"ลำปาง เมืองที่ไม่หมุนตามกาลเวลา

กัลยาณิวัฒนา กาลครั้งหนึ่งต้องไป"
ร้อยเรื่องเมืองไทย
ช่างภาพ: 

ตอนที่ 2 เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากจัดการกับภารกิจส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมก็ออกมาเดินละเลียดไอหมอก ชมดอกนางพญาเสือโคร่งที่เผยกลีบชมพูอ่อนหวานบานสะพรั่งอยู่สองข้างทางรอบๆที่พัก สวยสดใสจนทำให้จิตใจผมพลอยสดชื่นเบิกบานไปด้วย เชื่อแล้วละครับว่าทำไมทุกฤดูที่นางพญาน้อยๆเหล่านี้ผลิบาน ใครต่อใครต้องจากบ้านมุ่งสู่ป่าเพื่อมาดูหน้าเธอ

ทานอาหารเช้าแล้ว พวกเราก็หันหน้าเข้าวัดกันบ้างละครับ เดินทางไปชมศาสนสถานวัดจันทร์ในตอนสาย ประวัติกล่าวว่าวัดจันทร์สร้างขึ้นมานานกว่า300 ปี เก่าแก่ที่สุดในเขตขุนแจ่ม ที่ชื่อ "วัดจันทร์" เพราะพื้นที่นี้เคยเป็นของ "นายจันทร์" ชาวล้านนาที่ถูกขับไล่ออกจากครอบครัว เพราะทำผิดจารีตประเพณีของตระกูล นายจันทร์เห็นว่าสถานที่แห่งนี้มีทำเลที่เหมาะแก่การสร้างหมู่บ้าน เพราะกว้างขวาง มีแม่น้ำแม่แจ่มไหลผ่านทางทิศตะวันออก จึงตัดสินใจปักหลักอาศัยอยู่ตรงนี้ ต่อมาไม่นานนัก เมืองล้านนาเกิดอาเพศ ข้าวยากหมากแพง ไม่มีผู้ไดแก้ไขเหตุการณ์ได้ มารดาต้องให้ทาสบริวารมาตามนายจันทร์ไห้กลับเมืองล้านนาอย่างรีบด่วน

นายจันทร์ยอมกลับ แต่มีข้อแม้ว่า ต้องให้ชาวบ้านปลูกต้นไม้ระหว่างสองข้างทาง เพื่อมิให้ตัวเองถูกแดดถูกฝน และจะกลับบนหลังคนเท่านั้น มารดาจึงให้มีการปลูกต้นไม้จนร่มรื่น และให้คนนอนเรียงกันให้นายจันทร์เดินข้ามจนสิ้นสุดระยะทาง หลังจากนายจันทร์กลับเมืองล้านนา ไปแล้ว บริเวณนี้จึงเรียกว่า "บ้านจันทร์" ตั้งแต่นั้นมา

บ้านจันทร์มีชื่อเป็นภาษาท้องถิ่นชาวปกาเกอะญอว่า "โข่ค่อทิ" ซึ่งคำว่า โข่ แปลว่า พระเจดีย์ (พระธาตุ) โข่ค่อทิ จึงมีความหมายว่า บ้านตีนธาตุ เจดีย์ที่สร้างในวัดจันทร์เป็นเจดีย์องค์แรก ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน มีชื่อท้องถิ่นว่า "โข่กล๊อมอ" จากนั้นก็มีการสร้างพระเจดีย์เพิ่มอีก 2 องค์ อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีชื่อว่า "พระธาตุจอมแจ้ง"

ประมาณ พุทธศักราช 2473 "ครูบาศรีวิชัย" นักบุญแห่งล้านนาไทยได้เดินธุดงค์มาทางอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผ่านบ้านเมืองแปงและมาวัดบ้านจันทร์ จึงได้มาพักค้างคืนที่วัดจันทร์ เห็นพระธาตุที่สร้างไว้ยังไม่แล้วเสร็จ จึงนำชาวบ้านมาบูรณะพระเจดีย์ที่ยังไม่เสร็จ หลังจากที่การบูรณะเสร็จสิ้นก็มีการยกยอดฉัตรโดย พระบาเจ้าศรีวิชัย มีการทำบุญเฉลิมฉลองกัน 7 วัน หลังจากเสร็จพิธีการยกยอดฉัตร ครูบาเจ้าศรีวิชัยก็จาริกไปทางอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันวัดจันทร์เป็นที่ตั้งของศูนย์อบรมศีลธรรมและส่งเสริมพระพุทธศาสนา บนพื้นที่สูงของโครงการพระธรรมจาริก วัดศรีโสดา จังหวัดเชียงใหม่ มีหน้าที่ดูแลพระธรรมจาริก และอาศรมต่างๆในเขตอำเภอแม่แจ่มตอนบน

