ตามหาดินแดนในฝัน ชายฝั่งทะเลใต้อังกฤษ

แดนไกล...แดนฝัน

จากเมืองท่าอันแสนศิวิไลซ์ ในพอร์ทสมัธ เดินทางล่องใต้ไปตามแนวชายฝั่งสู่ ตำบลไฮคลิฟ ในจังหวัดดอร์เซต ด้วยพาหนะของสามี-ภรรยากรีกอรี่ เพียงชั่วโมงเศษๆก็ถึงจุดหมายปลายทาง ณ ร้านสิมิลันไทย ของไกด์กิตติมศักดิ์ สมพร เหลี่ยงสกุล ผู้ซึ่งเดินทางมาตั้งรกรากที่กรุงลอนดอนกว่า 20 ปี ก่อนจะย้ายถิ่นฐานลงทางใต้ของสหราชอาณาจักร

ทำไมต้อง ไฮคลิฟ เมืองที่มีถนนหลักเพียงเส้นเดียว หมู่บ้านเล็กๆที่ถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองที่มีคนแก่มากที่สุดในประเทศอังกฤษ และราคาที่ดินก็พุ่งกระฉูดแพงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ถึงกระนั้นเมืองดังกล่าวก็ยังเป็นดินแดนในฝันของผู้ที่เกษียณอายุ ใช้เป็นสถานที่พักผ่อนในบั้นปลายของชีวิต

คำถามนี้มีคำตอบ เพราะสัมผัสแรกที่พบ คือ ความเงียบสงบของชนบทอังกฤษขนานแท้ แตกต่างจากบรรยากาศที่ชินตาในกรุงลอนดอนอย่างสิ้นเชิง และสิ่งสำคัญที่สุดของการเปิดร้านอาหาร ที่คุณสมพร บอกให้ฟัง คือ ลูกค้าจะต้องมีกำลังซื้อทั้งจากผู้ที่อยู่ในพื้นที่ และคนต่างถิ่นซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวจะต้องหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันมาตลอดเวลา

ไฮคลิฟดินแดนหลังเกษียณ

สำหรับ ไฮคลิฟ มีทุกอย่างที่หลายๆคนตามหา จากร้านสิมิลันไทย เดินเลาะถนนไปทางด้านขวามือผ่านร้านค้าต่างๆ ทั้งซูเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ ร้านเสริมสวย หรือ ร้านตัดขนสุนัข เดินไปเรื่อยๆผ่านสี่แยกไฟแดงแรกเพียงประมาณ 800 เมตรก็จะเห็นปากอ่าวคลิฟ ท็อป ซึ่งเป็นที่นิยมของหมู่นักท่องเที่ยวทั้งในกรุงลอนดอน และเมืองใกล้เคียงเดินทางมาพักผ่อนในช่วงซัมเมอร์กันอย่างเนืองแน่น

อาจจะด้วยบรรยากาศติดชายทะเล เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งนันทนาการมากมาย ทั้งเรือใบ โต้คลื่น และอื่นๆอีกมากมาย แต่สิ่งสำคัญนอกเหนือจากนั้น คือ เมืองไฮคลิฟ แห่งนี้มีผู้คนที่น่ารัก และแสนอบอุ่นอย่าง เท็ด และมาร์ทีน สองสามีภรรยาที่ครั้งหนึ่งเมื่อช่วงปีที่ผ่านมา ได้เดินทางมาท่องเที่ยวในเมืองไทย และเรามีโอกาสพาพวกเขาไปเที่ยวสวนนงนุช สวนสวยหนึ่งเดียวในไทยแลนด์ที่ทุกคนจะต้องประทับใจเมื่อได้มาสัมผัส

