พระภรรยาเจ้า

ศรีพัชรินทรานุสรณ์

ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งถือว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเจ้าของอำนาจการปกครองสูงสุด ผู้ที่อยู่ใกล้พระมหากษัตริย์จะมีอำนาจมากกว่าผู้ที่อยู่ห่างไกล ชาติกำเนิดเป็นเสมือนรหัสที่ตราไว้ก่อนที่บุคคลผู้นั้นจะถือกำเนิด เมื่อแรกเกิดลูกจะถูกจัดกลุ่มทางสังคมตามฐานะของพ่อ ในกลุ่มที่มีชาติกำเนิดเป็นเจ้า การจัดฐานันดรศักดิ์จะเริ่มจัดลำดับจากผู้มีอำนาจสูงสุด คือ พระเจ้าแผ่นดิน กลุ่มที่ต่ำลงมาจะถูกจัดลำดับตามชั้นเจ้าลดหลั่นกันมาขึ้นอยู่กับชาติกำเนิดของมารดา

ดังนั้น คำกล่าวที่ว่า เส้นทางชีวิตของ พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี ได้ถูกลิขิตมาแต่ต้น ก็ดูจะไม่ผิดนัก เนื่องจากการมีชาติกำเนิดเป็นชนชั้นเจ้า ในลำดับของลูกหลวง พระองค์ประสูติและใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่เฉพาะชนชั้นเจ้า คือ พระบรมมหาราชวัง ราชสำนักฝ่ายใน สถานภาพของพระองค์ในแต่ละย่างก้าวจึงเป็นไปตามฟ้ากำหนดตามความเชื่อที่ว่าพระมหากษัตริย์คือเจ้าของชีวิต พระราชานุกิจเป็นสิ่งกำหนดตารางเวลาชีวิตของเหล่าข้าราชสำนักฝ่ายใน

"พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เข้าที่บรรทมบนพระที่นั่งอมรพิมารมณี เวลา 5 น. ถึง 6 น. บรรทมตื่นราว 2 น. ในตอนใกล้เวลาบรรทมตื่น ข้าหลวงและพระเจ้าลูกเธอจะมาคอยดู ถ้าเห็นหน้าพระบัญชรเปิด ต่างคนจะรีบไปทูลเจ้านายของตน แล้วเจ้านายก็จะเสด็จขึ้นเฝ้า โดยการแต่งองค์ทรงผ้าลาย ทรงสะพักแพรสีตามวันแต่ต้องทรงนัดกันเพื่อทรงให้เหมือนกันทุกพระองค์ แม้กระทั่งจนหีบหมากเสวยก็เหมือนกันเพราะได้พระราชทานเหมือนๆกัน เช่น หีบทอง หีบหูหิ้วนาก เช่นเดียวกันทุกพระองค์"

ตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ใน พ.ศ.2411 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเลื่อนฐานะบรรดาลูกหลวงที่เป็นพระราชธิดาในฐานันดรศักดิ์พระองค์เจ้าเป็นพระเจ้าน้องนางเธอ ให้รับราชการในพระองค์ ประกอบด้วยพระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ และพระองค์เจ้าสว่างวัฒนา ภายหลังพระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรีผ่านพระราชพิธีโสกันต์เมื่อพระชันษาได้ 11 ปี และอีก 4 ปี ต่อมาเมื่อมีพระชันษา 15 ปี เป็นช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นครั้งที่สอง ได้ทรงรับพระเจ้าน้องนางเธอผู้นี้เป็นพระภรรยาเจ้า ทรงได้รับการสถาปนาพระอิสริยยศเป็น พระนางเจ้าพระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี แต่การเลื่อนสถานภาพมาเป็นพระภรรยาเจ้านับว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์มากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อมีพระราชโอรส เนื่องจากจะส่งผลให้ผู้เป็นพระมารดาได้รับการเลื่อนลำดับฐานันดรศักดิ์ยิ่งขึ้นไปอีก

