาซักรีด แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ มีผู้อ่านจำนวนมากที่ไม่มีเวลามานั่งทำใช้เองเหมือนกับที่เธอทำ เธอจึงตัดสินใจตั้งบริษัท The Simply Co., ขึ้นมา เพื่อทำผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมออกมาขายให้กับบรรดาแฟนคลับและบุคคลทั่วไปที่สนใจแนวทางเดียวกัน

เรื่องราวของ ลอเรน ซิงเกอร์ ทำให้เราตระหนักถึงความจริงที่ว่า หากคุณห่วงใยโลกใบนี้จริงๆ ไม่สำคัญเลยว่าคุณจะต้องอ่าน ต้องฟัง ต้องคุย ต้องถกเถียง หรือต้องคิดอย่างชาญฉลาด ขอเพียงแค่คุณลงมือทำทันที...เหมือนเช่นเธอคนนี้