เช่นเดียวกับมาร์ทีน และเท็ด ความทรงจำเกี่ยวกับสวนนงนุชพวกเขาจะไม่มีวันลืม เช่นเดียวกับมิตรภาพชั่วข้ามวัน ที่ไปไกลถึงต่างแดน กับสัญญาที่ให้ไว้ ยามที่ทั้งสองถึงเวลาเดินทางกลับประเทศอังกฤษ ซึ่งถ้ายามใดที่เรามีโอกาสเดินทางไปไฮคลิฟ พวกเขาก็จะพาไปชื่นชมกับความสวยงาม และต้อนรับอย่างอบอุ่นแบบเดียวกันนี้อย่างแน่นอน

ด้วยเหตุนี้มื้อแรกของการมาถึง ไฮคลิฟ จึงถูกต้อนรับที่บ้านของเท็ด และมาร์ทีน ริมทะเล ใกล้บริเวณปากอ่าวคลิฟ ท็อป ด้วยเมนูแบบอังกฤษซึ่งเป็นบ้านเกิดของเท็ด เจือปนด้วยกลิ่นอายของอาหารฝรั่งเศสซึ่งเป็นบ้านเกิดของมาร์ทีน กับสเต๊กไก่ และมันบดพร้อมด้วยเครื่องเคียงผักพื้นเมืองที่มาร์ทีนลงมือปรุงด้วยตัวเอง ตบท้ายด้วยของหวาน เป็นพายลูกนัทกับมูสบลูเบอรี่ ท่ามกลางเสียงคลื่นทะเลพัดมาแผ่วๆอยู่ด้านนอก

เช้าวันรุ่งขึ้นกับอากาศขมุกขมัวฟ้าสลัว ฝนโปรยปรายมาเป็นระยะๆ แต่เราก็อาศัยจังหวะช่วงฟ้าเปิดสายๆ ของวันเดินเลียบเลาะไปตามถนนสายเล็กๆ ของเมืองไฮคลิฟ ซึ่งวันนี้เดินออกจากร้านสิมิลันไทย ไปทางซ้ายมือ โดยมีจุดหมายอยู่ที่ ปราสาทไฮคลิฟ ที่ได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมประมาณปลายศตวรรษที่ 18 และต้นศตวรรษที่ 19 ที่เป็นยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการแกะสลักหินพร้อมกับการฟื้นฟูศิลปะกอธิค และกระจกสีโบราณของปราสาท จึงทำให้ปราสาทหลังนี้ดูโรแมนติค และงดงามเป็นอย่างมาก ดังนั้น จนเวลานี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมในพื้นที่ และเป็นหนึ่งในสถานที่ยอดฮิตที่คู่บ่าวสาวใช้เป็นสถานที่จัดงานแต่งงาน ทั้งที่มาจากรัฐดอร์เซ็ตและนิวแฮมป์เชียร์เลยทีเดียว

และไม่ใกล้ไม่ไกลกันนัก กับอ่าวมัดดีฟอร์ด กีย์ สถานที่พักผ่อนริมทะเลอีกหนึ่งแห่งในช่วงซัมเมอร์ที่คราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ ด้วยอ่าวแห่งนี้มีทั้งการเล่นเรือใบ โต้คลื่น พายเรือคายัค ตกปลา และสำคัญอื่นใดร้านอาหารริมทะเลแบบดั้งเดิมชนบทอังกฤษแท้ๆ กับ อาเว่น เฮาว์ อิน ที่มีทั้งร้านกาแฟ และที่แฮงค์เอ๊าท์ของผู้ที่ชื่นชอบเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ในบรรยากาศชิวชิวรับลมทะเลเย็นๆ กับแสงแดดอุ่นๆอย่างมีความสุข

นิวฟอเรสท์ความงามที่ซุกซ่อน

ขณะที่ในช่วงบ่ายของวันมีโอกาสเดินเที่ยวชม ผืนป่าโบราณอุทยานแห่งชาตินิวฟอเรสท์ ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านผืนป่าตั้งแต่โบราณ และท้องทุ่งซึ่งได้รับการอนุรักษ์ไว้เมื่อเกือบ 1,000 ปีที่แล้ว โดยกษัตริย์วิลเลี่ยมผู้พิชิต ประกาศให้เป็นป่าสำหรับการล่าสัตว์ ดังนั้น โดยเฉพาะกวางที่มีถึง 6 สายพันธุ์ด้วยกัน