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีสตรีรับราชการเป็นบาทบริจาริกาจำนวนมาก โดยจัดลำดับตามชาติกำเนิด เป็นพระอัครมเหสี มเหสี เจ้าจอมมารดา และเจ้าจอม รวมทั้งสิ้น 153 พระองค์ ในจำนวนนี้มีทั้งที่เป็นลูกหลวง ลูกเจ้านาย ลูกขุนนางและคหบดี ทรงมีพระราชโอรสพระราชธิดา 77 พระองค์ แต่ในบรรดาสตรีในราชสำนักทั้งหมด กลุ่มที่มีความใกล้ชิดกับ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมากที่สุดคือ กลุ่มพระราชโอรสพระราชธิดาที่รัชกาลที่ 4 โปรด ดังนั้น พระภรรยาเจ้ากลุ่มนี้จึงได้รับการโปรดปรานมากขึ้นเมื่อมีประสูติกาลพระราชโอรส นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า การสร้างสายสัมพันธ์ทางเครือญาติเพื่อเป็นฐานพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์และเป็นการสร้างความเป็นปึกแผ่นทางการเมืองอีกชั้นหนึ่งมีสาเหตุมาจากสถานภาพของพระมหากษัตริย์ในช่วงรัชกาลที่ 4จนถึงช่วงต้นรัชกาลที่ 5มีความเปราะบาง ทรงมีพระราชอำนาจอยู่ค่อนข้างจำกัด จึงอาศัยความสัมพันธ์ทางเครือญาติเพื่อเกื้อหนุนซึ่งกันและกันสร้างพระราชอำนาจให้พระมหากษัตริย์

นอกจากนี้การรับพระกนิษฐภิคินีร่วมพระบรมชนกนาถเป็นพระภรรยาเจ้ายังเป็นไปตามเงื่อนไขของกฎมณเฑียรบาลซึ่งถือเป็นตำราราชประเพณีสำหรับราชสำนักมีมาตั้งแต่ พ.ศ.2001 ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถโดยพราหมณ์เป็นผู้นำมาสั่งสอนและสนับสนุนการนำลัทธิเทวราชมาใช้กำหนดสถานภาพของพระมหากษัตริย์ให้มีความศักดิ์สิทธิ์น่าเกรงขาม ซึ่งราชสำนักกรุงรัตนโกสินทร์ก็ได้รับมรดกแบบแผนของราชสำนักกรุงศรีอยุธยามา การจัดลำดับชั้นฝ่ายในเป็นกลุ่มภรรยาเจ้าเป็นการคำนึงถึงความบริสุทธิ์ในสายเลือดขัตติยะเป็นสำคัญ ตามประเพณีตะวันออกที่ว่าด้วย อุภโตสุชาติสังสุทธเคราหณี อันหมายถึงผู้บริสุทธิ์ เพราะอุภโตสุชาติคือมีกำเนิดดีทั้งสองฝ่าย คือทั้งฝ่ายพระชนกและพระชนนี ส่วนสังสุทธเคราหณี คือมีครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิบริสุทธิ์พร้อม การที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระภรรยาเจ้าก็เพื่อว่าเมื่อประสูติพระราชโอรสก็จะได้ทรงอยู่ในฐานะเจ้าฟ้าชั้นเอก มีสิทธิที่จะสืบสันตติวงศ์ได้โดยไม่มีปัญหาแต่ประการใด จึงเป็นผลให้พระภรรยาเจ้าที่มีแม่ที่มีฐานันดรศักดิ์เป็นเจ้าจะมีโอกาสก้าวหน้ามากกว่าพระภรรยาเจ้าที่แม่เป็นสามัญ หรือแม้แต่เป็นผู้มาจากตระกูลขุนนาง แต่ก็อาจมีอำนาจท้าทายพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ได้ อย่างไรก็ตามความก้าวหน้าของพระภรรยาเจ้ายังมีเงื่อนไขสำคัญอยู่ที่การมีพระราชโอรสลำดับก่อนและหลังอีกด้วย หากทำความเข้าใจถึงความเป็นไปในราชสำนักที่เป็นไปด้วยระเบียบแบบแผนเราจะเข้าใจถึงเส้นทางชีวิตของพระภรรยาเจ้าได้เป็นอย่างดี

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระภรรยาเจ้าหรือผู้มีฐานันดรศักดิ์เป็นลูกหลวงในรัชกาลที่ 4 เรียงตามลำดับพระชันษามี 5 พระองค์ คือ