จุดเด่นของวัดจันทร์ที่นักท่องเที่ยวต้องมาชมและถ่ายรูปกลับไปเป็นที่ระลึก คือ วิหารแว่นตาดำ มีลักษณะเหมือนสวมแว่นตาดำอยู่หน้าวิหาร สร้างมาประมาณ 80 ปีแล้ว โดยช่างชาวปะกาเกอญอ เพราะวิหารหันหน้าไปทางทิศตะวันออก พื้นวิหารเทพื้นปูน ฝาวิหารด้านข้างฉาบปูน ส่วนประตูด้านหน้าวิหารรวมทั้งจั่ววิหารด้านหน้าส่วนหนึ่งได้ทำด้วยแผ่นไม้สักปิดบังแสงแดดไว้หมด ขณะนั้นช่างเห็นว่าหากปิดด้านหน้าวิหารหมด จะไม่มีแสงแดดให้แสงสว่างในวิหารได้ จึงมีเจตนาว่าจะเปิดด้านหน้าวิหารบริเวณจั่ววิหารให้แสงแดดเข้ามาข้างในวิหารได้บ้าง จึงเจาะแผ่นไม้บางส่วนของจั่วออกเพื่อจะได้รับแสง โดยช่างตั้งใจจะทำให้เหมือนดวงตา แต่พอทำเสร็จ มีลักษณะคล้ายแว่นตา จึงปล่อยให้เป็นไปอย่างนั้น ก่อนนั้นไม่ได้นำกระจกมาสวมใส่แต่อย่างใด แต่เป็นห่วงทรัพย์สินในวิหารที่มีพระประธานเป็นพระสิงห์ 3 อายุกว่า 300 ปี และพระพุทธรูปองค์อื่นๆอีกจำนวนมาก กลัวว่าจะสูญหาย ต่อมาจึงนำกระจกกรองแสงสีดำมาติดอีกครั้งหนึ่ง จึงกลายเป็นวิหารสวมแว่นตาในที่สุด

ในปีพุทธศักราช 2522 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนาง เจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปทรงเยี่ยมพสกนิกรชาวเขาในถิ่นทุรกันดาร มีการจัดตั้งศูนย์ศิลปาชีพฯ ให้แก่ชาวบ้านในตำบลบ้านจันทร์ เพื่อเสริมสร้างรายได้จากการทอผ้าจำหน่าย ขอทุกพระองค์ทรงพระเจริญ ด้วยไม่มีแดนทุกข์ยากลำบากใดในประเทศไทยที่พระองค์ไม่เคยย่างพระบาทไปถึง

จากนั้นเราเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันที่หมู่บ้านสันติชล อิ่มแล้วก็เดินทางไปไหว้พระที่วัดน้ำฮู อยู่ห่างจากตัวอำเภอไปทางทิศตะวันตก ประมาณ 3 กม. เป็นที่ประดิษฐาน หลวงพ่ออุ่นเมือง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ทำด้วยโลหะทองสัมฤทธิ์ หน้าตักกว้าง 28 นิ้ว สูง 30 นิ้ว พระพุทธรูปองค์นี้พระเศียรกลวง ส่วนบนเปิด-ปิดได้ และมีน้ำขังอยู่ เป็นพระพุทธรูปสิงห์สาม อายุประมาณ 500 ปี เมื่อ พ.ศ.2515 มีพระธุดงค์จากอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ มานมัสการและสงสัยว่าข้างในพระจะมีน้ำ จึงเปิดดูพบว่ามีน้ำจริงๆ ข่าวนี้แพร่ออกไปก็มีผู้คนหลั่งไหลมาขอน้ำไปสักการะ พอน้ำในพระเศียรหมดก็จะมีไหลออกมาอีกในลักษณะซึมออกมาตลอดเวลา ด้านหลังวัดมีองค์พระเจดีย์ที่มีประวัติเล่าว่า พระสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงสร้างเพื่อบรรจุพระอัฐิของ พระพี่นางสุพรรณกัลยา

เราเข้าที่พักเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้า พักได้ไม่นานก็ทนเสียงเรียกร้องของความอยากรู้อยากเห็นให้คว้ากล้องออกมาท่องถนนคนเดินปายในยามค่ำคืนไม่ไหว สินค้ามากมายวางเรียงรายอยู่สองฟากฝั่งถนน รอคนชอบงานอาร์ตๆ หรือนักท่องเที่ยวที่อยากได้ของที่ระลึกสักชิ้น มาซื้อกลับไปฝากญาติสนิทมิตรสหาย สายลมหนาวยังโชยมาไม่ขาดสาย อากาศที่ปายยังเย็นยะเยือก แต่แสงไฟที่ลานตาหลอกให้เรารู้สึกว่าอุ่นขึ้นกว่าเมื่อคืนวานที่ผ่านมา คืนนี้คณะคาราวานทั้ง200ชีวิต จะรับประทานอาหารเย็นและสังสรรค์ร่วมกัน พรุ่งนี้หลังรับประทานอาหารเช้าแล้ว ต่างก็แยกย้ายกันเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนาโดยสวัสดิภาพครับ

การจัดงานครั้งนี้มีหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดลำปาง อำเภอกัลยาณิวัฒนา อำเภอปาย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแม่ฮ่องสอน และตำรวจท่องเที่ยวที่ได้จัดรถนำขบวนดูแลรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกตลอดเส้นทาง โดยส่วนตัวของผมต้องขอขอบคุณ "คุณอนันต์ สีแดง ผู้ช่วย ผอ.ททท.สำนักงานเชียงใหม่" และทีมงานทุกคน ที่ดูแลผมและทุกคนในทริปได้เป็นอย่างดี แม้ภารกิจมากมายก็ดูแลกันได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ขอบคุณมากๆครับ

นอกจากนี้ ททท.สำนักงานเชียงใหม่ ยังมีแผนการจัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง และลำพูน อย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวตามเส้นทางสายหมอกและดอกไม้ โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยจักรยานในเขตเมืองเก่าจังหวัดเชียงใหม่ โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศาสนาในจังหวัดลำพูน ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาและยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของประเทศเป็นอย่างดี แล้วพบกับผมใหม่ในทริปต่อไป "เมืองต้องห้ามพลาด" นะครับ