สำหรับ นิวฟอเรสท์ ถือเป็นป่าที่มีตำนาน มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ด้วยเป็นบริเวณที่เรือแอดไมรัล เนลสันได้ถูกสร้างขึ้นที่นี่จากไม้โอ๊คที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อนำไปสู้รบกับพวกไวกิ้ง ซึ่งต่อมาทางกษัตริย์วิลเลี่ยม ทรงรับสั่งให้ปลูกป่าขึ้นมาใหม่ ตั้งชื่อว่า นิวฟอเรสท์ และได้รับการอนุรักษาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้แล้วในช่วงซัมเมอร์ ที่นี่จะเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชอบเดินเล่น ขี่จักรยาน และขี่มอเตอร์ไซค์ ดังนั้น แต่ถ้าหากต้องการสิ่งที่แตกแต่งออกไป ยังมีกิจกรรมปีนต้นไม้ด้วยมือเปล่า ไต่ เชือก บริเวณชายฝั่ง และริมแม่น้ำเบอเลอ อันงดงามเพื่อล่องเรือ เล่นแคนู และกิจกรรมทางน้ำอื่นๆได้อีกด้วย

นับเป็นโอกาสดีๆที่ได้รับรู้เรื่องราวของ ผืนป่าโบราณนิวฟอรเรสท์ ก่อนจะถึงเวลานัดกับ มาร์ทีน และเท็ด ที่ ไรน์ฟิลด์ เฮาน์ หรือ ไรน์ฟิลด์ อาฟเตอร์นูน ที ภายใน ผืนป่าโบราณอุทยานแห่งชาตินิวฟอเรสท์ สถานที่ที่พวกเขาจะพาเราดื่มด่ำไปกับการดื่มชายามบ่ายแบบอังกฤษดั้งเดิม

ย้อนอดีตไปเมื่อครั้งเลดี้แอนนา ดัสเชส ออฟ เบอฟอร์ด เมื่อ ค.ศ.1800 ที่เริ่มใช้แก๊ส และตะเกียงน้ำมันในครัวเรือน ซึ่งตอนนั้นชาวอังกฤษนิยมรับประทานอาหารเย็นเวลา 2-3 ทุ่ม และใน 1 วันจะรับประทานอาหารหลักเพียงสองมื้อ คือ เช้า-สาย และเย็นเท่านั้น จึงเป็นเหตุให้ท่านผู้หญิงเกิดหิวระหว่างมื้ออาหาร เธอจึงใช้โอกาสสังสรรค์ยามบ่ายกับบรรดาสตรีสูงศักดิ์กินอาหารว่างเบาๆ พร้อมกับดื่มชา เพื่อบรรเทาอาการหิว และเริ่มแพร่หลายในหมู่ชนชั้นสูง ถึงคนธรรมดา กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปในที่สุด

สำหรับ อาฟเตอร์นูน ที หรือโลว์ ทีของชาวอังกฤษ มักจะเริ่มเวลา 4 โมงเย็น ไปจนถึง 1 ทุ่ม แต่สำหรับวันของเราเริ่มต้นประมาณบ่าย 2 ไปสิ้นสุดประมาณ 5 โมงเย็น กับชายามบ่ายภายในปราสาทหลังใหญ่ ซึ่งถูกดัดแปลงมาเป็นที่พัก และที่ดื่มชายามบ่ายอันหรูหรา เริ่มต้นด้วยการเสิร์ฟชาตามความชอบของแต่ละคน ก่อนที่ของกินชิ้นเล็กชิ้นน้อยกระจุ๋มกระจิ๋มจะถูกนำมาเสิร์ฟด้วยถาดสามชั้น ชั้นหนึ่งจะเป็นแซนด์วิชแตงกวา และแซลมอน อีกชั้นหนึ่งเป็นสโคน ขนมอบที่กรอบนอกนุ่มในคล้ายขนมปังทาครีม หรือเนย และแยม ส่วนอีกชั้นจะเป็นขนมหวานต่างๆอย่างเอแคลร์ ฯลฯ ถือเป็นการใช้เวลาในช่วงบ่ายๆของวันธรรมดาได้อย่างวิเศษ และประทับใจเป็นอย่างยิ่ง