  • พระองค์เจ้าหญิงทักษิณชา พระราชธิดาในรัชกาลที่ 4 พระองค์ที่ 6 กับเจ้าจอมมารดาจันทร์ มีพระชนมพรรษาแก่กว่ารัชกาลที่ 5 ราว 2 ปี เมื่อประสูติเจ้าฟ้าชายในวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2415 ก็สิ้นพระชนม์แต่วันประสูตินั้น ทำให้เสียพระทัยมากและล้มประชวรด้วยพระโรคประสาทไม่ได้รับราชการอีกจนตลอดพระชันษา
  • พระองค์เจ้าหญิงสุนันทากุมารีรัตน์ พระราชธิดาในรัชกาลที่ 4 พระองค์ที่ 50 กับเจ้าจอมมารดาเปี่ยม ประสูติเมื่อ พ.ศ.2403 เป็นพระภรรยาเจ้าเมื่อ พ.ศ.2421
  • พระองค์เจ้าหญิงสุขุมาลมารศรี พระราชธิดาในรัชกาลที่ 4 พระองค์ที่ 52 กับเจ้าจอมมารดาสำลี เป็นพระภรรยาเจ้าพระองค์แรกเนื่องจากประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอในรัชกาลที่ 5 เป็นพระองค์แรก
  • พระองค์เจ้าหญิงสว่างวัฒนา พระราชธิดาในรัชกาลที่ 4 พระองค์ที่ 60 กับเจ้าจอมมารดาเปี่ยม ประสูติเมื่อพ.ศ.2405 เป็นพระภรรยาเจ้าเมื่อ พ.ศ.2421
  • พระองค์เจ้าหญิงเสาวภาผ่องศรี พระราชธิดาในรัชกาลที่ 4 พระองค์ที่ 66 กับเจ้าจอมมารดาเปี่ยม ประสูติเมื่อพ.ศ.2406 เป็นพระภรรยาเจ้าเมื่อ พ.ศ.2421

ก่อนหน้านั้น ไม่มีกฎเกณฑ์กำหนดแน่ชัดกำหนดเรียกพระภรรยาเจ้า พระมเหสี พระราชเทวี พระอรรคชายา ผู้ใดมียศสูงกว่ากัน เนื่องจากไม่เคยมีการอภิเษกพระมเหสีและจารึกลงในพระสุพรรณบัฏอย่างเป็นทางการ การจัดขั้นพระอิสริยยศของราชสำนักฝ่ายในอย่างชัดเจนมาเริ่มเป็นระบบและระเบียบการปกครองครั้งแรกในรัชกาลที่ 5 โดยมีประกาศสถาปนาพระอิสริยยศฝ่ายในสูงสุดคือ พระมเหสีเอก และพระมเหสีเอกที่ทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระองค์แรกกคือ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี อัครมเหสี และต่อมามีการประกาศใช้คำว่า ราชินี มีความหมายว่าเป็นมเหสีเอก ทรงกำหนดให้พระเจ้าลูกยาเธอที่เป็นชั้นเจ้าฟ้า มีพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร และส่งผลให้พระราชชนนีเป็นพระมเหสีเอกตามที่พระมหากษัตริย์ทรงกำหนด จึงมาถึงจุดที่ว่า ราชสำนักฝ่ายในที่เป็นพระภรรยาเจ้าและก้าวสูงขึ้นไปถึงระดับพระราชชนนีของ สมเด็จพระบรมโอรสธิราชฯ จึงเป็นการเดินทางของชีวิตสู่เงื่อนไขตามที่กำหนดไว้ หลังจากการสิ้นพระชนม์ของ พระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน หรือพระนางเรือล่ม มเหสีเอกพระองค์แรก พระนางเจ้าสว่างวัฒนา ได้ขึ้นเป็นพระมเหสีเอกเมื่อมีพระราชโอรส คือ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ทรงดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร แต่ต่อมาเมื่อพระราชโอรสสิ้นพระชนม์ พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ซึ่งมีพระราชโอรส คือ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ และได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ก็ขึ้นเป็นพระมเหสีเอกในเวลาต่อมาแทน

ชีวิตนี้คือ ฟ้าลิขิต จึงมิได้เหนือไปกว่าความจริง แต่อย่างใด