และการเดินทางล่องใต้เลาะตามชายฝั่งทะเลของประเทศอังกฤษยังไม่สิ้นสุดเพียงเท่านี้ เมื่อคุณสมพรแนะนำให้ลองขึ้นรถโดยสารประจำทาง แม้จะยุ่งยากเล็กน้อย ด้วยรหัสเส้นทางที่ไม่เหมือนอย่างที่เคยชิน แต่ก็ไม่ยากเกินการเรียนรู้ ถือเป็นประสบการณ์ครั้งใหม่ที่ชวนให้ตื่นเต้นจริงๆ

ผจญภัยที่ไครสต์เชิร์ช -บอร์นมัท

เริ่มต้นเดินทางด้วยรถโดยสารตั้งแต่เช้าตรู่ มุ่งหน้าสู่ ไครสต์เชิร์ช เพียงประมาณ 30 นาทีก็ถึงจุดหมายแบบไม่เร่งรีบ ด้วยทั้งคันมีเพียงคนแก่ และนักศึกษาบ้างประปราย สำหรับค่าโดยสารของเราจ่ายไปประมาณ 2 ปอนด์ แต่สำหรับคนแก่เมื่อถึงอายุเกษียณทางรัฐบาลอังกฤษจะให้ขึ้นฟรีไม่ต้องเสียเงิน เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกนักที่รถจะวิ่งช้าๆ แต่ละป้ายมีแต่คนแก่รอขึ้นรถอยู่เป็นระยะ

สำหรับ ไครสต์เชิร์ช เป็นเมืองเก่า และมีโบสถ์อันทรงคุณค่า ผู้คนอาศัยอยู่อย่างสงบ รอบๆบริเวณมีร่องรอยอารยธรรมแบบดั้งเดิมที่ยังถูกอนุรักษ์ไว้มาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ผู้คนส่วนใหญ่จึงใช้เวลาพักผ่อนมาเดินเล่นในสวนรอบๆโบสถ์ ชมนกชมไม้ ให้อาหารปลา อาหารนก แบบไม่เร่งรีบ

รวมถึงธรรมเนียมเก่าแก่ของที่นี่กับตลาดเช้าทุกวันจันทร์บนถนนสายหลักของเมืองไครสต์เชิร์ช ซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นนาฬิกาบอกเวลาอย่างเที่ยงตรงมาหลายศตวรรษจะถูกปิดทั้งเส้นเพื่อให้ผู้ขาย ซึ่งเป็นชาวสวน ชาวไร่ กลายร่างเป็นพ่อค้า แม่ค้านำผลิตผลของตัวเองมาวางขายถึงมือผู้บริโภค

ก่อนจะเดินทางต่อไปยัง บอร์นมัท เมืองตากอากาศขนาดใหญ่บนชายฝั่งทางใต้ของอังกฤษ ห่างจาก เมืองไครสต์เชิร์ชไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมง เรานั่งรถโดยสารเลียบเลาะไปตามเส้นทางของอ่าวพูล สู่แลนด์มาร์คของเมือง ซึ่งมีพร้อมทุกสรรพสิ่งที่ต้องการ ทั้ง สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ คือ Bournemouth Oceanarium หรือเมืองใต้ทะเล ดังนั้น และศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ร้านอาหารชื่อดัง ร้านหนังสือยอดนิยม กิจกรรมบันเทิงยามค่ำคืน ที่มีให้เลือกมากมาย เช่น ชมภาพยนตร์ ดูคอนเสิร์ต และคลับสำหรับนักศึกษา และอื่นๆอีกมากมายที่สร้างขึ้นมารองรับกับจำนวนนักศึกษาที่เดินทางมาเรียนถึงที่ บอร์นมัท ด้วยความสำคัญและน่าสนใจในศูนย์กลางขนาดใหญ่ของการศึกษาภาษาอังกฤษ เมืองที่มีสถาบันสอนภาษาอังกฤษอยู่เป็นจำนวนมาก โดยทุกๆปีจะมีนักเรียนชาวต่างชาติหลายพันคนเดินทางมาศึกษาที่เมืองนี้ และในปีหนึ่งๆ จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเมืองนี้ไม่ต่ำกว่าปีละ5ล้านคน

อีกทั้ง บอร์นมัท ยังเป็นสถานที่สำคัญสำหรับจัดการประชุมที่สำคัญ คือ ศูนย์นานาชาติบอร์นมัท ซึ่งตั้งอยู่บนยอดหน้าผาใกล้ใจกลางเมืองในจุดที่มองลงไปเห็นทะเลและท่าเรือ ถือเป็นสถานที่หลักสำหรับการประชุมใหญ่ เช่น การประชุมประจำปีของพรรคแรงงาน ในค.ศ.2003 และการประชุมพรรคอนุรักษนิยม ในค.ศ.2006 นั้นเอง

สิมิลันไทยที่เมืองไฮคลิฟ

ในค่ำคืนสุดท้าย ที่ร้านสิมิลันไทย กับเมนูอาหารทั้ง เปาะเปี๊ยะทอด ปลากะพงสามรส ต้มข่าไก่ ดังนั้น ต่างเป็นเมนูโปรดของคนเมืองนี้ และนักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาแวะชิมรสชาติอาหารไทย ณ เวลานี้ ทั้งร้านอบอวลไปด้วยความรู้สึกนึกรักเมืองไทย ที่มีอาหารอร่อยๆให้ทุกคนได้ลิ้มลอง จนติดอกติดใจไปทั่วโลก ซึ่งเท็ด และมาร์ทีนก็เป็นหนึ่งในลูกค้าประจำที่มาใช้บริการไม่น้อยกว่า ดังนั้น 2-3 วันต่อสัปดาห์ทีเดียว

กว่าสิบปีที่เมืองไฮคลิฟ สมพร และสุชีรา เหลี่ยงสกุล สองสามีภรรยาได้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนี้จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่จนแยกไม่ออก สิ่งหนึ่งที่พวกเขาสะท้อนให้ฟังได้อย่างน่าสนใจ ว่า เมืองนี้ทั้งสงบ และปลอดภัย ผู้คนเป็นมิตร ใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่าย ไม่หวือหวา จึงทำให้ทั้งคู่รู้สึกรักไม่แพ้บ้านเกิดของตัวเอง

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นเตรียมตัวเดินทางสู่กรุงลอนดอน ด้วยรถไฟเร็วใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงครึ่งก็ถึงจุดหมาย ซึ่งระหว่างทางไกด์สมพร ยังทำหน้าที่ไม่ขาดตกบกพร่อง หนึ่งในนั้นที่เราสนใจคงจะเป็นช่วงที่รถไฟวิ่งผ่านท่าเรือเซาธ์แฮมตั้น ซึ่งเป็นท่าเรือเดียวกับที่เรือไททานิค เดินทางออกจากท่าไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา รวมทั้งเมืองการศึกษาหลายๆแห่งที่ดึงดูดให้เราอยากจะเดินทางมาสัมผัสประเทศนี้อีกครั้ง

แต่การเดินทางก็ต้องมีวันสิ้นสุด ต้องกลับมายืนอยู่ที่จุดเดิม ก่อนจะเริ่มต้นอีกครั้งกับเส้นทางที่วางไว้ และถ้าเป็นไปได้ คงจะเลือกการเดินทางครั้งใหม่กับเมืองอื่นๆ ของประเทศอังกฤษ ในเวลาที่เหมาะสมกับ อุณหภูมิที่อบอุ่น เพื่อจะได้ภาพสวยๆ มาฝากคุณผู้อ่านทุกๆท่านอีกครั้ง